โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

การ์ทเนอร์เผย 4 ภัยคุกคาม ที่ผู้นำไซเบอร์ต้องปรับแผนรับมืออย่างเร่ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

การ์ทเนอร์ เผย 4 ภัยคุกคามระดับ Critical ที่องค์กรต้องจับตาช่วงปีนี้และปีหน้า ได้แก่ Deepfakes, AI Application Compromise, Prompt Injection และ Software Supply Chains แนะ4 วิธีผู้นำไซเบอร์ซีเคียวริตี้ปรับแผนรับมือ

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 - การ์ทเนอร์ อิงก์ เปิดเผยว่าปัจจุบันมีภัยคุกคามสำคัญและคาดการณ์ได้ยากอยู่ 4 ประการ ซึ่งเป็นจุดที่กลุ่มผู้โจมตีมีความได้เปรียบอย่างมากเพื่อใช้เจาะช่องโหว่ขององค์กรเป้าหมายได้สำเร็จ ภัยคุกคามเหล่านี้ประกอบไปด้วย ดีปเฟก (Deepfakes), การโจมตีแอปพลิเคชัน AI (AI Application Compromise), การโจมตีด้วยพรอมต์ (Prompt Injection) และภัยคุกคามต่อห่วงโซ่อุปทานซอฟต์แวร์ (Software Supply Chains)

ขอบเขตของภัยคุกคาม ThreatScape คาดการณ์โดยการ์ทเนอร์ (ภาพที่ 1) ได้จัดหมวดหมู่ภัยคุกคามออกเป็น 6 หมวดที่แตกต่างกัน โดยใช้แกนวัด 2 แกนหลัก ได้แก่ :

  • การจำแนกภัยคุกคาม โดยพิจารณาจากคุณภาพและปริมาณข้อมูล ที่เรียกว่า "สัญญาณภัยคุกคาม" หรือ Threat Signal ที่มีอยู่
  • การประเมินภัยคุกคาม โดยอิงจากความสามารถขององค์กรในการจัดการกับภัยคุกคามนั้น ๆ และการประเมินว่าผู้โจมตีเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบอยู่หรือไม่

นายจอห์น วัตตส์ รองประธานนักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า การที่บริษัทผู้พัฒนา AI ชั้นนำ พยายามนำเสนอแนวคิดความปลอดภัยใหม่ ๆ เข้ามา ได้สร้าง 'สัญญาณรบกวน' จำนวนมากให้แก่สภาพแวดล้อมภัยคุกคามที่เดิมทีก็วุ่นวายอยู่แล้ว โดยผู้นำไซเบอร์ซีเคียวริตี้จำเป็นต้องมีความสามารถแยกแยะ 'สัญญาณภัยคุกคามที่แท้จริง' ออกจากสัญญาณรบกวนเหล่านั้นให้จงได้ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ภัยคุกคามได้ทันเวลา

ภายในงานสัมมนา Gartner Security & Risk Management Summit นักวิเคราะห์วัตตส์ได้อธิบายถึงวิธีที่ผู้บริหารความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (หรือ CISO) ใช้รับมือกับภัยคุกคามสำคัญทั้ง 4 ประการนี้ไว้ดังนี้ :

1. การโจมตีไปที่แอปพลิเคชัน AI (AI Application Compromise)

การโจมตีแอปพลิเคชัน AI ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มภัยคุกคามสำคัญ เนื่องจากผู้โจมตีพุ่งเป้าไปที่เครื่องมือ AI ขององค์กรที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งระบบภายในและภายนอกที่เปิดให้สาธารณะใช้งาน ปัจจุบันพื้นที่การโจมตียังขยายวงกว้าง รวมไปถึงระบบเอเจนต์ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะ หรือ Custom-built agents, การเชื่อมต่อกับระบบภายนอก หรือ Third-party integrations และแอปพลิเคชันเฉพาะสำหรับพนักงาน หรือ Employee-only applications ซึ่งมักทำให้ข้อมูลที่ละเอียดอ่อนหรือรหัสผ่านรั่วไหล หากระบบควบคุมความปลอดภัยมีความหละหลวม

"ทีมไซเบอร์ซีเคียวริตี้จำเป็นต้องขยายขอบเขตการทำงานให้เกินกว่าการปกป้องซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม โดยต้องสำรวจและจัดทำผังพื้นที่การโจมตีรูปแบบใหม่ ๆ ที่เกิดจากโมเดล Generative AI หรือ Agentic Tools โดยการนำกรอบการทำงาน TRiSM (Trust, Risk and Security Management ในระบบ AI) ของการ์ทเนอร์มาปรับใช้ จะช่วยให้ทีมไซเบอร์ทราบว่าควรจะนำมาตรการลดความเสี่ยงเฉพาะของ AI ไปฝังไว้ในขั้นตอนการพัฒนาแอปพลิเคชัน AI ได้อย่างไร"

การรักษาความปลอดภัยให้แอปพลิเคชัน AI ไม่จำเป็นต้องเริ่มนับหนึ่งเสมอไป ปัจจุบันมีสตาร์ทอัปด้านนี้หลายรายที่นำเสนอโซลูชันที่มีความสามารถใช้ได้ในวงกว้างและลึก ตอบโจทย์องค์กรที่เริ่มมีความพร้อมสูงและต้องการความปลอดภัยที่รัดกุมรอบด้าน

