โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

UNCLOS ประนอมภาคบังคับ จากติมอร์-เลสเต กับออสเตรเลีย สู่แนวรบ ไทย-กัมพูชา

ไทยโพสต์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

มันขึ้นอยู่กับฝั่งนั้น (กัมพูชา) ตอนนี้เขาอยู่ระหว่างการสั่งสมขีดความสามารถ ซึ่งหากถึงจุดหนึ่งอย่างที่เห็น มีการเอารถถังเข้ามา ถ้าเขาคิดว่าจำเป็นต้องมีการปะทะ มันก็เกิดการปะทะขึ้นมาได้ ก็คือสามารถจะเกิดขึ้นได้ในรอบที่สาม

จากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หลังจากที่รัฐบาลไทยแสดงท่าทีเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้กติกา UNCLOS ขณะเดียวกันหลังจากมีข่าวว่า จีนเตรียมส่งมอบรถถัง T-59D ให้กัมพูชา 93 คัน ก็ทำให้สถานการณ์ไทย-กัมพูชากลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังบางฝ่ายประเมินว่ากัมพูชาอยู่ระหว่างสะสมกำลังอาวุธเพื่อเตรียมเปิดศึกสู้กับกับไทยรอบที่สาม

รายการ "ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด" สัมภาษณ์พิเศษ "พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ-อดีตสมาชิกวุฒิสภา-อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ของวุฒิสภา ชุดปัจจุบัน ที่มีข้อเสนอให้มีการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544" เพื่อพูดคุยถึงเรื่องกระบวนการประนอมภาคบังคับ ตลอดจนการวิเคราะห์สถานการณ์ว่าไทยกับกัมพูชา มีโอกาสจะเกิดการสู้รบรอบสามหรือไม่ โดยมีเนื้อหาบางส่วนที่สรุปมาดังนี้

"พล.ร.อ.พัลลภ อดีตเสนาธิการทหารเรือ" อธิบายโดยสังเขปว่า UNCLOS (United Nations Convention on the Law of the Sea)หรืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี ค.ศ. 1982 มีสถานะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศฉบับหนึ่ง โดยมีเลขาธิการสหประชาชาติทำหน้าที่เสมือนผู้รักษาการตามกฎหมายระหว่างประเทศฉบับดังกล่าว

เปรียบเทียบก็เหมือนธรรมนูญโลกว่าด้วยทะเล มี 320 ข้อ อันเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ไม่ได้มีสภาพบังคับกับรัฐต่างๆ โดยตรง โดยใน 320 ข้อดังกล่าว มีร่วม 200 กว่าข้อที่ว่าด้วยเรื่องเขตทางทะเล-โซนทะเลต่างๆ เช่นเขตต่อเนื่อง-ไหล่ทวีป แต่เน้นเรื่องการจัดระเบียบแต่ละเขตแต่ละโซน นอกนั้นเป็นเรื่องของการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม, วิทยาศาสตร์ทางทะเล และสุดท้ายคือเรื่องการระงับข้อพิพาท

-หากมีการพบก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล UNCLOS จะเข้ามาเกี่ยวข้องได้หรือไม่ เช่น เข้ามาชี้ขาดว่ากัมพูชากับไทยจะได้ส่วนแบ่งฝ่ายละเท่าใด?

ตรงนี้ไม่เกี่ยว เพราะไม่อยู่ในเนื้อหากฎกติกาของ UNCLOS ไม่มีหน้าที่ในส่วนนี้ เพราะเป็นเรื่องการตกลงทางธุรกิจกัน และอย่าลืมว่าหากมีการแบ่งเขต แบ่งโซนทางทะเลออกมาเรียบร้อย แต่ละประเทศก็จะมีสิทธิอธิปไตยของแต่ละประเทศ ทรัพยากรก็จะเป็นของแต่ละประเทศร้อยเปอร์เซ็นต์ที่อยู่ในเขตของใครของมัน เพราะฉะนั้น UNCLOS หลักๆ คือแบ่งเขตทางทะเลให้ชัดเจน แต่ว่าในบางพื้นที่หลักๆ ตาม UNCLOS ก็จะให้รัฐภาคีเจรจาแก้ปัญหากันก่อน ถ้ายังเจรจาแก้ปัญหากันไม่ได้ แต่หากมีการตกลงในพื้นที่บางกรณี เช่นไทยกับมาเลเซียที่ทำ Joint Development Area ที่ให้จัดทำพื้นที่พัฒนาร่วมกันแบบ 50-50 ก็เป็นเรื่องของสองรัฐจะมาตกลงกัน กรณีลักษณะแบบนี้ UNCLOS จะไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง

