ฝากขัง “ปอนด์” เจ้าตัวยันเหมือนเดิม ไม่ได้ฆ่าหนุ่ม 28 ตำรวจยังรอผลชันสูตร
ความคืบหน้าล่าสุดคดีการเสียชีวิตปริศนาของนายศักดินนท์ อายุ 28 ปี ที่ถูกพบเป็นศพภายในทาวน์โฮมแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวนายสุรภัสร์ หรือ “ปอนด์” เจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยสำคัญ มาสอบปากคำอย่างละเอียด หลังพบว่าหลบหนีออกจากพื้นที่เดินทางเข้าไปยังกรุงเทพมหานคร
ล่าสุดเมื่อเวลา 10.30 น. พนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง ได้คุมตัว นายสุรภัสร์ หรือ “ปอนด์” ไปยื่นคําร้องฝากขังต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ในข้อหา “มีสารเสพติดไว้ในครอบครองและเสพยาเสพติด“ ส่วนคดีเรื่องของการเสียชีวิตอยู่ระหว่างรอผลชันสูตรอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตว่านายปอนด์มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นคดีฆาตกรรมหรือไม่
ระหว่างคุมตัวนายปอนด์ออกจากห้องคุมขังเพื่อขึ้นรถฝากขังไปยังศาลจังหวัดนนทบุรี นักข่าวพยายามสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายศักดินนท์หรือไม่ นายปอนด์ ยืนยันว่า “ผมไม่ได้ฆ่าเขาจนเสียชีวิต” ส่วนเหตุผลที่ไม่แจ้งตํารวจ นายปอนด์ บอกว่า “ไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งไว้ในบ้าน” เมื่อถามว่ามีอะไรจะบอกแม่ของผู้เสียชีวิตหรือไม่เพราะเข้าใจว่าเป็นคนฆ่าลูกเขา นายปอนด์ บอกว่า “ไม่มีอะไรจะบอก ให้เป็นไปตามกระบวนการของศาลและเจ้าหน้าที่ตํารวจ หากตํารวจมีหลักฐานก็ให้เป็นไปตามผลชันสูตรพลิกศพ” เมื่อถามยํ้าว่าวันเกิดเหตุเสพยาไปเยอะหรือไม่ นายปอนด์ บอกว่า ตนเองไม่ทราบว่าผู้ตายเสพไปเยอะหรือเสพมาก่อนหรือไม่
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นว่าระหว่างที่นายปอนด์ตอบคําถามยังมีสีหน้ายิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลาก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกไปยังศาลจังหวัดนนทบุรี
แม่เหยื่อเชื่อลูกถูกฆาตกรรมล้านเปอร์เซ็นต์
ด้านแม่ของนายศักดินนท์ อายุ 28 ปี ผู้เสียชีวิต เดินทางเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง ก่อนจะออกมาเปิดเผยว่า ตนเองเชื่อว่านายสุรภัสร์ หรือ “ปอนด์” มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของลูกชายอย่างแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ ว่าเขาเป็นคนทําร้ายลูกชายจนเสียชีวิต
แม่ผู้เสียชีวิตระบุว่า ไม่เชื่อคำกล่าวอ้างของนายปอนด์ที่พยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้อง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากลูกชายเกิดน็อกอาการจากการเสพยาเสพติดจริง เหตุใดจึงมีการล็อกบ้านไว้หลายชั้นจนผู้เสียชีวิตไม่สามารถออกมาขอความช่วยเหลือได้ โดยมองว่าเป็นพฤติกรรมที่โหดเหี้ยมและเลือดเย็น