สำหรับรับมือกับภัยคุกคามประเภทนี้ ผู้บริหาร CISO ควรนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ปลอดภัยหรือ Secure Development Life Cycle และ การจำลองรูปแบบภัยคุกคามหรือ Threat Modeling มาปรับใช้กับแอปพลิเคชัน AI นอกจากนี้ ควรยกระดับความปลอดภัยข้อมูลโดยจัดหมวดหมู่ข้อมูลให้ดีขึ้น พร้อมนำระบบควบคุมการเข้าถึงตามวัตถุประสงค์ หรือที่เรียกว่า Purpose-Based Access Control - PBAC มาใช้ และติดตั้งระบบตรวจสอบการทำงาน

2. การปลอมแปลงตัวตนด้วยดีปเฟก (Identity Impersonation Using Deepfakes)

การมาถึงของ GenAI ทำให้ปริมาณ ความสมจริง และการเข้าถึงเครื่องมือสร้างดีปเฟกเพิ่มขึ้นมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเสียง วิดีโอ หรือภาพ ทั้งในรูปแบบของสื่อที่บันทึกไว้ล่วงหน้าหรือสร้างขึ้นเรียลไทม์

เหตุนี้จึงเพิ่มโอกาสให้แฮกเกอร์สามารถปลอมแปลงตัวตนเพื่อโจมตีในหลากหลายช่องทาง ดีปเฟกยังสามารถนำมาใช้โจมตีระบบตรวจสอบตัวตนด้วยชีวมิติ (Biometric Authentication เช่น การสแกนหน้า/เสียง), ใช้ร่วมกับกลอุบายวิศวกรรมทางสังคม (Social Engineering) เพื่อพุ่งเป้าหลอกลวงพนักงานแบบเรียลไทม์ และใช้แทรกซึมหรือหลอกลวงกระบวนการสรรหาบุคลากรได้

"การใช้ดีปเฟกของผู้โจมตียังพัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นเรื่องปกติแล้วเพื่อทำให้การหลอกลวงแบบ Phishing ตรวจจับได้ยากขึ้น ไม่มีมาตรการควบคุมทางไซเบอร์เพียงหนึ่งเดียวที่จะปกป้องคุณได้ทั้งหมด ดังนั้นองค์กรจึงควรเสริมความแข็งแกร่งให้กับกระบวนการทางธุรกิจ การยกระดับความตระหนักรู้ของบุคลากร และการติดตั้งเทคโนโลยีตรวจจับดีปเฟกเท่าที่จะทำได้อย่างบูรณาการ" วัตตส์กล่าว

ทีมไซเบอร์ซีเคียวริตี้ต้องมองให้ไกลไปกว่า "การตรวจจับดีปเฟก" แต่ต้องเพิ่มความเข้มงวดเพื่อปกป้องความถูกต้องของการสื่อสารเรียลไทม์ รวมถึงกระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตนด้วยชีวมิติ โดยพิจารณาจากสิ่งต่อไปนี้ :

  • สร้างกลยุทธ์การลดความเสี่ยงที่ยืดหยุ่น: พึงระลึกไว้ว่า ลำพังแค่เทคโนโลยีตรวจจับดีปเฟกนั้นไม่เพียงพอที่จะป้องกันการโจมตีด้วยการปลอมแปลงตัวตน แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การควบคุมความปลอดภัยแบบเป็นชั้น ๆ หรือ Layers of Controls ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามยูสเคสการใช้งาน
  • ปกป้องการยืนยันตัวตนด้วยชีวมิติ: มุ่งเน้นไปที่การตรวจจับการโจมตีแบบ Presentation Attack อาทิ การใช้รูปหรือหน้ากากหลอกกล้อง และ Injection Attack อาทิ การสอดแทรกข้อมูลภาพ/เสียงเข้าไปในระบบโดยตรง ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์สัญญาณเชิงบริบท (Contextual Signals)
  • รักษาความปลอดภัยการประชุมออนไลน์: บังคับใช้นโยบายการเข้าถึงแบบมีเงื่อนไข (Conditional Access Policies) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมต้องยืนยันตัวตนอย่างแน่นหนา และทำการวิเคราะห์ข้อมูล Metadata ของการโทรนั้น ๆ

3. ภัยคุกคามต่อห่วงโซ่อุปทานซอฟต์แวร์ (Software Supply Chain Threats)

"วิวัฒนาการของผลิตภัณฑ์ GenAI จะยิ่งเร่งให้เกิดแนวโน้มการโจมตีห่วงโซ่อุปทานซอฟต์แวร์ผ่านช่องโหว่ในซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สรวดเร็วยิ่งขึ้น องค์กรต่าง ๆ ต้องสร้างระบบขึ้นทะเบียนส่วนประกอบซอฟต์แวร์ที่เชื่อถือได้ หรือที่เรียกว่า Trusted Component Registries, พร้อมยกระดับความปลอดภัยในกระบวนการสร้างและส่งมอบซอฟต์แวร์ (CI/CD Pipelines) รวมถึงการสร้างระบบตรวจจับและตอบสนองต่อความผิดปกติในเชิงปฏิบัติการที่แข็งแกร่ง" วัตตส์กล่าว

