โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทะเลไทยกำลังป่วย แต่ฐานมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ทางออกอยู่ที่ 10 ข้อเสนอเร่งด่วน

The Better

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
แม้ทะเลไทยจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ระบบนิเวศกลับกำลังเสื่อมโทรมลงอย่างน่ากังวล ทางออกอาจอยู่ที่ 10 ข้อเสนอเร่งด่วนเพื่ออนาคตของทะเลไทย

รู้หรือไม่ว่า “ระบบนิเวศทางทะเล” มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล โดยข้อมูลการประเมินเศรษฐกิจมหาสมุทรของไทยในปี 2557 เคยระบุว่า มีมูลค่าสูงราว 24 ล้านล้านบาท

ทรัพยากรทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นป่าชายเลน แหล่งหญ้าทะเล แนวปะการัง ชายหาด ปากแม่น้ำ ทะเลสาบชายฝั่ง และระบบนิเวศนอกชายฝั่ง ล้วนเป็นรากฐานสำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลากหลายภาคส่วน ทั้งการประมง การท่องเที่ยวทางทะเลและชายฝั่ง การขนส่งทางทะเล ท่าเรือ อุตสาหกรรมชายฝั่ง ตลอดจนเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่นริมทะเล

ยิ่งเมื่อพิจารณาว่า พื้นที่ทางทะเลของประเทศไทยมีขนาดประมาณ 323,488 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นราว 2 ใน 3 ของพื้นที่บนบก ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรเหล่านี้ต่อการพัฒนาประเทศ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดกลับชี้ให้เห็นว่า ระบบนิเวศทางทะเลของไทยกำลังเผชิญกับความเสื่อมโทรมอย่างน่ากังวล โดยในปี 2567 พบว่า แหล่งหญ้าทะเลที่ยังคงมีสภาพสมบูรณ์เหลืออยู่เพียง 17% ขณะที่แนวปะการังที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์มีเพียง 51% ของพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 238.7 ตารางกิโลเมตร

สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของ “รายงานการประเมินระบบนิเวศทางทะเลของประเทศไทย” หรือ National Ecosystem Assessment: NEA ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชนชายฝั่ง ในการกำหนดนโยบายและแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลของประเทศ

ล่าสุด ในงานเสวนา เปิดตัวรายงานการประเมินระบบนิเวศทางทะเลของประเทศไทย: จากหลักฐานเชิงประจักษ์สู่การขับเคลื่อนนโยบายเพื่ออนาคตทะเลไทย ภายใต้โครงการประเมินระบบนิเวศระดับชาติ-ประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ได้มีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม องค์กรระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน

ภายในงานมีการนำเสนอผลการศึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเปิดรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมในอนาคต โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกนำเสนอคือ “ข้อเสนอเร่งด่วน 10 ประเด็น เพื่ออนาคตทะเลไทย” โดย ดร.เพชร มโนปวิตร ผู้จัดการโครงการฯ

ข้อแรกใช้ NEA เป็นฐานกลางของการตัดสินใจด้านทะเลไทย : ประเทศไทยควรยกระดับรายงาน NEA ให้เป็นฐานหลักฐานกลางสำหรับการกำหนดนโยบาย แผนและมาตรการด้านทะเลและชายฝั่ง ทั้งในระดับชาติ จังหวัด และท้องถิ่น

โดยเฉพาะการบูรณาการข้อค้นพบเข้าสู่แผนความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และนโยบายเศรษฐกิจสีน้ำเงิน NEA ไม่ควรถูกเก็บไว้เป็นรายงานอ้างอิง แต่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ

ข้อสอง เปลี่ยนจากการจัดการเชิงรับ ไปสู่การจัดการทะเลแบบ Nature-Positive” : ประเทศไทยควรเปลี่ยนแนวทางการจัดการทะเลจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การพัฒนาที่ช่วยหยุดยั้งและฟื้นฟูการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงินต้องไม่ทำลายฐานระบบนิเวศที่เศรษฐกิจนั้นพึ่งพา แต่ต้องช่วยฟื้นฟูป่าชายเลน

