เมื่อการบินเชื่อมโยงวัฒนธรรม : เส้นทางแห่งมิตรภาพ ไทย–โลก
เส้นทางแห่งมิตรภาพ ไทย–โลก
ตลอดเส้นทาง 66 ปีแห่งการเติบโตของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นอกจากหน้าที่หลักในการพาผู้โดยสารบินลัดฟ้าข้ามพรมแดนแล้ว “การบินไทย” ยังเป็นสื่อกลางที่คอยเชื่อมโยงดินแดนต่างวัฒนธรรมของคนหลายชาติหลากภาษา และเป็นประตูบานแรกในการนำเสนอวัฒนธรรมไทยสู่สายตาของผู้คนนานาประเทศ ด้วยเส้นทางการบินแห่งมิตรภาพ ที่โยงใยประเทศไทยกับโลกทั้งใบด้วยไมตรี
เที่ยวบินปฐมฤกษ์ของการบินไทย ได้พาผู้โดยสารท่องฟ้าจากกรุงเทพฯ ไปลงจอดที่ฮ่องกง ไทเป และโตเกียว ก่อนจะขยายเส้นทางเพิ่มไปยังเมืองสำคัญอื่น ๆ ทั่วทวีปเอเชียอย่าง โกลกาตา รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นภูมิภาคเพื่อนบ้านของประเทศไทย ทั้งย่างกุ้ง กัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ โฮจิมินห์ และพนมเปญ ทำให้ผู้โดยสารได้รับประสบการณ์ยอดเยี่ยมจากงานบริการของการบินไทย พร้อมทั้งรับวัฒนธรรมไทยที่อาจไม่เคยสัมผัสมาก่อน
ประตูบานแรกแห่งวัฒนธรรมไทย
นับตั้งแต่การบินไทยถือกำเนิดขึ้นใน พ.ศ. 2503 เป็นต้นมา ธุรกิจการบินพาณิชย์ทั่วโลกที่มีการแข่งขันสูงก็พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง สิ่งที่เกี่ยวเนื่องก็ได้รับการปรับปรุงตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่องบิน สนามบิน การบริการ อาหาร บุคลากร พร้อมกันนั้น ผู้โดยสารก็ไม่ได้มุ่งหวังเพียงไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง แต่ยังไตร่ตรองอย่างรอบคอบว่า จะต้องได้รับความสะดวกสบาย และประสบการณ์ที่ประทับใจจากสายการบิน สายการบินต่าง ๆ จึงสรรหาสิ่งที่จะมาเติมเต็มความต้องการเหล่านั้น จนเกิดการแข่งขันอย่างเต็มรูปแบบ แต่ละสายการบินจึงชูจุดเด่นเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้ตนเองเพื่อดึงดูดผู้โดยสาร ที่จะให้การยอมรับ มอบความไว้วางใจ และเลือกใช้บริการ
ฉะนั้น ประเทศไทยในฐานะที่เป็นดินแดนรุ่มรวยวัฒนธรรม และมีมรดกอันล้ำค่าที่ไม่สามารถหาจากที่ใดมาทดแทนได้นี่เอง ทำให้การบินไทยได้หยิบยกเอาวัฒนธรรมไทยอันเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยมาเป็นอัตลักษณ์ร่วมขององค์กรเพื่อการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งอย่างเต็มภาคภูมิ
ในฐานะสายการบินแห่งชาติมาตั้งแต่ พ.ศ. 2531 การบินไทยจึงนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทยสู่ต่างชาติ ตั้งแต่ “เครื่องแบบ” ที่ใช้ผ้าไหมไทยอันเป็นผลผลิตพื้นเมืองของประเทศที่มีชื่อเสียงระดับโลก มาเป็นเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินตั้งแต่แรกเริ่มกิจการ เรื่อยมาจนถึงถึงปัจุบัน และเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญอมตะของการบินไทยที่ว่า “Smooth as Silk”
ต่อมาคือ “อาหาร” ที่เสิร์ฟบนเที่ยวบินอย่างพิถีพิถัน เพราะมีครัวการบินไทยที่ได้คัดสรรอย่างดีในทุกมิติ ตั้งแต่การเลือกเมนูอาหาร วัตถุดิบ รสชาติ และการจัดตกแต่งจาน ซึ่งได้ถ่ายทอดอัตลักษณ์และศิลปะในอาหารไทยอย่างละเมียดละไม รวมถึง “ห้องโดยสาร” ที่ออกแบบโทนสีและลวดลายต่าง ๆ ด้วยแรงบันดาลใจจากงานศิลปกรรมไทย มีการเพิ่มกลิ่นหอมอ่อน ๆ ให้รู้สึกผ่อนคลาย และเสียงดนตรีช่วยขับกล่อม สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างบรรยากาศรื่นรมย์ภายในห้องโดยสารได้เป็นอย่างดี
ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ เสน่ห์ที่ซุกซ่อนอยู่ในศาสตร์และศิลป์ด้านงานบริการที่ถ่ายทอดผ่านพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม การไหว้ การทักทาย ตลอดจนการเอาใจใส่ดูแล ซึ่งถือว่ามีรากฐานมาจากวัฒนธรรมไทยอันอ่อนช้อยและเต็มเปี่ยมไปด้วยไมตรีจิต ซึ่งช่วยมอบความรู้สึกอบอุ่นชวนประทับใจให้แก่ผู้โดยสารตั้งแต่แรกเห็น และตลอดการเดินทาง
บริการของการบินไทยจึงเกิดจากการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความสุภาพอ่อนโยนแบบไทย ความจริงใจในการบริการ และประสบการณ์ความหรูหราในทุกสัมผัส เพื่อให้ผู้โดยสารรู้สึกประทับใจไม่รู้ลืม
เส้นทางแห่งมิตรภาพหลากวัฒนธรรม
นอกจากเป็นตัวแทนการนำเสนอวัฒนธรรมไทยแล้ว การบินไทยยังพาผู้โดยสารออกไปท่องโลกกว้าง ทำความรู้จักดินแดนต่างวัฒนธรรม ดื่มด่ำประสบการณ์แปลกใหม่ ในบทความนี้จึงจะขอพาไปรู้จักกับ 4 นครสำคัญ อันเป็นจุดหมายปลายทางในยุคแรกแห่งการเติบโตของการบินไทย ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ โตเกียวและโกลกาตาเมืองที่เต็มเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมอันโดดเด่น ชวนให้ไปสัมผัส แต่ซุกซ่อนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของความเป็นสมัยใหม่อย่างลงตัว
กรุงเทพฯ–ฮ่องกง
ฮ่องกง(Hong Kong) คือเมืองท่าที่มีทั้งประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับการค้าสมุนไพรกลุ่มไม้หอม เป็นที่มาของชื่อเดิมที่ออกเสียงสำเนียงกวางตุ้งว่า “แฮ้งก๋อง” หรือเซียงกั๋ง ตามสำเนียงจีนกลาง แปลตรงตัวได้ว่า “ท่าเรือหอม” ก่อนชาวตะวันตกจะออกเสียงเป็น “ฮ่องกง” ในภายหลัง
แต่เดิมเกาะฮ่องกงเคยเป็นผืนแผ่นดินที่ถูกหมางเมิน เต็มไปด้วยโขดหิน ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใด ๆ จนผู้คนมองว่าไม่น่าจะอยู่อาศัยได้ มีเพียงชุมชนชาวประมงเล็ก ๆ เท่านั้น แต่ปัจจุบันเป็นที่รู้กันดีว่า ฮ่องกงคือหนึ่งในเมืองที่มีราคาที่ดินแพงที่สุดในโลก ความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือค่อย ๆ ก่อร่างหลังจากนักเดินเรือชาวอังกฤษมาถึงชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของจีน แล้วเลือกเกาะฮ่องกงเป็นท่าเรือสินค้า
ต่อมาเกิดความขัดแย้งระหว่างจีนกับอังกฤษจนนำไปสู่สงครามฝิ่นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 อังกฤษเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในสงครามฝิ่นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2385 และพวกเขาได้แผ่นดินฮ่องกงมาจากจีน จากนั้นจึงจัดการแปลงโฉมเกาะโขดหินแห่งนี้ จากชุมชนชาวประมงให้กลายเป็นเมืองท่าการค้าขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้มหาศาล นั่นคือจุดเริ่มต้นของพัฒนาการอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครของฮ่องกง
