สิ่งที่ประเทศไทยต้องการ
เสียงสะท้อนของประชาชนต้องรับฟัง!
เนี่ย..นายกรัฐมนตรี คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้แค่พูด แต่ได้ทำให้เห็นมาหลายเรื่อง-หลายกรณี อย่างล่าสุดนี้..
ก็ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังทบทวนและยกเลิกการใช้มาตรการ “ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะบิดามารดา” เป็นเกณฑ์คัดกรองหรือตัดสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ..
ภายหลังมีเสียงค้าน-เสียงวิจารณ์จากสังคมอื้ออึง-หนวกหู!
และคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็อย่างไว..รีบสั่งทบทวนปมตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทันควัน!
ซึ่งก็ไม่ทันได้เห็นครอบครัว (ของใครไม่รู้) ต้องแตกแยก พ่อแม่ลูกทะเลาะกัน แต่ที่เห็นจะ “อกแตกตุย” ก็นักวิชาการหนวด “พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” ที่โพสต์..
“นายอนุทินสั่งให้นายเอกนิติไปออกเกณฑ์บัตรคนจนใหม่ แบบเอาให้ละเอียดยิบถี่ยิบเพื่อกรองคนจนให้เหลือเพียงกลุ่มที่พวกเขาคิดว่า “จนจริง” เท่านั้น ที่จะได้บัตร
นัยคือ ใครไม่จนติดดินจริงๆ หรือไม่ยากไร้จนแทบไม่มีอะไรกินก็จะไม่ได้บัตรคนจน
เอกนิติเลยไปคิดเกนฑ์เกือบโหล และมีข้อหนึ่งที่เขียนประมาณว่า ลูกคนใดที่เอาชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี พ่อแม่จะถูกยกเลิกบัตรคนจน
และหากพ่อแม่ไม่ต้องการถูกยกเลิกบัตร ต้องไปอุทธรณ์ว่าลูกไม่ได้ส่งเงินมาให้จริง แต่เรื่องอาจบานปลาย เพราะลูกจะถูกเรียกภาษีย้อนหลัง
ผลคือ เกิดการทะเลาะกันภายในครอบครัว ลูกกับพ่อแม่ ทำให้หลายครอบครัวแตกสลาย
คำสั่งนายอนุทิน และการทำตามสั่งโดยคิดไม่รอบคอบของนายเอกนิติ สร้างความหายนะให้กับระบบครอบครัวไทย หรืออนุทินจะแก้ตัวว่าไม่ได้สั่ง นายเอกนิติทำเองโดยพลการ
คนเลยวิจารณ์กันทั้งเมืองต่อความไม่เอาไหนของการคิดและการทำงานของรัฐบาล นายอนุทินจึงคิดกลับลำ วันนี้เลยมีข่าวออกมาว่า เขาจะสั่งให้นายเอกนิติยกเลิกเกณฑ์นี้
คำถามคือ แตกแยกของครอบครัวที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นความเสียหายที่ทำลายทุนทางสังคมของประเทศไทยอย่างมหาศาล
ใครจะรับผิดชอบ และรับผิดชอบอย่างไร ระหว่าง นายอนุทิน กับ นายเอกนิติ”
เพราะเมื่อคุณอนุทินสั่งเบรก และคุณเอกนิติไม่รั้น-ไม่ดื้อ “ยอมจอด” ไม่ (ฝืน) ไปต่อ การออกเกณฑ์บัตรคนจนก็จบลงแค่นี้..
จึงไม่มีครอบครัวไหนแตกแยก ให้พิชายได้ (สะใจ) นำมาโจมตีรัฐบาล!
อย่างไรก็ตาม มีคนฝากถามพิชายว่า แล้วทีกลุ่มคน-พรรคการเมืองบางพรรคปลุกปั่นเด็ก-เยาวชนให้มีทัศนคติเกี่ยวกับสถาบันครอบครัวก็ดี
การให้ยกเลิกใช้คำว่าพี่น้องลุงป้าน้าอา ก็ดี หรือ “พ่อแม่ไม่ได้มีบุญคุณกับลูก” ก็ดี ทำไมไม่เห็นเดือดร้อนและตั้งคำถามเลยว่า..
คนที่พูด-กลุ่มที่ปลุกปั่นจะรับผิดชอบและรับผิดชอบอย่างไร?
ทั้งๆ ที่ก็ประจักษ์และรับรู้อยู่กับใจว่า..หลายครอบครัวได้เกิดความแตกแยก เป็นความเสียหายที่ทำลายทุนทางสังคมของประเทศไทยอย่างมหาศาลอยู่ ณ ขณะนี้!
หรือคนที่พูด-กลุ่มที่ปั่น ก็เป็นฝ่ายเดียวกัน มีทัศนคติตรงกันกับพิชาย อย่างนั้นก็พอจะเข้าใจได้ แต่ก็อยากให้หยิบ-ฉกเอาเฉพาะประเด็นแรงๆ-หนักๆ มาวิพากษ์วิจารณ์จะดีกว่า..
ต้องเอาอย่าง “สมศักดิ์ เจียม” ที่แหลมคม ชนตรงๆ ไม่อ้อมค้อม มันถึงจะได้ใจ-สะใจคนคอเดียวกัน!
เออ..แล้วนั่นก็ “แหลมคม” พูดตรง-ไม่อ้อมค้อม ผมหมายถึง รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและคณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต
ที่ได้โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “เมื่อทุกฝ่ายอยากชนะ รัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นสนามรบ ไม่ใช่กติกากลาง” ก่อนจะทิ้งท้ายว่า..
“รัฐธรรมนูญจึงมักกลายเป็นสนามต่อสู้ทางการเมืองมากกว่าจะเป็นพื้นที่สร้างความเห็นพ้องร่วมกัน ทุกครั้งที่ดุลอำนาจเปลี่ยน ผู้ชนะอยากแก้ ผู้แพ้อยากรื้อ
จนท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญถูกทำให้เป็นแพะรับบาปของทุกปัญหา ทั้งที่รากของปัญหาอาจอยู่ที่ความไม่ไว้วางใจ ความหวาดระแวง และการไม่ยอมรับความชอบธรรมของฝ่ายที่คิดต่าง
บางทีสิ่งที่ประเทศไทยต้องการอาจไม่ใช่เพียงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่คือ “ฉันทามติทางการเมืองฉบับใหม่” ที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันว่า
แม้จะคิดต่าง แข่งขันกัน หรือสลับกันเป็นรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แต่ก็ยังอยู่ร่วมกันได้ภายใต้กติกาเดียวกัน
หากทำสิ่งนี้ไม่ได้ ต่อให้แก้รัฐธรรมนูญอีกกี่ครั้ง วงจรความขัดแย้งเดิมก็อาจย้อนกลับมาอีกเช่นเคย”
ครับ..ในฐานะ “คนคอเดียวกัน” ผมน่ะเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์..แก้ให้ตาย ถ้าส้มไม่ได้เป็นรัฐบาล ประเทศไทยก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย..
หรือพิชาย..ว่าพรือ?.
สันต์ สะตอแมน