ทีมไซเบอร์ซีเคียวริตี้ควรจัดทำบัญชีรายชื่อสินทรัพย์ซอฟต์แวร์ทั้งหมดให้ครอบคลุม พร้อมทั้งบูรณาการระบบควบคุมที่เข้มงวดในทุก ๆ ขั้นตอนของการพัฒนา โดยมาตรการเหล่านี้จะช่วยป้องกันภัยคุกคามใหม่ ๆ ที่พุ่งเป้าไปที่ทั้งแอปพลิเคชันแบบดั้งเดิมและกระบวนการทำงาน AI สมัยใหม่ โดยผู้บริหาร CISO ควรดำเนินการ ดังนี้ :

  • กำหนดให้ผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ต้องส่งมอบเอกสาร SBOM ย่อมาจาก Software Bill of Materials หมายถึง รายการส่วนประกอบซอฟต์แวร์ และ AIBOM ย่อมาจาก AI Bill of Materials หมายถึง รายการส่วนประกอบของ AI พร้อมประเมินความเสี่ยงของทุกชิ้นส่วนโดยใช้เครื่องมือที่มีฐานข้อมูลภัยคุกคาม (Threat Intelligence) ที่อัปเดตล่าสุด ก่อนนำไปติดตั้งใช้งาน
  • ใช้คลังจัดเก็บโค้ดที่ผ่านการตรวจสอบและคัดสรรแล้ว สำหรับโค้ดจากภายนอก, Container Images หรือไฟล์คงที่ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแบบแผนสำหรับการสร้างคอนเทนเนอร์ซอฟต์แวร์ และโมเดล AI รวมถึงบังคับใช้ระบบป้องกันการแก้ไขโค้ด (Branch Protection) ในคลังเก็บโค้ด
  • ลงนามดิจิทัลเข้ากับส่วนประกอบของซอฟต์แวร์ในขั้นตอนการพัฒนา, บังคับใช้ระบบควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงเท่าที่จำเป็น (Least-Privilege) ในระบบ Build และคอยตรวจสอบกิจกรรมการทำงานขณะรันไทม์ของเครื่องมือเอเจนต์อัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง

4. การโจมตีด้วยพรอมต์ (Prompt Injection)

การโจมตีด้วยพรอมต์ หรือ Prompt Injection เป็นภัยคุกคามไซเบอร์ที่พุ่งเป้าไปที่ระบบ AI โดยเฉพาะระบบที่ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ผู้โจมตีจะทำการปรับแต่งหรือแทรกคำสั่ง (Prompts) เพื่อบิดเบือนพฤติกรรมโมเดล ส่งผลให้โมเดลทำข้อมูลที่ละเอียดอ่อนรั่วไหลออกมา ทำสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือข้ามผ่านระบบควบคุมความปลอดภัย ยิ่งองค์กรต่าง ๆ หันมาใช้ GenAI มากขึ้น ความเสี่ยงของ Prompt Injection ก็ยิ่งขยายตัว จนกลายเป็นวิกฤตที่ทีมไซเบอร์ซีเคียวริตี้มองข้ามไม่ได้เลย

เพื่อต่อสู้กับภัยคุกคาม Prompt Injection ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทีมไซเบอร์ซีเคียวริตี้ควรใช้กลยุทธ์การป้องกันแบบเป็นชั้น ๆ ซึ่งรวมถึงการทดสอบความปลอดภัยของ AI เพื่อค้นหาช่องโหว่เชิงรุก, การกำหนด "คำสั่งเชิงระบบ" (System Prompts) ที่แข็งแกร่งเพื่อควบคุมพฤติกรรม AI และติดตั้งระบบคัดกรองพฤติกรรม AI ขณะรันไทม์ (AI Runtime Guardrails) เพื่อคอยตรวจสอบและบล็อกกิจกรรมที่น่าสงสัย โดยผู้บริหาร CISO สามารถดำเนินงานสำคัญ ๆ ได้ ดังนี้ :

  • นำระบบตรวจสอบและล้างข้อมูลอินพุตมาใช้ (Input Validation and Sanitization) เพื่อกรองคำสั่งที่อาจแฝงประสงค์ร้ายออกไปก่อนส่งให้ AI
  • จัดตั้งระบบตรวจสอบและแจ้งเตือน (Monitoring and Alerting) สำหรับตรวจสอบพฤติกรรมของ AI ที่ผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าระบบถูกโจมตีด้วย Prompt Injection สำเร็จแล้ว
  • ผสานการทดสอบ Prompt Injection เข้าเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการพัฒนาระบบ AI (AI System Development Lifecycle)
  • นำผลลัพธ์จากการทดสอบ มาปรับปรุงและพัฒนาเครื่องมือควบคุมความปลอดภัยขณะรันไทม์ (Runtime Controls) ให้ดียิ่งขึ้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...