หลังจากอังกฤษเข้ามาครอบครอง อ่าวหลักของเกาะฮ่องกง (ปัจจุบันคือย่านเซ็นทรัล) ก็เริ่มมีตึกรูปทรงตะวันตกเกิดขึ้นเต็มไปหมด เมื่อพ่อค้าวาณิชแห่กันมาเปิดร้านค้า สำนักงาน และคลังสินค้ามากขึ้น เลยต้องถมทะเลเพิ่มพื้นที่ราบจนกลายเป็นย่านหว่านไจ๋อันพลุกพล่านและโด่งดังในปัจจุบัน ด้วยฐานะย่านการท่องเที่ยวยามราตรี
นับตั้งแต่การบินไทยเริ่มต้นเปิดให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ – ฮ่องกง เที่ยวปฐมฤกษ์ เมื่อ พ.ศ. 2503 นครแห่งนี้ก็เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างมาก แม้การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของนครเซี่ยงไฮ้ กับเซินเจิ้น จะสั่นคลอนฐานะเมืองท่าสู่แผ่นดินจีนอยู่บ้าง แต่เส้นทางเดินอากาศระหว่างกรุงเทพฯ กับฮ่องกง ยังยืนยันความเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจและวัฒนธรรมฮ่องกงเสมอมา
นักท่องเที่ยวที่มาเยือนฮ่องกงยังสามารถเสพกลิ่นอายแห่งอดีตของนครแห่งนี้ได้ด้วยการเดินไปตามถนนควีนส์โรด แนวชายฝั่งเก่าของเกาะ เพื่อยลโฉมตึกไปรษณีย์ที่เก่าแก่และคลาสสิก ซึ่งเปิดทำการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2458 หรือเก็บภาพที่ระลึกของกลุ่มตึกแถวสีฟ้าสดใส ที่ตั้งตระหง่านมาตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2413 ที่ถูกอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี
ฮ่องกงยังมีมนต์เสน่ห์อีกมากมายอย่างรถรางวินเทจที่ชาวฮ่องกงเรียกว่า “ติ๊งติ๊ง” (Ding Ding) ที่เคลื่อนผ่านอาคารสำนักงานสูงใหญ่ไปทั่วเมือง หากมองหาแหล่งกินดื่มที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เพียงขึ้นรถรางมุ่งหน้าทิศตะวันตก ผ่านย่านคึกคักบนถนนเฮนเนสซี ก็จะพบกับโซนร้านสไตล์บาร์เรียงรายอยู่ตลอดแนว
สถานที่สำคัญอีกแห่งคือสนามบินไคตั๊ก ที่คนหลายรุ่นคงจำกันได้ถึงชื่อเสียงเรื่องความหวาดเสียวตอนเครื่องบินร่อนลงจอดท่ามกลางตึกสูง สนามบินแห่งนี้เปิดทำการเมื่อ พ.ศ. 2497 และปิดตัวลงใน พ.ศ. 2541 หลังฮ่องกงกลับคืนสู่อ้อมอกของจีน และย้ายท่าอากาศยานไปยังสนามบินนานาชาติฮ่องกงที่เกาะเช็กแล็ปก็อกทางตะวันตก ไม่ได้ใช้งานรันเวย์มหึมาใจกลางเมืองของสนามบินไคตั๊กนานนับทศวรรษ ก่อนจะมีการปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นท่าเทียบเรือสำราญอันทันสมัย เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า มีสนามกีฬาความจุ 50,000 ที่นั่ง และสวนบนสกายวอร์กที่เหมาะสำหรับการมาชมทิวทัศน์แบบพาโนรามาของเกาะฮ่องกงและอ่าววิกตอเรีย
กรุงเทพฯ–สิงคโปร์
สิงคโปร์ (Singapore) ในอดีตเป็นดินแดนที่ไม่มีความสำคัญมากนัก จนเมื่ออังกฤษเริ่มแผ่อิทธิพลเข้าครอบครองดินแดนในแหลมมลายูแข่งขันกับดัตช์หรือเนเธอร์แลนด์ พวกเขาสำรวจพบพื้นที่แห่งหนึ่งที่มีทำเลเหมาะสมต่อการใช้เป็นเมืองท่าแห่งใหม่แทนเกาะปีนัง (Penang) เพื่อให้อังกฤษครอบครองผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้ได้มากขึ้น ที่แห่งนั้นคือ เกาะเทมาเส็ก หรือสิงหปุระที่ชาวตะวันตกเรียกว่า “สิงคโปร์”
