โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SCB EIC ชี้ครัวเรือนไทยเปราะบางหนัก รายได้ลดครั้งแรกรอบ 6 ปี กังวลหนี้-ค่าครองชีพฉุดเศรษฐกิจ

Khaosod

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

SCB EIC เปิดผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนไทยปี 2568 พบรายได้ครัวเรือนลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือมากขึ้นและก่อหนี้เพิ่มสวนทางภาพรวมประเทศ

วันที่ 18 มิ.ย. 2569 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) วิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2568 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ครอบคลุมครัวเรือนตัวอย่าง 57,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ

พบว่าครัวเรือนไทยยังอยู่ระหว่างการปรับตัวจากระดับหนี้ที่สูงมาก (Deleveraging process) อีกทั้ง กำลังเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่อาจกลายเป็นแรงฉุดสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

ทั้งนี้นายณฐพงศ์ ตันติจิรานนท์ นักเศรษฐศาสตร์ และ นายปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส SCB EIC วิเคราะห์ 6 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา ดังนี้

1.รายได้ครัวเรือนไทยลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี

รายได้เฉลี่ยครัวเรือนไทยในปี 2025 อยู่ที่ 28,308 บาทต่อเดือนลดลง -2.5% เทียบจากผลสำรวจครั้งก่อนที่ 29,030 บาทต่อเดือนในปี 2023 นับเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี สาเหตุหลักเพราะรายได้จากการทำงานหดตัวถึง -4.8% สะท้อนความเปราะบางของตลาดแรงงานภายใต้เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (รูปที่ 1)

2.ครัวเรือนไทยพึ่งพารายได้จากเงินช่วยเหลือสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ครัวเรือนไทยมีรายได้จากเงินช่วยเหลือเพิ่มขึ้น 19.4% ในปี 2025 เทียบกับปี 2023 สวนทางกับรายได้หมวดอื่นที่ลดลง โดยเงินช่วยเหลือครอบคลุมทั้งเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุและผู้พิการ เงินช่วยเหลืออื่นจากภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ รวมถึงเงินช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกครัวเรือน สะท้อนว่าครัวเรือนไทยพึ่งพาการสนับสนุนจากภาครัฐและบุคคลภายนอกครัวเรือนมากขึ้น ซึ่งช่วยรักษาระดับการใช้จ่ายในช่วงที่รายได้จากการทำงานลดลง

ครัวเรือนรายได้น้อยพึ่งพาเงินช่วยเหลือและรายได้ไม่เป็นตัวเงินในสัดส่วนสูง

หากพิจารณารายได้ครัวเรือนแบ่งตามกลุ่มรายได้พบว่า รายได้ครัวเรือนในปี 2025 ปรับลดลงเกือบทุกกลุ่มเมื่อเทียบกับปี 2023 แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน กลับมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 3.4% และเป็นกลุ่มที่รายได้ขยายตัวสูงที่สุด

อย่างไรก็ดี รายได้ที่เพิ่มขึ้นของครัวเรือนรายได้น้อยกลุ่มนี้ มีสาเหตุหลักจากการได้รับเงินช่วยเหลือมากขึ้น โดยมีสัดส่วนรายได้จากเงินช่วยเหลือสูงถึง 31.9% เพิ่มขึ้นจาก 26.2% ในปี 2023 ขณะเดียวกันรายได้ที่ไม่เป็นตัวเงิน (เช่น อาหาร เครื่องดื่ม สินค้า/บริการที่ได้รับมาโดยไม่ได้ซื้อเอง รวมถึงค่าประเมินค่าเช่าบ้านที่ไม่เสียเงิน) คิดเป็นสัดส่วนกว่า 27.9%

สะท้อนว่าครัวเรือนรายได้น้อยกลุ่มนี้พึ่งพาเงินช่วยเหลือจากภาครัฐหรือบุคคลภายนอกครัวเรือน รวมกันเกือบ 60% ของรายได้ทั้งหมด (รูปที่ 4) โดยหากไม่รวมรายได้จากเงินช่วยเหลือและรายได้ที่ไม่เป็นตัวเงินดังกล่าวจะพบว่า รายได้ของครัวเรือนกลุ่มนี้ลดลงถึง -5.1% ในปี 2025 เมื่อเทียบกับปี 2023

ครัวเรือนรายได้สูงเริ่มมีสัญญาณปัญหาการฟื้นตัวของรายได้

ครัวเรือนรายได้สูงเกิน 100,000 บาท/เดือน เป็นกลุ่มที่มีรายได้ลดลงมากที่สุดในปี 2568 เทียบปี 2566 โดยรายได้ปรับลดลงถึง -7.6% โดยเฉพาะรายได้จากการทำงาน และรายได้จากแหล่งอื่น (ประกอบด้วย รายได้จากการลงทุน รายได้จากบำเหน็จบำนาญ รายได้จากเงินชดเชยการออกจากงาน) สะท้อนความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่เริ่มส่งผลมาถึงกลุ่มครัวเรือนรายได้สูงมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ครัวเรือนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะสามารถปรับตัวเพื่อรับความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากเป็นกลุ่มครัวเรือนที่มีการกระจายตัวของรายได้จากหลายทาง ทั้งรายได้ที่มาจากการทำงาน และรายได้จากการลงทุนและทรัพย์สิน ที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่กลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย มีสัดส่วนรายได้ที่มาจากการทำงานและรายได้จากการลงทุนและทรัพย์สินรวมกันเพียง 40% ของรายได้ทั้งหมด

สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของรายได้แบบ K-shape ที่กระจุกตัวในกลุ่มครัวเรือนรายได้สูง และจะยิ่งทำให้เกิดช่องว่างของรายได้จากโอกาสในการสร้างรายได้จากแหล่งที่หลากหลายและมีทรัพย์สินในการลงทุนที่สูงกว่ามาก

3.ครัวเรือนไทยรัดเข็มขัดตามรายได้ที่ลดลง ขณะที่รายจ่ายจำเป็นยังปรับลดได้จำกัด

ค่าใช้จ่ายครัวเรือนโดยเฉลี่ยในปี 2568 ปรับตัวลดลง -5.4% เมื่อเทียบกับปี 2566 สะท้อนว่าครัวเรือนเริ่มระมัดระวังในการใช้จ่ายและชะลอการบริโภคมากขึ้น ตามกำลังซื้อที่อ่อนแอลงจากรายได้ที่หดตัว

เมื่อพิจารณาตามประเภทค่าใช้จ่ายพบว่า ค่าใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภคปรับลดลงมากที่สุดถึง -9.9% ครอบคลุมหลายหมวดสำคัญ เช่น ที่อยู่อาศัย เครื่องแต่งกาย เชื้อเพลิง ค่าเดินทางและการสื่อสาร ค่ารักษาพยาบาล สิ่งบันเทิง และกิจกรรมต่าง ๆ ขณะที่ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค เช่น ภาษี ค่าธรรมเนียม ค่าสมาชิกกลุ่มอาชีพ เงินหรือสิ่งของที่ส่งให้บุคคลนอกครัวเรือน เงินบริจาค ค่าเบี้ยประกัน สลากกินแบ่งรัฐบาล และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ปรับลดลง -3.7%

ในทางกลับกัน ค่าใช้จ่ายด้านอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบยังขยายตัวเล็กน้อย 0.6% ในปี 2025
เมื่อเทียบกับปี 2023 สะท้อนว่าครัวเรือนยังจำเป็นต้องใช้จ่ายในหมวดพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีพ อีกทั้ง ยังมีข้อจำกัดในการปรับลดรายจ่ายดังกล่าว

ดังนั้นในภาพรวมแล้ว ค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่ลดลงสะท้อนว่า ครัวเรือนเลือกลดรายจ่ายที่สามารถปรับลดได้ก่อน เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน ท่ามกลางแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง

การบริโภคภาคเอกชนถูกขับเคลื่อนด้วยกลุ่มครัวเรือนรายได้สูง สะท้อนปัญหา K-shape ที่รุนแรงขึ้น

เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายครัวเรือนตามระดับรายได้ พบว่า ครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือนมีค่าใช้จ่ายลดลง -5.4% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยการลดลงดังกล่าวเกิดจากค่าใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภคเป็นหลัก รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรวมกว่า 92% ของค่าใช้จ่ายครัวเรือนกลุ่มนี้

ความเปราะบางของครัวเรือนรายได้น้อยจึงยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากโครงสร้างค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายจำเป็นต่อการดำรงชีพ ทำให้ยังมีข้อจำกัดในการปรับลดรายจ่ายเพิ่มเติม หากเงินช่วยเหลือจากภาครัฐหรือบุคคลภายนอกครัวเรือนลดลง อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการบริโภคและสภาพคล่องของครัวเรือนกลุ่มนี้อย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงยังสามารถเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้นในกลุ่มสินค้าจำเป็นได้ โดยเลือกปรับลดค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ ทดแทนค่าใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีพ สะท้อนว่าการบริโภคภาคเอกชนของไทยยังขับเคลื่อนโดยครัวเรือนรายได้สูงเป็นหลัก ขณะที่ปัญหาการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนเป็นแบบ K-shape ไม่ได้กระจายตัวไปสู่ครัวเรือนในฐานกว้างของประเทศ

ในภาพรวม ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในปี 2568 แม้จะปรับตัวลดลง แต่การลดลงดังกล่าวส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภคมากกว่าค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ สะท้อนว่าภาคครัวเรือนไทยยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการบริโภคภาคเอกชนในระยะข้างหน้า

