ทะเลไทยกำลังป่วย แต่ฐานมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ทางออกอยู่ที่ 10 ข้อเสนอเร่งด่วน
รู้หรือไม่ว่า “ระบบนิเวศทางทะเล” มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล โดยข้อมูลการประเมินเศรษฐกิจมหาสมุทรของไทยในปี 2557 เคยระบุว่า มีมูลค่าสูงราว 24 ล้านล้านบาท
ทรัพยากรทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นป่าชายเลน แหล่งหญ้าทะเล แนวปะการัง ชายหาด ปากแม่น้ำ ทะเลสาบชายฝั่ง และระบบนิเวศนอกชายฝั่ง ล้วนเป็นรากฐานสำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลากหลายภาคส่วน ทั้งการประมง การท่องเที่ยวทางทะเลและชายฝั่ง การขนส่งทางทะเล ท่าเรือ อุตสาหกรรมชายฝั่ง ตลอดจนเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่นริมทะเล
ยิ่งเมื่อพิจารณาว่า พื้นที่ทางทะเลของประเทศไทยมีขนาดประมาณ 323,488 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นราว 2 ใน 3 ของพื้นที่บนบก ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรเหล่านี้ต่อการพัฒนาประเทศ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดกลับชี้ให้เห็นว่า ระบบนิเวศทางทะเลของไทยกำลังเผชิญกับความเสื่อมโทรมอย่างน่ากังวล โดยในปี 2567 พบว่า แหล่งหญ้าทะเลที่ยังคงมีสภาพสมบูรณ์เหลืออยู่เพียง 17% ขณะที่แนวปะการังที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์มีเพียง 51% ของพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 238.7 ตารางกิโลเมตร
สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของ “รายงานการประเมินระบบนิเวศทางทะเลของประเทศไทย” หรือ National Ecosystem Assessment: NEA ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชนชายฝั่ง ในการกำหนดนโยบายและแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลของประเทศ
ล่าสุด ในงานเสวนา “เปิดตัวรายงานการประเมินระบบนิเวศทางทะเลของประเทศไทย: จากหลักฐานเชิงประจักษ์สู่การขับเคลื่อนนโยบายเพื่ออนาคตทะเลไทย” ภายใต้โครงการประเมินระบบนิเวศระดับชาติ-ประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ได้มีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม องค์กรระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน
ภายในงานมีการนำเสนอผลการศึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเปิดรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมในอนาคต โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกนำเสนอคือ “ข้อเสนอเร่งด่วน 10 ประเด็น เพื่ออนาคตทะเลไทย” โดย ดร.เพชร มโนปวิตร ผู้จัดการโครงการฯ
ข้อแรก“ใช้ NEA เป็นฐานกลางของการตัดสินใจด้านทะเลไทย” : ประเทศไทยควรยกระดับรายงาน NEA ให้เป็นฐานหลักฐานกลางสำหรับการกำหนดนโยบาย แผนและมาตรการด้านทะเลและชายฝั่ง ทั้งในระดับชาติ จังหวัด และท้องถิ่น
โดยเฉพาะการบูรณาการข้อค้นพบเข้าสู่แผนความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และนโยบายเศรษฐกิจสีน้ำเงิน NEA ไม่ควรถูกเก็บไว้เป็นรายงานอ้างอิง แต่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ
ข้อสอง “เปลี่ยนจากการจัดการเชิงรับ ไปสู่การจัดการทะเลแบบ Nature-Positive” : ประเทศไทยควรเปลี่ยนแนวทางการจัดการทะเลจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การพัฒนาที่ช่วยหยุดยั้งและฟื้นฟูการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงินต้องไม่ทำลายฐานระบบนิเวศที่เศรษฐกิจนั้นพึ่งพา แต่ต้องช่วยฟื้นฟูป่าชายเลน
หญ้าทะเล แนวปะการัง ชายหาด ปากแม่น้ำ และระบบนิเวศนอกชายฝั่งให้กลับมาเป็นฐานของความมั่นคงและความยืดหยุ่นของประเทศ
ข้อสาม “เร่งฟื้นฟูระบบนิเวศสำคัญก่อนความเสื่อมโทรมจะเกินกว่าจะฟื้นคืนได้” : สถานภาพของหญ้าทะเล แนวปะการัง ชายฝั่ง และคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเล เป็นสัญญาณเตือนว่า ประเทศไทยต้องเร่งลงทุนด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างจริงจัง การฟื้นฟูต้องไม่วัดเพียงจำนวนพื้นที่หรือจำนวนต้นไม้ที่ปลูก แต่ต้องวัดจากการฟื้นคืนของหน้าที่ทางนิเวศ บริการจากระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และประโยชน์ต่อชุมชนในระยะยาว
ข้อสี่“จัดการทะเลจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ” : ปัญหาทะเลจำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นในทะเล แต่มาจากบนบก ทั้งน้ำเสีย ขยะพลาสติก ตะกอน สารอาหารจากเกษตรกรรม การพัฒนาเมือง และโครงสร้างพื้นฐานชายฝั่ง ประเทศไทยจึงต้องบริหารจัดการลุ่มน้ำ ชายฝั่ง และทะเลในฐานะระบบเดียวกัน โดยนำแนวทาง ridge-to-reef, land–sea integration, cumulative impact assessment, ICZM และ Marine Spatial Planning เข้าสู่การวางแผนและการตัดสินใจจริง