อังกฤษตั้งสถานีการค้าในสิงคโปร์ แล้วค่อย ๆ ดำเนินการเพื่อครอบครองทั้งเกาะจนสำเร็จใน พ.ศ. 2367 จากนั้นก็วางรากฐานความเจริญให้แก่สิงคโปร์ ท่ามกลางความแตกต่างทางเชื้อชาติของผู้คนบนเกาะแห่งนี้ ที่มีทั้งชาวจีน ชาวมาเลย์ ชาวอินเดีย และชาวยุโรป จนหล่อหลอมให้สิงคโปร์เป็นนครท่าอีกแห่งที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
ทำเลที่ตั้งตรงปากทางเข้าออกเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบมะละกา ทำให้สิงคโปร์ยึดบทบาทเมืองท่าอันดับหนึ่งของภูมิภาคอย่างเหนียวแน่น ตึกแถวเก่าแก่ที่เรียงรายตลอดท่าน้ำโบทคีย์ (Boat Quay) ซึ่งทุกวันนี้กลายเป็นย่านกินดื่มที่คึกคัก แต่อดีตเคยเป็นคลังค้าข้าวและอาหารแห้ง ส่วนด้านหน้าเป็นกองเรือสำปั้นที่เบียดเสียดกันอยู่ในแม่น้ำสิงคโปร์ และกุลีผู้อพยพชาวจีนกำลังแบกหามกระสอบสินค้า ใกล้ ๆ กันนั้นคือศาลเจ้าวัดเทียนฮกเก๋ง (Thian Hock Keng) ของเจ้าแม่ทับทิมอันศักดิ์สิทธิ์
ไม่ไกลจากจุดดังกล่าวคือลานกว้างเหนือสถานีรถไฟใต้ดินราฟเฟิลส์เพลส (Raffles Place) ซึ่งเคยเป็นจัตุรัสการค้าที่เต็มไปด้วยอาคารสำนักงานของธนาคารและบริษัทต่าง ๆ แต่ปัจจุบันอาคารสูง 4-5 ชั้นเหล่านี้ถูกแทนที่ด้วยตึกระฟ้าสูงใหญ่ซึ่งบริษัทระดับโลกใช้เป็นสำนักงานประจำภูมิภาคไปแล้ว
แม้เมืองจะพัฒนาก้าวกระโดดไปมากแค่ไหน แต่สิงคโปร์ยังคงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์อาคารสถาปัตยกรรมแบบยุคอาณานิคมบางแห่งด้วยการปรับบทบาทให้เป็นโรงแรมหรูหรา เช่น โรงแรมฟูลเลอตัน (Fullerton Hotel) ที่ตั้งเด่นอยู่หน้าปากแม่น้ำสิงคโปร์ นี่คือภาพสะท้อนอดีตของจักรวรรดิอังกฤษที่เกรียงไกร ซึ่งเคยใช้เป็นอาคารที่ทำการไปรษณีย์มาก่อน และโรงแรมราฟเฟิลส์ (Raffles Hotel) ที่เริ่มเปิดให้บริการใน พ.ศ. 2430 ที่พักระดับโลกที่มีคนดังมากมายเคยมาเข้าพัก ทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดของ “สิงคโปร์สลิง” (Singapore Sling) ค็อกเทลเลื่องชื่อแห่งสิงคโปร์ที่มีอายุนับร้อยปีอีกด้วย
สิงคโปร์จึงคงสถานะการเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางคมนาคมทุกรูปแบบมาอย่างยาวนาน จนเมื่อ 66 ปีก่อน อากาศยานของการบินไทยเปิดให้บริการจากสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ บินไปลงจอดที่สนามบินปายาเลบาร์ (Paya Lebar) สนามบินเก่าที่มีเพียงรันเวย์เดียว และอยู่ใกล้ย่านเมืองเก่า ส่วนชางงียังเป็นเพียงชุมชนห่างไกลของมุมด้านตะวันออกสุดของเกาะ
ปัจจุบัน สิงคโปร์มีสนามบินหลักคือ ชางงี ซึ่งใช้เป็นศูนย์กลางทางการบินนานาชาติของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่แห่งนี้สร้างความภาคภูมิใจให้ชาวสิงคโปร์ จนพวกเขานำเกาะเล็ก ๆ ขนาดประมาณเกาะภูเก็ต ณ ปลายสุดคาบสมุทรมลายู ผงาดขึ้นมาเป็นประเทศที่พรั่งพร้อมด้วยศักยภาพในการแข่งขัน และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
กรุงเทพฯ–โตเกียว
โตเกียว (Tokyo) เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่เกือบใจกลางของหมู่เกาะญี่ปุ่น ทางใต้ของภูมิภาคคันโต เกาะฮอนชู มีชื่อเดิมว่า “เอโดะ” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อยุคเอโดะ เมื่อรัฐบาลโชกุนมีศูนย์กลางอยู่ที่นี่ ระหว่างช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 22 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 เวลาเดียวกันนี้เอง สันติภาพที่แผ่ไพศาลไปทั่วแผ่นดินญี่ปุ่นได้ก่อร่างสร้างความเจริญทั้งด้านเศรษฐกิจ ศิลปะ วัฒนธรรม และประเพณี จนเป็นรากฐานของความเป็นญี่ปุ่นที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้