นอกจากนี้ ยังเปิดเผยไทม์ไลน์ก่อนเกิดเหตุว่า ลูกชายเพิ่งรู้จักกับนายปอนด์ในวันเกิดเหตุ โดยมีสายโทรศัพท์ติดต่อเข้ามาหาลูกชายหลายครั้ง ก่อนที่ลูกจะออกจากบ้านเวลาประมาณ 19.30 น. และส่งข้อความถึงแม่ในเวลา 20.15 น. ว่า “รักแม่นะ หนูรักแม่”
จากนั้นช่วงเวลาประมาณตี 3 กว่า ลูกชายได้ส่งข้อความมาหาแม่เป็นครั้งสุดท้ายว่า “เรียกรถให้หน่อย” รวมถึงมีการกดโทรฉุกเฉินติดต่อแม่ถึง 7 ครั้ง แต่เนื่องจากเป็นช่วงกลางดึกทำให้แม่ไม่ทราบเรื่อง กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อเห็นสายที่ไม่ได้รับและพยายามติดต่อกลับ ก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก
แม่ของผู้เสียชีวิตยังเปิดเผยว่า ลูกชายมีโรคประจำตัวคือโรคพาร์กินสัน ส่วนประเด็นเรื่องยาเสพติดนั้น ยอมรับว่าอาจเคยมีการใช้บ้างเป็นบางครั้ง แต่เชื่อว่าครั้งนี้อาจถูกบังคับให้เสพ และยืนยันว่าจะติดตามคดีจนถึงที่สุด
เมื่อถูกถามถึงการเผชิญหน้ากับนายปอนด์ แม่ระบุว่าได้พูดคุยกันเพียงสั้น ๆ โดยถามว่า “ทำไมไม่ช่วยเหลือลูกบ้าง” ซึ่งนายปอนด์ตอบเพียงว่า “ผมไม่มีสิทธิ์ไปยุ่ง เป็นแค่ผู้ดู” ทำให้รู้สึกว่าคู่กรณีมีท่าทีเย็นชาและไม่สำนึกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ หลังผลการชันสูตรศพแล้วเสร็จ ครอบครัวจะนำร่างของนายศักดินนท์ไปประกอบพิธีทางศาสนา พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะเชื่อว่าบุคคลลักษณะนี้อาจก่ออันตรายต่อผู้อื่นได้อีกในอนาคต “งูลอกคราบตัวใหญ่ขึ้น คนเราฆ่าแล้วก็ฆ่าได้อีก”
แม่ “ปอนด์” เปิดใจไม่เชื่อลูกฆ่า รับเสพยานานกว่า 3 ปี ป่วยจิตเวช
ขณะที่ป้าแดง แม่ของนายสุรภัสร์ หรือ “ปอนด์” เปิดเผยว่า เดิมทีนายปอนด์อาศัยอยู่กับครอบครัวที่ฝั่งธนบุรี แต่มีปัญหาทะเลาะกับพ่ออยู่เป็นประจำ ก่อนจะย้ายไปอยู่บ้านที่ผ่อนเอาไว้ในพื้นที่บางบัวทอง โดยภายหลังตนทราบว่าลูกชายผ่อนบ้านไม่ไหว เนื่องจากไม่ได้ทำงานแล้ว ซึ่งตนมารู้เรื่องการเสพยาเสพติดของลูกชายจากการที่เจ้าตัวมาสารภาพด้วยตัวเองเมื่อหลายปีก่อน ทำให้รู้สึกเสียใจมาก เพราะก่อนหน้านี้ลูกชายเคยเป็นคนทำงานดี แต่ระยะหลังก็มีปัญหากับหัวหน้างาน รวมถึงมีปัญหากับพ่ออยู่บ่อยครั้ง
ช่วงที่ยังอยู่บ้านฝั่งธนบุรี นายปอนด์มักพาเพื่อนมาที่บ้านและอยู่กันในห้องเป็นเวลานาน ตนไม่ต้องการให้มีการมั่วสุมหรือเสพยาในบ้าน จึงเคยบอกลูกชายว่าหากจะพาเพื่อนมาก็ให้ออกไปอยู่ข้างนอก เพราะที่บ้านทำมาค้าขายกันเหนื่อยทั้งพ่อและแม่ ขณะที่ลูกชายก็ไม่ค่อยเข้ามาช่วยงานที่บ้าน
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานายปอนด์ไม่เคยทำร้ายร่างกายตน แต่จะมีปากเสียงกับพ่ออยู่บ่อยครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นการโต้เถียงและด่าทอกันมากกว่า ส่วนกรณีที่มีข้อมูลว่าลูกชายเคยทำร้ายพ่อนั้น ตนไม่ทราบ แต่ไม่เคยเห็นเหตุการณ์ถึงขั้นลงไม้ลงมือ
ป้าแดงเชื่อว่าลูกชายน่าจะใช้ยาเสพติดมานานกว่า 3 ปีแล้ว และหลังจากย้ายไปอยู่บ้านที่บางบัวทองเพียงลำพัง ก็มักพาผู้ชายเข้าออกบ้านอยู่เป็นประจำ ทั้งในลักษณะคบหากันและเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้าน ซึ่งตนเคยเตือนหลายครั้งให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ลูกชายก็มักรับปากว่าจะเลิก ก่อนจะกลับไปใช้เหมือนเดิม
