“สุริยะ” สั่งบริหารน้ำเชิงรุก รับมือเอลนีโญปี 2569–2570
“สุริยะ” ลงพื้นที่ EEC ติดตามน้ำ สั่งทุกหน่วยงานรับมือฝนน้อย
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก ทั้งโครงการคลองระบายน้ำภักดีรำไพอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี และอ่างเก็บน้ำประแสร์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำและเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของสภาพอากาศในช่วงปี 2569–2570
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงผู้บริหารหน่วยงานด้านน้ำเข้าร่วมรับฟังสถานการณ์ในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC
นายสุริยะ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติในบางช่วง ตั้งแต่กลางปี 2569 ต่อเนื่องไปถึงปี 2570 จากอิทธิพลของสภาพอากาศแปรปรวนและปรากฏการณ์เอลนีโญ
จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินมาตรการ “บริหารน้ำเชิงรุก” ครอบคลุมทั้งการเก็บกักน้ำ การจัดสรรน้ำ และการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของภาคเกษตร ประชาชน และภาคอุตสาหกรรม
EEC เร่งสูบผันน้ำเชื่อมอ่างเก็บน้ำ รองรับภาคอุตสาหกรรม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า พื้นที่ EEC ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ จำเป็นต้องมีความมั่นคงด้านน้ำควบคู่กับพลังงานและระบบโลจิสติกส์
จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานด้านน้ำเร่งดำเนินการสูบผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างคลองและอ่างเก็บน้ำ เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการในพื้นที่ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิต
พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานติดตามข้อมูลฝนและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงเตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และอุปกรณ์ช่วยเหลือต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรได้ทันที หากเกิดสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงหรือภัยแล้ง
กำชับป้องกันพื้นที่สำคัญ หากเกิดน้ำท่วม
นายสุริยะ กล่าวว่า หากเกิดสถานการณ์น้ำท่วม ขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลพื้นที่สำคัญ ทั้งโรงพยาบาล วัด โบราณสถาน และพื้นที่เศรษฐกิจของชุมชน เพื่อให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
ขณะเดียวกัน หากเกิดสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงหรือขาดแคลนน้ำ ได้มอบหมายให้กรมชลประทานจัดเตรียมรถบรรทุกน้ำและเครื่องสูบน้ำเข้าไปช่วยเหลือประชาชนทันที
รัฐบาลวาง 5 มาตรการบริหารน้ำระยะยาว
นายสุริยะ ยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้มองสถานการณ์ครั้งนี้เป็นวิกฤต แต่เลือกใช้แนวทาง “เตรียมพร้อมล่วงหน้า” เพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ผ่าน 5 มาตรการสำคัญ ได้แก่
1. เร่งเก็บกักน้ำต้นทุน
เพิ่มปริมาณน้ำสำรองในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำชุมชน และระบบกระจายน้ำขนาดกลาง–ขนาดเล็ก เพื่อรองรับช่วงฝนทิ้งช่วงและฤดูแล้ง
2. จัดสรรน้ำตามลำดับความสำคัญ
บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำ พลังงาน อุตสาหกรรม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อบริหารน้ำตามสภาพพื้นที่จริง
3. สนับสนุนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
ผลักดันระบบชลประทานแม่นยำ การวิเคราะห์ดิน การวางแผนเพาะปลูก และเทคโนโลยี climate-smart agriculture เพื่อลดการใช้น้ำโดยไม่จำเป็น
4. ติดตามและพยากรณ์สถานการณ์ล่วงหน้า
ติดตามข้อมูลน้ำและผลผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อแจ้งเตือนเกษตรกรและผู้ประกอบการล่วงหน้า ลดความเสียหายและลดความผันผวนของตลาด
5. เพิ่มผลิตภาพการใช้น้ำ
ผลักดันแนวคิด water productivity หรือการเพิ่มมูลค่าจากน้ำหนึ่งหน่วย ให้สามารถสร้างผลผลิต รายได้ และมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น
ชี้น้ำคือโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจไทย
นายสุริยะ กล่าวว่า น้ำไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนการผลิตภาคเกษตร แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ที่ต้องมีความมั่นคงด้านน้ำควบคู่กับการลงทุนอุตสาหกรรมและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับแนวคิดจากการแก้ปัญหาภัยแล้งเฉพาะหน้า ไปสู่การบริหารจัดการน้ำเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรองรับทั้งความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และการลงทุนระยะยาวของประเทศ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์และระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยจะสามารถรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศได้ และเปลี่ยนความเสี่ยงให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทยในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- “โซมาเลีย” วิกฤตความอดอยากรุนแรง ภัยแล้งกำลังยืดเยื้อ
- ทำไมไทยฝนตกหนัก? ทั้งที่ใกล้เข้าสู่ “เอลนีโญ”
- “เอลนีโญ” กำลังมา มีโอกาสมากแค่ไหน? ที่รุนแรงถึงระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ”
- หากไม่มีน้ำจะทำอย่างไร? จับตา "เอลนีโญ" กำลังจะกลับมา หวั่นน้ำแล้ง กระทบสินค้าเกษตร เขย่าเศรษฐกิจไทย
- “ฮังการี” เผชิญภัยแล้ง ฝนลดลงต่อเนื่องในช่วง 5 ปี แม้แต่น้ำใต้ดินก็แทบไม่เหลือ