ปัจจุบันโตเกียวคือหนึ่งในเมืองใหญ่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก จากความโดดเด่นในเรื่องนำเสนอความล้ำสมัยร่วมกับวัฒนธรรมอันเป็นอัตลักษณ์ของชาติไปพร้อม ๆ กัน การบินไทยเองเริ่มให้บริการเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่โตเกียว ตั้งแต่ พ.ศ. 2503 ในช่วงเวลานั้น นครแห่งนี้กำลังก้าวสู่ทศวรรษแห่งความรุ่งโรจน์ เพราะประเทศญี่ปุ่นกำลังเร่งฟื้นตัวให้กลับมาเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง
โตเกียวในต้นทศวรรษ 2500 เป็นห้วงเวลาที่กำลังเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติอย่างโอลิมปิกใน พ.ศ. 2507 (TOKYO 1964 Olympic Games) สนามกีฬาโยโยงิ (Yoyogi Stadium) ที่ล้ำสมัยกำลังก่อสร้างเป็นรูปเป็นร่าง พร้อม ๆ กันนั้น เหล่าคนงานกำลังเร่งติดตั้งระบบรางของรถไฟหัวกระสุน “ชิงกันเซ็น” (Shinkansen) สายแรกของโลก ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่พลิกโฉมการเดินทางระหว่างโอซากากับโตเกียวไปตลอดกาลเลยทีเดียว
อย่างที่ทราบกันดีว่า ทุกวันนี้โตเกียวครองบัลลังก์การเป็นศูนย์กลางการค้า และการท่องเที่ยวระดับโลก สิ่งที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นภาคภูมิใจไม่แพ้กันก็คือ มหานครแห่งนี้ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมและจารีตอันเก่าแก่จากประวัติศาสตร์อันเรืองรองของชาวญี่ปุ่น ท่ามกลางความคึกคัก การพัฒนาและเจริญเติบโตของสังคมเมืองแบบไม่หยุดยั้งในโลกยุคใหม่อย่างลงตัว
กรุงเทพฯ–โกลกาตา
สำหรับคนไทยแล้วโกลกาตา(Kolkata) อาจไม่ใช่ชื่อเมืองที่คุ้นหู หรือโด่งดังเหมือนเมืองสำคัญอื่น ๆ ของประเทศอินเดียมากนัก ไม่ว่าจะเป็น นิวเดลี บอมเบย์ (มุมไบ) หรือพาราณสี แต่นครแห่งนี้ก็มีความสำคัญและเอกลักษณ์ที่น่าค้นหาไม่น้อย
โกลกาตา หรือเดิมชื่อ กัลกัตตา (Calcutta) คือเมืองหลวงของรัฐเบงกอลตะวันตก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศอินเดีย และเคยเป็นเมืองหลวงของอินเดียในยุคบริติชราช (British Raj) หรืออินเดียภายใต้การปกครองของจักรวรรดิอังกฤษจนถึง พ.ศ. 2454 แล้วยังเป็นทั้งศูนย์กลางทางอำนาจ การค้า และวัฒนธรรมของอาณานิคมอังกฤษ จนถูกขนานนามว่า “เมืองที่สองแห่งจักรวรรดิ” ถัดจากกรุงลอนดอน
เรื่องราวการเติบโตของโกลกาตาเองน่าทึ่งไม่แพ้เมืองอื่น ๆ ทุกอย่างเริ่มต้นใน พ.ศ. 2233 เมื่อ จ็อบคอป ชาร์นอค (Job Charnock) พ่อค้าชาวอังกฤษสร้างสถานีการค้าเล็ก ๆ ใกล้กับหมู่บ้านของชาวอินเดียริมแม่น้ำฮูกลี แล้ว 200 ปีต่อมา ขณะที่จักรวรรดิอังกฤษค่อย ๆ คืบคลานเข้ายึดครองอินเดีย โกลกาตาก็เติบโตแบบพุ่งทะยานจนกลายเป็นนครใหญ่ของภูมิภาคเบงกอล
