โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

สาวร้องเถ้าแก่สั่งสามีไปรับคู่ค้า ก่อนเจอคดีร่วมกันเรียกค่าไถ่

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวเวิร์คพอยท์

(27 มิ.ย. 69) ที่สำนักงานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ถ.แจ้งวัฒนะ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี น.ส.ผุด อายุ 24 ปี สัญชาติลาว นำเอกสารหลักฐานต่างๆ เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมหลังนายจักรกฤษณ์ อายุ 39 ปี สามีคนไทย ถูกศาลจังหวัดหนองคายออกหมายจับในข้อหา "ร่วมกันเรียกค่าไถ่โดยหน่วงเหนี่ยวกักขังบุคคลอื่น" ซึ่งสามีไม่ได้ทำเรื่องตามที่ถูกออกหมายจับ จึงเดินทางไปมอบตัวที่สถานีตำรวจ แต่ตำรวจไม่รับมอบตัวบอกให้กลับไปก่อน ทำให้สามีกลัวว่าจะไม่ปลอดภัยทั้งจากคู่กรณีและเถ้าแก่ของสามีที่มีทั้งเงินและอิทธิพล จนต้องหนีไปซ่อนตัว ก่อนจะติดต่อให้ตนนำเรื่องมาร้องเรียนที่มูลนิธิฯ

.

น.ส.ผุด เล่าว่า เล่าว่า เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา สามีซึ่งทำงานขับรถให้บริษัทค้าข้าว ได้รับคำสั่งจากเถ้าแก่ให้ขับรถไปรับชิปปิ้งสาวที่ประเทศลาว โดยอ้างว่าไปคุยเรื่องซื้อขายข้าว ในตอนแรกตนนั่งรถไฟกับสามี ส่วนเถ้าแก่นั่งแยกไปกับรถตู้อีกคันหนึ่ง เมื่อพวกตนรับชิปปิ้งสาวขึ้นรถแล้วเถ้าแก่ได้สั่งสลับรถ โดยเถ้าแก่มานั่งรถของสามีตน ส่วนตนไปนั่งรถตู้ ระหว่างทางเถ้าแก่พูดคุยทวงเงินมัดจำคืนจากชิปปิ้งสาวรายดังกล่าว ซึ่งตนและสามีไม่เคยทราบเรื่องหนี้สินมาก่อน ต่อมาทั้งสามีและเถ้าแก่ถูกตำรวจลาวควบคุมตัวตรวจสอบอยู่ 2 วัน แต่ไม่พบความผิดจึงถูกปล่อยตัวกลับไทย กระทั่งภายหลังทราบว่าชิปปิ้งสาวได้แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาเรียกค่าไถ่ที่ สภ.โพนพิสัย จ.หนองคาย จนเถ้าแก่ถูกจับกุมตัวได้ที่สนามบินในขณะที่ไปส่งลูกเรียนต่างประเทศ

.

ในตอนนั้ยภรรยาของเถ้าแก่บอกให้ตนหลบหนีไปก่อน เนื่องจากฝั่งคู่กรณีค่อนข้างมีอิทธิพลในพื้นที่ ขนาดเถ้าแก่มีเงินยังประกันตัวไม่ได้ สามีจึงหนีกลับไปอยู่บ้านที่ภาคใต้ พร้อมทั้งเดินทางไปหาหลักฐานเองที่ประเทศลาวจนได้ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในปั๊มน้ำมันที่จอดรถให้ชิปปิ้งสาวเดินลงไปเข้าห้องน้ำด้วยตัวเอง โดยไม่มีการข่มขู่หรือควบคุมตัวแต่ยังใด รวมถึงการไปขอเอกสารหลักฐานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจลาว ซึ่งยืนยันว่าเถ้าแก่กับสามีของตนไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาเพื่อนำกลับมาใช้ต่อสู้คดีในประเทศไทย

.

ทุกวันนี้สามีตอนต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ เพราะกลัวอิทธิพลทั้งจากคู่กรณีและอดีตเถ้าแก่ของตัวเอง จึงตัดสินใจให้ตนนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมเอกสารหลักฐานมาร้องขอให้ทางมูลนิธิฯ ช่วยเหลือในการเข้ามอบตัวต่อสู้คดีต่อไป โดยสามียืนยันว่าไม่รู้เรื่องที่เถ้าแก่ไปทวงหนี้กับชิปปิ้งสาวคู่กรณีแต่อย่างใด ส่วนที่ต้องขับรถไปให้เพราะบุญคุณที่ให้งานขนข้าวกับสามีมาตลอด 4 ปี แค่นั้น

.

ด้านทนายรณณรงค์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของการทวงหนี้ระหว่างเจ้านายของสามีน้องผู้หญิงและหญิงสาวชิปปิ้งคู่กรณี ที่มีการติดหนี้สินกันมาก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุ ในส่วนที่น้องผู้หญิงมาร้องที่มูลนิธิฯแทนสามีเพราะสามีไม่ทราบมาก่อน ว่าทางเถ้าแก่กับหญิงสาวคู่กรณีมีปัญหาเรื่องหนี้สินกัน วันเกิดเหตุเถ้าแก่วานให้สามีของน้องขับรถไปรับให้โดยมีน้องผู้หญิงนั่งไปด้วย ตอนไปรับก่อนจะมาสลับรถกับเถ้าแก่ระหว่างทางจนนำมาสู่การแจ้งความของหญิงสาวคู่กรณี จากเดิมที่เป็นลูกหนี้กับกลายมาเป็นแจ้งความจับเจ้าหนี้ ในข้อหาอุ้มรีดทรัพย์แทน เพราะสามีของน้องและเถ้าแก่ไปด้วยกันจึงโดนแจ้งข้อหาร่วมกันทั้ง 2 คนโดยสาเหตุมาจากการทวงหนี้ผิดวิธี จนบานปลายมาเป็นข้อหาดังกล่าวหลังจากนี้จะประสานให้สามีของน้องเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อต่อสู้ทางคดีต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...