หญ้าทะเล แนวปะการัง ชายหาด ปากแม่น้ำ และระบบนิเวศนอกชายฝั่งให้กลับมาเป็นฐานของความมั่นคงและความยืดหยุ่นของประเทศ

ข้อสาม เร่งฟื้นฟูระบบนิเวศสำคัญก่อนความเสื่อมโทรมจะเกินกว่าจะฟื้นคืนได้” : สถานภาพของหญ้าทะเล แนวปะการัง ชายฝั่ง และคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเล เป็นสัญญาณเตือนว่า ประเทศไทยต้องเร่งลงทุนด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างจริงจัง การฟื้นฟูต้องไม่วัดเพียงจำนวนพื้นที่หรือจำนวนต้นไม้ที่ปลูก แต่ต้องวัดจากการฟื้นคืนของหน้าที่ทางนิเวศ บริการจากระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และประโยชน์ต่อชุมชนในระยะยาว

ข้อสี่จัดการทะเลจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ” : ปัญหาทะเลจำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นในทะเล แต่มาจากบนบก ทั้งน้ำเสีย ขยะพลาสติก ตะกอน สารอาหารจากเกษตรกรรม การพัฒนาเมือง และโครงสร้างพื้นฐานชายฝั่ง ประเทศไทยจึงต้องบริหารจัดการลุ่มน้ำ ชายฝั่ง และทะเลในฐานะระบบเดียวกัน โดยนำแนวทาง ridge-to-reef, land–sea integration, cumulative impact assessment, ICZM และ Marine Spatial Planning เข้าสู่การวางแผนและการตัดสินใจจริง

ข้อห้า ทำให้มูลค่าของธรรมชาติปรากฏในระบบเศรษฐกิจและการลงทุน” : บริการจากระบบนิเวศจำนวนมาก เช่น การป้องกันชายฝั่ง การกักเก็บคาร์บอน แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และคุณค่าทางวัฒนธรรม ยังไม่มีราคาตลาด จึงมักถูกมองข้ามในการตัดสินใจด้านการพัฒนา

ประเทศไทยควรนำการประเมินมูลค่าระบบนิเวศ บัญชีทุนธรรมชาติ SEEA Ocean Accounts และการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ที่รวมต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม มาใช้ใน EIA, SEA, งบประมาณภาครัฐ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ การตัดสินใจที่ไม่เห็นมูลค่าธรรมชาติ คือการตัดสินใจที่เห็นต้นทุนไม่ครบถ้วน

ข้อหกใช้ Marine Spatial Planning เป็นเครื่องมือประสานการอนุรักษ์และการพัฒนา” : ประเทศไทยควรเร่งผลักดัน Marine Spatial Planning (MSP) หรือการวางแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ทางทะเล เพื่อจัดสรรพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ใช้ประโยชน์ และพื้นที่ฟื้นฟูอย่างเหมาะสม ลดความขัดแย้งระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ที่ใช้ทรัพยากรทางทะเลร่วมกัน

นอกจากนี้ MSP ยังควรเป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงเครือข่ายพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ทั้ง MPAs, OECMs และ LMMAs เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ สนับสนุนการประมงและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการอนุรักษ์ธรรมชาติ 30×30 อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อเจ็ดยอมรับชุมชนชายฝั่ง ชาวเล และประมงพื้นบ้านในฐานะผู้ถือครองความรู้และผู้ดูแลทะเล” : ภูมิปัญญาท้องถิ่นและชาติพันธุ์ไม่ใช่เพียงเรื่องวัฒนธรรม แต่เป็นระบบหลักฐานที่สำคัญต่อการติดตามและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของทะเล ประเทศไทยควรยอมรับชุมชนชาวเลและประมงพื้นบ้านในฐานะผู้ถือครองความรู้ ผู้สังเกตการณ์ระบบนิเวศระยะยาว และผู้ดูแลทะเล โดยสนับสนุนสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร การถ่ายทอดความรู้ระหว่างรุ่น การจัดการร่วม การคุ้มครองข้อมูลชุมชน และหลักการ FPIC ในการพัฒนาและอนุรักษ์ที่กระทบต่อพื้นที่ของชุมชน