ข้อห้า “ทำให้มูลค่าของธรรมชาติปรากฏในระบบเศรษฐกิจและการลงทุน” : บริการจากระบบนิเวศจำนวนมาก เช่น การป้องกันชายฝั่ง การกักเก็บคาร์บอน แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และคุณค่าทางวัฒนธรรม ยังไม่มีราคาตลาด จึงมักถูกมองข้ามในการตัดสินใจด้านการพัฒนา
ประเทศไทยควรนำการประเมินมูลค่าระบบนิเวศ บัญชีทุนธรรมชาติ SEEA Ocean Accounts และการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ที่รวมต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม มาใช้ใน EIA, SEA, งบประมาณภาครัฐ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ การตัดสินใจที่ไม่เห็นมูลค่าธรรมชาติ คือการตัดสินใจที่เห็นต้นทุนไม่ครบถ้วน
ข้อหก“ใช้ Marine Spatial Planning เป็นเครื่องมือประสานการอนุรักษ์และการพัฒนา” : ประเทศไทยควรเร่งผลักดัน Marine Spatial Planning (MSP) หรือการวางแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ทางทะเล เพื่อจัดสรรพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ใช้ประโยชน์ และพื้นที่ฟื้นฟูอย่างเหมาะสม ลดความขัดแย้งระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ที่ใช้ทรัพยากรทางทะเลร่วมกัน
นอกจากนี้ MSP ยังควรเป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงเครือข่ายพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ทั้ง MPAs, OECMs และ LMMAs เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ สนับสนุนการประมงและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการอนุรักษ์ธรรมชาติ 30×30 อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อเจ็ด“ยอมรับชุมชนชายฝั่ง ชาวเล และประมงพื้นบ้านในฐานะผู้ถือครองความรู้และผู้ดูแลทะเล” : ภูมิปัญญาท้องถิ่นและชาติพันธุ์ไม่ใช่เพียงเรื่องวัฒนธรรม แต่เป็นระบบหลักฐานที่สำคัญต่อการติดตามและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของทะเล ประเทศไทยควรยอมรับชุมชนชาวเลและประมงพื้นบ้านในฐานะผู้ถือครองความรู้ ผู้สังเกตการณ์ระบบนิเวศระยะยาว และผู้ดูแลทะเล โดยสนับสนุนสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร การถ่ายทอดความรู้ระหว่างรุ่น การจัดการร่วม การคุ้มครองข้อมูลชุมชน และหลักการ FPIC ในการพัฒนาและอนุรักษ์ที่กระทบต่อพื้นที่ของชุมชน
ข้อแปด “ยกระดับธรรมาภิบาลทะเลจากการรับฟังความคิดเห็น สู่การตัดสินใจร่วม” : ประเทศไทยมีนโยบาย กฎหมาย และกลไกจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับทะเล แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การประสานงานระหว่างหน่วยงาน อำนาจหน้าที่ที่ทับซ้อน การบังคับใช้ที่ไม่สม่ำเสมอ และการมีส่วนร่วมที่ยังไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจจริง ประเทศควรปรับธรรมาภิบาลทะเลให้โปร่งใส มีความรับผิดชอบ และมีการตัดสินใจร่วมมากขึ้น โดยให้ชุมชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ภาคเอกชน และองค์กรท้องถิ่นมีบทบาทตั้งแต่การออกแบบนโยบาย การกำหนดพื้นที่ การติดตามผล ไปจนถึงการประเมินผลลัพธ์
ข้อเก้า “ระดมการเงินสีน้ำเงิน-สีเขียวเพื่อปิดช่องว่างการลงทุนด้านทะเล” : งบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และจัดการระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว ประเทศไทยจึงควรพัฒนากลไกการเงินที่หลากหลาย เช่น blue finance, biodiversity finance, blue carbon finance, blended finance, conservation trust funds, CSR ที่สอดคล้องกับเป้าหมายชาติ และการลงทุนที่มีผลลัพธ์ด้านธรรมชาติชัดเจน
ข้อสิบ “ใช้ฉากทัศน์ NEA เพื่อเลือกอนาคตทะเลไทยอย่างมีสติ” : รายงาน NEA เสนอให้เห็นว่า อนาคตทะเลไทยไม่ได้มีเส้นทางเดียว ประเทศไทยอาจเดินต่อในเส้นทางเดิมแบบ Business-as-Usual ซึ่งเต็มไปด้วยความเสี่ยง หรืออาจเลือกเส้นทางเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่มีมาตรการคุ้มครองเข้มแข็งขึ้น หรือเดินหน้าไปสู่ Nature-Positive Blue Economy ที่ฟื้นฟูธรรมชาติ สร้างความยืดหยุ่น และกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม ประเทศไทยควรใช้ฉากทัศน์เหล่านี้เป็นเครื่องมือ stress-test นโยบาย แผน และการลงทุนขนาดใหญ่ทุกครั้ง โดยถามให้ชัดว่า โครงการนั้นจะพาประเทศไปสู่เส้นทางเดิมที่เสี่ยงกว่าเดิม หรือจะช่วยเปิดทางสู่อนาคตทะเลไทยที่ฟื้นคืน ยั่งยืน และเป็นธรรมมากขึ้น
ดร.เพชร เปิดเผยกับ The Better News ว่า ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติโควิด-19 ทำให้เห็นชัดเจนว่า แม้ว่าเราจะมีระบบนิเวศทางทะเลที่สมบูรณ์ แต่เมื่อไม่มีการท่องเที่ยวเกิดขึ้น มันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากขนาดไหน แม้ในทางกลับกัน หากเกิดการท่องเที่ยวจำนวนมาก ก็อาจส่งผลเสียต่อระบบนิเวศทางทะเลด้วยเช่นกัน ดังนั้นเป้าหมายจริงๆ ของการจัดทำรายงานการประเมินนี้ เพราะอยากให้เห็นว่า การมีอยู่ของความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์ จะนำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ได้อย่างไร