ป้าแดงยอมรับว่า ตอนที่ลูกชายย้ายออกไปอยู่คนเดียว ตนก็เคยคิดว่าสักวันหนึ่งอาจเกิดปัญหาใหญ่ตามมา แต่ไม่คิดว่าจะบานปลายมาถึงขนาดนี้ ส่วนกรณีการเสียชีวิตของผู้ตายนั้น ตนยังไม่เชื่อว่านายปอนด์จะเป็นผู้ลงมือทำร้ายจนเสียชีวิต และมองว่าอาจต้องรอผลชันสูตรอย่างละเอียดก่อน เพราะส่วนตัวมองว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่ผู้ตายจะใช้ยาเสพติดมากเกินขนาดจนเกิดอาการโอเวอร์โดส
นอกจากนี้ ป้าแดงยังยอมรับว่าเคยได้รับข้อมูลจากชาวบ้านเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกชาย และเคยเดินทางไปหาที่บ้าน แต่บางครั้งนายปอนด์ไม่ยอมให้เข้าไปภายในบ้าน ขณะที่ชาวบ้านในละแวกดังกล่าวก็เคยพยายามส่งสัญญาณบางอย่างให้รับรู้ แต่ไม่กล้าพูดอะไรมากนัก
ส่วนอาการทางจิตเวชนั้น ป้าแดงยอมรับว่าลูกชายมีอาการป่วยจริง และที่ผ่านมาเคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวจากกรณีอาละวาดมาแล้ว 1 ครั้ง ซึ่งครั้งนั้นตนเองเป็นคนแจ้งให้ตำรวจเข้ามาจับลูกชาย
ป้าแดงยังเล่าว่า นายปอนด์เป็นคนไม่ค่อยดูแลตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องการอาบน้ำ ซึ่งตั้งแต่สมัยอยู่บ้านฝั่งธนบุรีก็เป็นแบบนี้มาตลอด บางครั้งอาบน้ำเพียงสัปดาห์ละครั้ง หรือบางเดือนอาจอาบเพียง 1-2 ครั้ง แม้ครอบครัวจะคอยเตือนอยู่เป็นประจำก็ตาม
อีกทั้งก่อนเกิดเหตุเพียง 1 วัน นายปอนด์ยังโทรศัพท์มาขอเงินจำนวน 200 บาท เพื่อนำไปซื้อของกิน แต่ไม่ยอมบอกว่ามีผู้เสียชีวิตอยู่ภายในบ้าน กระทั่งตนมาทราบเรื่องจากข่าว จึงพยายามสอบถามลูกชายว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ลูกชายก็ไม่ยอมบอกรายละเอียดใด ๆ ทำให้รู้สึกตกใจอย่างมากเมื่อทราบข้อเท็จจริง
ส่วนสาเหตุที่ลูกชายเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้น ตนเชื่อว่าอาจเกิดจากความอยากลอง เพราะก่อนหน้านี้นายปอนด์เคยเป็นลูกจ้างของสำงานเขตแห่งหนึ่งและทำงานได้ดี กระทั่งมีปัญหากับหัวหน้างานเรื่องการทำงานล่วงเวลา ก่อนตัดสินใจลาออก และหลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำงานอีกเลย โดยตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา ตนเป็นคนหาเงินส่งเสียให้ลูกชายใช้มาตลอด
ป้าแดงยังยอมรับว่า ลูกชายมีพฤติกรรมพูดคนเดียว สวดมนต์ และนับถือองค์เทพหลายองค์ที่ตั้งบูชาอยู่ภายในบ้าน รวมถึงเคยเล่าให้ฟังว่ามีอาการหูแว่ว ได้ยินเสียงสั่งให้ทำสิ่งต่าง ๆ ซึ่งตนมองว่าอาจเกี่ยวข้องกับการใช้ยาเสพติดและความเชื่อส่วนตัวของลูกชาย
อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้นายปอนด์จะตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดี แต่ตนยังไม่เชื่อว่าลูกชายจะเป็นผู้ก่อเหตุทำร้ายผู้ตายจนเสียชีวิต และเชื่อว่าความจริงทั้งหมดจะปรากฏเมื่อผลชันสูตรออก.