อังกฤษปลุกปั้นโกลกาตาจนเมืองแห่งนี้มีย่านการค้าอันพลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของอินเดีย ทอดตัวยาวจากใจกลางเมืองทางทิศเหนือซึ่งเต็มไปด้วยอาคารมากมาย ทั้งโบสถ์กอธิก ตึกไปรษณีย์กลาง และอาคารราชการหลังยักษ์ ยาวลงไปถึงทางใต้ของเมือง แม้ใน พ.ศ. 2454 เจ้าอาณานิคมอังกฤษจะย้ายศูนย์กลางการปกครองอินเดียไปยังนิวเดลี แต่โกลกาตายังดำรงฐานะหนึ่งในเมืองท่าสำคัญที่สุด เป็นจุดขนถ่ายสินค้าโดยเฉพาะใยปอ และใบชา ไปยังเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก
ด้วยฐานะเมืองหลวงของแคว้นเบงกอลตะวันตก และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกของอินเดีย ชาวอินเดียยกย่องโกลกาตาให้เป็นศูนย์กลางทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมเบงกาลี แหล่งสร้างสรรค์งานวรรณกรรม ละครเวที ภาพเขียน และภาพยนตร์ชั้นยอด และยังเป็นเมืองที่นักชาตินิยมอินเดียจุดประกายการเรียกร้องเอกราชขึ้นที่นี่ด้วย
สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของโกลกาตาคือ อนุสรณ์สถานวิกตอเรีย (Victoria Memorial) ที่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2464 เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ผู้ปกครองอินเดียและจักรวรรดิอังกฤษในยุคเรืองอำนาจสูงสุด เป็นอีกหนึ่งในร่องรอยจากอดีตอันรุ่งโรจน์ของโกลกาตา ด้วยอาคารยอดโดมขนาดมโหฬาร ตั้งตระหง่านกลางอุทยานกว้าง ผสมผสานองค์ประกอบของป้อมแบบอินเดียตอนกลาง มัสยิดในอียิปต์ และคฤหาสน์ในเวนิส
การบินไทยให้บริการเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปยังโกลกาตาตั้งแต่ พ.ศ. 2503 แม้ปัจจุบันโกลกาตาจะไม่ใช่จุดหมายปลายทางยอดนิยมด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดของอินเดีย แต่ฉายา “หรรษานครา” (City of Joy) ก็เป็นภาพสะท้อนเสน่ห์เฉพาะตัวของเมืองนี้ ที่พร้อมให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ และทำความรู้จักอินเดียภาคตะวันออกที่อาจแตกต่างจากอินเดียในรูปแบบเดิมที่เคยคุ้นชิน
66 ปีแห่งมิตรภาพและความภาคภูมิใจ
เส้นทางแห่งมิตรภาพระหว่างกรุงเทพฯ กับ 4 เมืองสำคัญเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับนานาประเทศ ที่การบินไทยดำเนินมาด้วยความยึดมั่นมาตลอด 66 ปี แม้การบินไทยจะเผชิญวิกฤตมาหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อ พ.ศ. 2563 ที่ภาคการท่องเที่ยวหยุดชะงัก อุตสาหกรรมการบินได้รับผลกระทบหนักกันถ้วนหน้า แต่การบินไทยยังฮึดสู้ผ่านเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ
จนการบินไทยก็เป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศอีกครั้ง เมื่อติดอันดับ 1 ใน 10 สายการบินนานาชาติยอดเยี่ยมจากรางวัล World’s Best Awards ของนิตยสาร Travel + Leisure พร้อมรางวัล “Guest Experience of the Year” จากงาน Travel Daily Media Travel Trade Excellence Awards จากนวัตกรรมเมนูอาหารบนเครื่องบิน “Taste of Thai Tales” ที่สามารถถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยผ่านรสชาติอาหารได้อย่างน่าประทับใจ
หลังจากอยู่ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการมาหลายปี การบินไทยเตรียมเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยการเดินหน้ายกระดับประสบการณ์ในการเดินทางทุกมิติ เพื่อวางมาตรฐานใหม่ของสายการบิน ภายใต้แนวคิด “การเดินทางที่ดี ไม่เริ่มต้นจากที่นั่ง แต่เริ่มต้นจากประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ”