ข้อแปด ยกระดับธรรมาภิบาลทะเลจากการรับฟังความคิดเห็น สู่การตัดสินใจร่วม” : ประเทศไทยมีนโยบาย กฎหมาย และกลไกจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับทะเล แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การประสานงานระหว่างหน่วยงาน อำนาจหน้าที่ที่ทับซ้อน การบังคับใช้ที่ไม่สม่ำเสมอ และการมีส่วนร่วมที่ยังไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจจริง ประเทศควรปรับธรรมาภิบาลทะเลให้โปร่งใส มีความรับผิดชอบ และมีการตัดสินใจร่วมมากขึ้น โดยให้ชุมชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ภาคเอกชน และองค์กรท้องถิ่นมีบทบาทตั้งแต่การออกแบบนโยบาย การกำหนดพื้นที่ การติดตามผล ไปจนถึงการประเมินผลลัพธ์

ข้อเก้า ระดมการเงินสีน้ำเงิน-สีเขียวเพื่อปิดช่องว่างการลงทุนด้านทะเล” : งบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และจัดการระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว ประเทศไทยจึงควรพัฒนากลไกการเงินที่หลากหลาย เช่น blue finance, biodiversity finance, blue carbon finance, blended finance, conservation trust funds, CSR ที่สอดคล้องกับเป้าหมายชาติ และการลงทุนที่มีผลลัพธ์ด้านธรรมชาติชัดเจน

ข้อสิบ ใช้ฉากทัศน์ NEA เพื่อเลือกอนาคตทะเลไทยอย่างมีสติ : รายงาน NEA เสนอให้เห็นว่า อนาคตทะเลไทยไม่ได้มีเส้นทางเดียว ประเทศไทยอาจเดินต่อในเส้นทางเดิมแบบ Business-as-Usual ซึ่งเต็มไปด้วยความเสี่ยง หรืออาจเลือกเส้นทางเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่มีมาตรการคุ้มครองเข้มแข็งขึ้น หรือเดินหน้าไปสู่ Nature-Positive Blue Economy ที่ฟื้นฟูธรรมชาติ สร้างความยืดหยุ่น และกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม ประเทศไทยควรใช้ฉากทัศน์เหล่านี้เป็นเครื่องมือ stress-test นโยบาย แผน และการลงทุนขนาดใหญ่ทุกครั้ง โดยถามให้ชัดว่า โครงการนั้นจะพาประเทศไปสู่เส้นทางเดิมที่เสี่ยงกว่าเดิม หรือจะช่วยเปิดทางสู่อนาคตทะเลไทยที่ฟื้นคืน ยั่งยืน และเป็นธรรมมากขึ้น

ดร.เพชร เปิดเผยกับ The Better News ว่า ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติโควิด-19 ทำให้เห็นชัดเจนว่า แม้ว่าเราจะมีระบบนิเวศทางทะเลที่สมบูรณ์ แต่เมื่อไม่มีการท่องเที่ยวเกิดขึ้น มันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากขนาดไหน แม้ในทางกลับกัน หากเกิดการท่องเที่ยวจำนวนมาก ก็อาจส่งผลเสียต่อระบบนิเวศทางทะเลด้วยเช่นกัน ดังนั้นเป้าหมายจริงๆ ของการจัดทำรายงานการประเมินนี้ เพราะอยากให้เห็นว่า การมีอยู่ของความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์ จะนำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ได้อย่างไร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...