โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

DITTO สบช่องดีลคลาวด์ เฉลยโทเคนน่าสนแค่ไหน

ทันหุ้น

อัพเดต 26 พ.ค. เวลา 23.09 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. เวลา 20.00 น.

#DITTO #ทันหุ้น – DITTOรับเทคเคลื่อนดันโอกาส เล็งดีลกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์วางโซลูชันให้ลูกค้า พร้อมเดินหน้าออกโทเคนคาร์บอนเครดิต Blu Green Tokenอายุ 7 ปี ชูการันตรีผลตอบแทน 3% แต่โอกาสได้อัพไซด์สูง 10-20% นักวิเคราะห์ชี้การเสนอขายคาร์บอนเครดิตตันละ 1,200 บาท เป็นบรรทัดฐาน ช่วยดันมูลค่าบริษัทในอนาคตเพิ่มวางเป้า 15 บาท อัพไซด์เพียบ ขณะที่พ.ร.บ.โลกร้อนจ่อใช้ปีหน้า

นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO เปิดเผย “ทันหุ้น” ว่า บริษัทอยู่ในเทรนด์ของหุ้นเทค โดยคงเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี ซึ่งบริษัทมีแนวทางที่ประสานกับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่ให้บริการคลาวด์ในประเทศไทย ดำเนินการพัฒนาโซลูชันให้ผู้ดำเนินธุริกจคลาวด์ได้นำไปให้บริการลูกค้า ซึ่งจะเป็นอีกระดับหนึ่งของการเติบโต ควบคู่กับการขยายงานด้าน Data Management, AI และ Cyber Security เพื่อความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจ นอกจากนี้บริษัทยังได้นำเทคโนโลยี Blockchain และศักยภาพด้านการจัดการข้อมูล และ AI มาผสานเข้ากับธุรกิจสีเขียว (Green) จนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ เช่น การทำ Tokenization ของคาร์บอนเครดิต เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนแบบเดิมให้กลายเป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ

โดยเตรียมเสนอขาย “Blu Green Token” โทเคนดิจิทัลเพื่อสิ่งแวดล้อมครั้งแรกของไทย โดยมีคาร์บอนเครดิต 4 แสนตันจากโครงการปลูกป่าชายเลนจำนวน 1.7 หมื่นไร่เป็นสินทรัพย์อ้างอิง จำนวน 400 ล้านโทเคน ในราคา 1.20 บาทต่อโทเคน มูลค่ารวมไม่เกิน 480 ล้านบาท กล่าวคือ มีราคาคาร์บอนเครดิตที่ 1.2 พันบาทต่อตัน มีการการันตีผลตอบแทนให้ดอกเบี้ย 3% ต่อปี แบบทบต้นจ่ายคืนพร้อมเงินต้นในสิ้นปีที่ 7 โดยคาดว่าจะเสนอขายได้ในไตรมาส 3 และจะมีการเทรดนาดรองช่วงเดียวกัน

@เฉลยโทเคนน่าสนแค่ไหน

นายชัยทัด กุลโชควณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินDITTO เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ถึงความน่าสนใจของ BLU Green Token ว่ามีจุดเด่นหลักคือการมี Downside Protection เพื่อปกป้องนักลงทุนจากการขาดทุน ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนการันตีขั้นต่ำที่ 3% ต่อปีแบบทบต้นตลอดอายุโครงการ 7 ปี ทำให้การลงทุนนี้มีความปลอดภัยสูง ในด้านของโอกาสรับผลตอบแทน คาร์บอนเครดิตปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Upside) ไปอย่างเต็มที่ ซึ่งมีการประเมินราคาคาร์บอนเครดิตในอีก 7 ปีข้างหน้าไว้ที่ 2,500 บาท ในกรณีฐาน และมีโอกาสพุ่งสูงราว 4,000 บาท ในกรณีที่ดีที่สุด โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากเทรนด์โลกและการเริ่มนับหนึ่งของการบังคับใช้ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยที่จะหนุนให้ราคาเป็นไปตามเป้าหมาย

นายชัยทัด ยังชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบจากกลไกตลาด โดยปัจจุบันประเทศไทยมีการปล่อยคาร์บอนสูงถึงปีละ 380 ล้านตัน ในขณะที่ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่นำมาเสนอขายในโครงการนี้มีเพียงประมาณ 400,000 ตัน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการ ดังนั้น เมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายจนเกิดความต้องการจาก “ภาคบังคับ” จะทำให้อุปสงค์ (Demand) พุ่งสูงขึ้นในขณะที่อุปทาน (Supply) มีจำกัด ส่งผลให้ราคาคาร์บอนเครดิตสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงและสร้างโอกาสเติบโตอย่างมากให้กับผู้ถือโทเคน

