ไต้หวัน ยันสหรัฐฯ หนุนความสัมพันธ์ต่อ-ลุ้นทรัมป์เคาะดีลอาวุธทุบสถิติแสนล้าน
ไต้หวัน ย้ำพิกัด “First Island Chain” เป็นยุทธศาสตร์ร่วมที่สหรัฐฯ ทิ้งไม่ได้ทำเนียบประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ยันจุดยืนรักษาสถานะเดิม มุ่งสานต่อผลประโยชน์ร่วมในภูมิภาคกับชาติประชาธิปไตย จับตาสัญญาณ “ลดความตึงเครียด” จากโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจบทริปเยือนจีน พร้อมเตรียมชี้ชะตาแพ็กเกจอาวุธ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์
16 พฤษภาคม 2569 - ทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวันได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในวันนี้ (16 พ.ค.) เพื่อชี้แจงสถานะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยระบุอย่างชัดเจนว่า ทางการสหรัฐอเมริกาได้เน้นย้ำและยืนยันมาแล้วหลายครั้งว่า จุดยืนตลอดจนกรอบนโยบายที่สหรัฐฯ มีต่อไต้หวันนั้นจะยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น
แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและระบบเศรษฐกิจในภูมิภาค ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของนโยบายต่างประเทศของกลุ่มประเทศมหาอำนาจ โดยไต้หวันยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าประสานความร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อร่วมกันรักษาเสถียรภาพและผลักดันแนวคิดสันติภาพผ่านความเข้มแข็งทางการทหารและการทูต ซึ่งทางทำเนียบประธานาธิบดีมองว่าความสงบเรียบร้อยบริเวณช่องแคบไต้หวันไม่ได้เป็นเรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ถือเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งไต้หวัน สหรัฐฯ และประชาคมประชาธิปไตยทั่วโลก
หลังจบทริปปักกิ่ง ‘ทรัมป์’ สั่งเบรกสงครามทางไกล-จ่อเคาะดีลอาวุธยักษ์
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไต้หวันต้องออกมาเคลื่อนไหวในรอบนี้ สืบเนื่องมาจากถ้อยแถลงของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทันทีหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเดินทางเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา
โดยคาเรน กัว โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวัน ได้หยิบยกประเด็นจากการสัมภาษณ์ดังกล่าวขึ้นมาอ้างอิง ซึ่งทรัมป์ได้ส่งสัญญาณไปยังทั้งฝั่งไต้หวันและจีนโดยตรงว่าต้องการให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินมาตรการเพื่อ "ลดความตึงเครียด" ระหว่างกันลง พร้อมทั้งแสดงจุดยืนในเชิงนโยบายอย่างตรงไปตรงมาว่า ตัวเขาไม่ต้องการให้ประเทศสหรัฐฯ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือผูกมัดกับสถานการณ์สงครามในพื้นที่พื้นที่อื่นที่อยู่ห่างไกลจากประเทศ
อย่างไรก็ดี ในมิติของการสนับสนุนทางทหารและการค้าอาวุธ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความมั่นคงที่ภาคธุรกิจจับตามอง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ระบุเพิ่มเติมว่า ตัวเขาจะทำการตัดสินใจในเร็วๆ นี้ เกี่ยวกับแผนการจัดซื้อแพ็กเกจอาวุธยุทโธปกรณ์ก้อนใหญ่ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 4.42 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน (หรือราว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับส่งมอบให้แก่ไต้หวัน
ทางด้านโฆษกทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวันได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลสหรัฐฯ สำหรับการสนับสนุนทางด้านความมั่นคงที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดหาและส่งมอบอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมกับเน้นย้ำข้อเท็จจริงว่า ที่ผ่านมาข้อตกลงและมูลค่าการซื้อขายอาวุธระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ นั้น ได้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์มาแล้วหลายครั้ง
'ไล่ ชิงเต๋อ' ยึดมั่นแผนรักษาสถานะเดิม ชี้ภัยคุกคามจีนบีบพันธมิตร First Island Chain ต้องรวมกลุ่ม
ในส่วนของนโยบายและการบริหารจัดการความเสี่ยงภายในประเทศ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดียืนยันว่า ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำคนปัจจุบันของไต้หวัน จะยังคงยึดมั่นและเดินหน้านโยบายรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคด้วยการคง "สถานะเดิม" (Status Quo) เอาไว้ โดยไม่มีการยั่วยุเพิ่มเติม แต่ในขณะเดียวกัน แถลงการณ์ของทำเนียบประธานาธิบดีก็ได้ระบุเจาะจงอย่างตรงไปตรงมาว่า ทางฝั่งประเทศจีนถือเป็นฝ่ายเดียวในเวลานี้ที่เป็นผู้สร้างเงื่อนไขและความไม่สถียรให้เกิดขึ้นในพื้นที่ช่องแคบ
นอกจากนี้ แหล่งข่าวจากทำเนียบประธานาธิบดียังได้อธิบายถึงสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ในระดับภูมิภาคเพิ่มเติมว่า แรงกดดันและภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นจากทางการจีนในระยะหลัง เป็นปัจจัยเร่งและเป็นตัวแปรสำคัญที่บีบบังคับให้กลุ่มประเทศต่างๆ ในแถบเอเชียตะวันออก ซึ่งตั้งอยู่บนพิกัดแนวพื้นที่ยุทธศาสตร์ปิดล้อมทางทะเลหรือที่เรียกกันว่า "First Island Chain" (แนวโซ่เกาะชั้นที่หนึ่ง)
รวมถึงประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จำเป็นต้องปรับตัวและเพิ่มระดับความร่วมมือระหว่างกันอย่างใกล้ชิดและหนาแน่นยิ่งขึ้นกว่าในอดีต ซึ่งแน่นอนว่าไต้หวันจะยังคงวางตำแหน่งแห่งที่ของตนเองให้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของระบบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และความมั่นคงดังกล่าวนี้ต่อไปอย่างปฏิเสธไม่ได้