เครือข่ายเส้นทางการบินที่เชื่อมโยงเมืองสำคัญทั่วโลกอย่างมีประสิทธิภาพผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์สำคัญของการบินไทย ประกอบกับการบริการด้วยไมตรีระดับสากล พร้อมด้วยเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยที่ปรากฏอยู่ในทุกรายละเอียด มาตรฐานการบินระดับโลก และเครือข่ายพันธมิตรสายการบินอันแข็งแกร่ง การบินไทยจึงพร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่สมบูรณ์แบบ เพื่อให้ผู้โดยสารรู้สึกสะดวกสบาย อบอุ่น และประทับใจ ไม่ว่าจะเดินทางไปยังจุดหมายไกลเพียงใดก็จะมีการบินไทยคอยพร้อมให้บริการเสมอ
เพราะหัวใจของ “การบินไทย” ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และยึดมั่นพันผูกอยู่กับวลีที่ “รักคุณเท่าฟ้า” เสมอมา
อ่านเพิ่มเติม :
- ฟ้าไทยในยุคบุกเบิก : การบินไทยกับบทบาทในการเชื่อมโลกสู่สยาม
- รอยยิ้มบนท้องฟ้า : ศิลปะแห่งการบริการแบบไทย
- อาหารบนฟ้า รสไทยในระดับโลก : วิวัฒนาการของ Thai Airways Catering
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
การบินไทย.การบินไทย พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่ เปิดตัวแนวคิด “THE NEW WORLDS OF TOMORROW” ฉลองเข้าสู่ปีที่ 65 ด้วยการยกระดับการเดินทางในทุกมิติ. วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568. จาก https://www.thaiairways.com/th-th/content/news-and-announcements/thai-unveils-the-new-worlds-of-tomorrow/
ฐานข้อมูลสังคม – วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. สิงคโปร์ – ประวัติศาสตร์.วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559. จาก https://southeastasia.sac.or.th/subject.php?c_id=8&sj_id=69
ธนพงศ์ พุทธิวนิช, ศิลปวัฒนธรรม. เมื่อเกาะฮ่องกงผงาด ถิ่นโขดหินที่เคยถูกเมิน ทำไมเป็นแดนการค้าสำคัญได้.วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563. จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_38262
องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น. คันโต โตเกียว: อาคารสูง แสงไฟนีออน และจังหวะการใช้ชีวิตที่รวดเร็ว โตเกียวคือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างอดีตและอนาคต. (ไม่ระบุวัน). จาก https://www.japan.travel/th/destinations/kanto/tokyo/
Kunakorn Vanichviroon, Sawasdee. ยุคเริ่มต้นของการบินไทย: บนเส้นทางฮ่องกง สิงคโปร์ โตเกียว โกลกาตา.วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568. (ออนไลน์)
Swapna Banerjee-Guha, Encyclopædia Britannica. Kolkata: History. วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569. จาก https://www.britannica.com/place/Kolkata
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 พฤษภาคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมื่อการบินเชื่อมโยงวัฒนธรรม : เส้นทางแห่งมิตรภาพ ไทย–โลก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com