@โทเคนเพิ่มมูลค่า DITTO

นายนภนต์ ใจแสน รองผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ยอดจองซื้อโทเคน จะสะท้อนว่าตลาดให้การยอมรับคาร์บอนเครดิตราคา 1,200 บาทต่อตัน นี้ในระยะยาว 7 ปี ซึ่งช่วยทำลายความกังวลเดิมของตลาดที่มองเห็นแต่ฝั่งต้นทุนจากการปลูกป่าและการดูแลรักษา ขณะที่ DITTO มีจุดคุ้มทุนจากการปลูกป่าอยู่ที่ระดับ 400 กว่าบาทต่อตัน การขายที่ราคา 1,200 บาท จึงสร้างส่วนต่างกำไรที่ดี โดยเฉพาะในปีที่ 5 ที่เริ่มมีการประเมินคาร์บอนเครดิตรอบแรกและบันทึกกำไร ซึ่งมองเฉพาะโครงการที่ออกโทเคน 17,000 ไร่ จะเพิ่มมูลค่าหุ้นได้ประมาณ 1 บาท อย่างไรก็ดี DITTOมีพอร์ตปลูกป่า 170,000 ไร่ จะมีอัพไซด์รวมสูงถึง 10 บาท

นอกจากนี้ DITTO ยังได้ประโยขน์จากการที่ประเทศไทยมี Data Center ตั้งอยู่ในประเทศเอง ช่วยแก้ปัญหาเรื่องอธิปไตยของข้อมูล และเปิดโอกาสให้ DITTO พัฒนาแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มใหม่ๆ บนระบบ Cloud ร่วมกันได้ในอนาคต ปัจจุบันหุ้น DITTO เทรดอยู่ที่ P/E เพียง 10 เท่า แม้กำไรจะทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) อย่างต่อเนื่อง ให้ราคาเป้าหมายเบื้องต้นที่ 15 บาท (อิง P/E 15 เท่า) ซึ่งราคานี้ ยังไม่รวม อัพไซด์ 1 บาทจากโครงการ Green Token ระยะแรก และยังไม่รวมมูลค่าเพิ่มจากการประสานงานบนระบบ Cloud และ AI ในอนาคต

นายนภนต์เสริมว่าสำหรับราคาคาร์บอนเครดิตจะถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ 1. การอนุญาตปล่อยคาร์บอน (Allowance) 2. การจัดหาคาร์บอนเครดิตชดเชย และ 3. ภาษีคาร์บอน (CBAM) ซึ่งหากไทยเปิดให้ซื้อขายระหว่างประเทศได้ ราคาจะวิ่งเข้าหาตลาดโลกที่ปัจจุบันเทรดกันสูงถึง 3,000-4,000 บาทในฝั่งยุโรป

@พ.ร.บ.โลกร้อนจ่อใช้

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ปัจจุบันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. โลกร้อน) อยู่ในขั้นตอนการตรวจพิจารณาร่างโดยคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งให้ความสำคัญมีการเร่งรัดประชุมถึง 3 วันต่อสัปดาห์ (อังคาร พฤหัสบดี ศุกร์) เพื่อให้จบโดยเร็วที่สุด ประเมินว่าจะมีผลบังคับใช้ช่วงไตรมาส 3/2570 ซึ่งมีหมวดสำคัญคือการให้รายงานก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับนิติบุคคล การกำหนดอัตราการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรม และการเริ่มทดลองระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ก่อนที่จะเข้าสู่ภาคบังคับเต็มรูปแบบ และจะมีกลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Thai-CBAM) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ

ภาษีคาร์บอนจะถูกนำมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น การทำให้พลังงานสะอาดมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น เช่น หากภาษีอยู่ที่ 1,000 บาท ต้นทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินจะเพิ่มขึ้นจนแพงกว่าพลังงานโซลาร์ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นตามเป้าหมายที่ต้องการให้มีสัดส่วนพลังงานสะอาดอย่างน้อย 74% ในระบบไฟฟ้า

ขณะที่ คาร์บอนเครดิต ก็จะมูลค่ามากขึ้น จากการเคลื่อนด้วยระบบ ETS กฎหมายจะอนุญาตให้นำคาร์บอนเครดิตมาชดเชยไม่เกิน 15% ของสิทธิ์ที่ได้รับ จะกลายเป็นตัวสร้างดีมานด์ในประเทศ ทำให้ราคาคาร์บอนเครดิตมีโอกาสวิ่งขึ้นเมื่อมีกฎหมายบังคับ ซึ่งหากดูสิงคโปร์ที่มีกฎหมายภาษีคาร์บอนที่บังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม คาร์บอนเครดิตจากเริ่มต้นไม่กี่ดอลลาร์ ขยับเป็นกว่า 20 ดอลลาร์ จนปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 45 ดอลลาร์สหรัฐ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...