4.หนี้ครัวเรือนลดลงในภาพรวม แต่ครัวเรือนรายได้น้อยกลับมีหนี้เพิ่มขึ้น

หนี้ครัวเรือนลดลงท่ามกลางรายได้และรายจ่ายหดตัว สะท้อนภาวะ Deleveraging
มูลค่าหนี้ครัวเรือนจากผลสำรวจในปี 2568 ปรับลดลง -11.8% จากปี 2566 สะท้อนแนวโน้มการลดภาระหนี้ (Deleveraging) และความระมัดระวังในการก่อหนี้เพิ่มของภาคครัวเรือน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รายได้ครัวเรือนที่อ่อนแอลง การปรับลดรายจ่าย และมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ครัวเรือนรายได้น้อยเผชิญปัญหาหนี้สะสมที่เพิ่มขึ้น
เมื่อพิจารณาตามระดับรายได้ พบว่า หนี้สินครัวเรือนปรับลดในเกือบทุกกลุ่มรายได้ ยกเว้นครัวเรือนที่มีหนี้สินและมีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวที่หนี้สินเพิ่มขึ้น 1.9% โดยเฉพาะหนี้จากการเช่าซื้อบ้าน/ที่ดิน การศึกษา อุปโภคบริโภคอื่น ๆ และทำธุรกิจ การเพิ่มขึ้นของครัวเรือนรายได้น้อยสะท้อนว่า ครัวเรือนกลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องก่อหนี้เพื่อชดเชยรายได้จากการทำงานที่ลดลง เนื่องจากโครงสร้างค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ

5.มากกว่าครึ่งหนึ่งของครัวเรือนไทยที่มีหนี้สินยังเผชิญกับปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย

ครัวเรือนไทยที่มีหนี้สินยังเปราะบาง จากปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย จากที่กล่าวไปข้างต้น แม้ค่าใช้จ่ายและหนี้ครัวเรือนในภาพรวมจะปรับตัวลดลง ส่งผลให้สัดส่วนค่าใช้จ่าย (รวมค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้) ต่อรายได้ของครัวเรือนไทยในกลุ่มที่มีหนี้สินในปี 2568 ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2566

อย่างไรก็ดี การปรับลดลงดังกล่าวยังไม่สะท้อนความเปราะบางที่คลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากครัวเรือนไทยที่มีหนี้สินกว่า 50.39% ยังคงมีปัญหารายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีหนี้สินและมีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน ซึ่งมีสัดส่วนครัวเรือนที่รายได้ไม่พอรายจ่ายสูงกว่า 2 ใน 3 ขณะที่ครัวเรือนที่มีหนี้สินและมีรายได้ 15,000-45,000 บาทต่อเดือน ก็ยังมีสัดส่วนครัวเรือนที่ประสบปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายมากกว่าครึ่งหนึ่ง

6.ความเปราะบางของครัวเรือนไทยเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติสะท้อนว่า ภาคครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเปราะบางมากขึ้นจากแรงกดดันรอบด้าน ทั้งรายได้จากการทำงานที่ฟื้นตัวช้า การพึ่งพาเงินช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้น และภาระหนี้ที่ยังกดดันสภาพคล่อง โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาท/เดือน ซึ่งส่วนใหญ่ยังเผชิญกับปัญหารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย

แม้ครัวเรือนไทยจะปรับลดรายจ่ายลงเพื่อรักษาสภาพคล่อง แต่การปรับลดลงดังกล่าวสะท้อนพฤติกรรมการรัดเข็มขัดมากกว่าการฟื้นตัวของฐานะการเงิน เนื่องจากครัวเรือนยังมีพื้นที่จำกัดในการลดรายจ่ายจำเป็น

ขณะที่ค่าครองชีพมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ที่ลดลง แรงกดดันดังกล่าวอาจทำให้ครัวเรือนต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือและการก่อหนี้เพื่อดำรงชีพมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงกดดันการบริโภคภาคเอกชนในระยะสั้น แต่ยังอาจนำไปสู่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของภาคครัวเรือนไทยที่แก้ไขได้ยากในระยะยาว

นัยข้างหน้า
SCB EIC มองว่า การรับมือกับความท้าทายของภาคครัวเรือนไทยในระยะต่อไปจำเป็นต้องอาศัยมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กัน โดยในระยะสั้น การบริโภคภาคเอกชนอาจได้รับแรงพยุงบางส่วนจากมาตรการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ผ่านการช่วยประคองกำลังซื้อและสภาพคล่องของครัวเรือน

อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวควรเน้นการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้าไปยังครัวเรือนรายได้น้อยและรายได้ปานกลางที่มีความเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มที่ประสบปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย ควบคู่กับมาตรการบรรเทาภาระหนี้อย่างเหมาะสม

เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การลดภาระดอกเบี้ยสำหรับกลุ่มเปราะบาง และการรวมหนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาหนี้นอกระบบ

ในระยะยาว ควรให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพในการหารายได้ของครัวเรือน ทั้งการเพิ่มทักษะแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ การส่งเสริมโอกาสเข้าถึงรายได้จากหลายแหล่ง รวมถึงการเสริมวินัยและภูมิคุ้มกันทางการเงิน เพื่อให้ครัวเรือนไทยสามารถรับมือกับความผันผวนของรายได้ ค่าครองชีพที่อาจสูงขึ้น และลดการพึ่งพาเงินช่วยเหลือหรือการก่อหนี้เพื่อการบริโภคในระยะข้างหน้า

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : SCB EIC ชี้ครัวเรือนไทยเปราะบางหนัก รายได้ลดครั้งแรกรอบ 6 ปี กังวลหนี้-ค่าครองชีพฉุดเศรษฐกิจ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...