เส้นทางกระบวนการประนอมภาคบังคับ

พล.ร.อ.พัลลภ กล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายไทยก็คงกำลังเตรียมชื่อบุคคลที่จะเป็นตัวแทนฝ่ายไทยที่จะเข้าไปประนอมภาคบังคับ รวมถึงแนวทางต่างๆ ที่จะเข้าไปนำเสนอข้อมูลต่างๆ ซึ่งหากฝ่ายไทยไม่แจ้งตอบทางกัมพูชาและไม่มีการตั้งบุคคล ทางผู้ร้องคือกัมพูชา หากครบกำหนด 21 วัน ถ้าไทยไม่ตอบอะไร เฉยๆ ทำนิ่งๆ แล้วบอกว่าเราไม่เข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ ทางกัมพูชาก็จะทำหนังสือไปถึงเลขาธิการสหประชาชาติ ว่าเขาขอใช้สิทธิการประนอมภาคบังคับตามกฎระเบียบ เพราะไทยไม่ขึ้นสู่ศาล กัมพูชาก็ถอนเรื่องการขึ้นสู่ศาลแล้ว เพื่อมาใช้สิทธิในการมาฟ้องเรา ก็จะให้เลขาฯ ยูเอ็นตั้งผู้ประนอมอีกสองคนในโควตาส่วนของไทย โดยการจะตั้งได้ ต้องตั้งจากบัญชีรายชื่อที่เลขาธิการยูเอ็นมีบัญชีรายชื่ออยู่ โดยมีเวลา 30 วัน นับจากพ้นกำหนด 21 วันหลังกัมพูชาแจ้งกับไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ

กระบวนการดังกล่าวก็คือ ทำให้ยังไงก็มีการตั้งกรรมการประนอมภาคบังคับอยู่ดี แต่ตั้งโดยเลขาธิการยูเอ็นที่ไม่ใช่คนของเรา และหลังมีการตั้งแล้วกรรมการทั้ง 4 คนก็มาประชุมเพื่อเลือกคนมาเป็นประธาน

ประเด็นอยู่ที่ว่าเราควรเข้าหรือไม่ควรเข้า ผมก็เห็นว่าทำได้ แต่ไม่ควรทำ คือไม่เข้าก็ได้ แต่ไม่ควรทำ ด้วยเหตุผลคือ 1.เราจะถอนตัวเมื่อไหร่ก็ได้ในกระบวนการนี้ เพราะอย่าลืมว่าอย่างค่าใช้จ่ายต่างๆ ในส่วนของผู้ประนอมในส่วนของไทยสองคน ไทยต้องออกเอง เช่นค่าว่าความ ค่าตั๋วเครื่องบิน ก็คงหลายล้านบาท

2.หากไทยไม่แต่งตั้งผู้ประนอมของเราเข้าไป เราก็จะขาดโอกาสในการเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงในเชิงลึกต่างๆ ที่เราจะให้ผู้ประนอมได้รับรู้รับทราบ

และที่สำคัญที่เป็นเหตุผลข้อที่ 3 คือมันยังมีช่วงจังหวะที่เราสามารถทำให้ไม่เกิดกระบวนการประนอมต่อไปได้ เพราะตามขั้นตอนของกระบวนการภาคบังคับตามที่กำหนดไว้ในภาคผนวก 5 ข้อ 13 ก็กำหนดไว้ว่า คณะกรรมการประนอมมีหน้าที่วินิจฉัย กรณีถ้ามีข้อคัดค้านว่า คณะกรรมการฯ มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยหรือไม่ ซึ่งเป็นแนวทางปกติ

ขอยกตัวอย่างกรณี ออสเตรเลียกับติมอร์-เลสเต ซึ่งติมอร์-เลสเตเลือกกระบวนการประนอม ทางออสเตรเลียตอนนั้นสภาพเหมือนกับถูกบังคับที่จะต้องเข้ากระบวนการ แต่ออสเตรเลียก็สงวนสิทธิไว้ว่า เมื่อตั้งคณะกรรมการประนอม เขาจะขอใช้สิทธิในการคัดค้านอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ ซึ่งหากเป็นภาษากฎหมายก็คือ ไปสู้ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการ เหมือนกับตอนมีการเสนอร่างกฎหมาย ตอนแรกก็บอกให้ยอมรับหลักการไปก่อน แล้วค่อยไปแก้ในขั้นตอนกรรมาธิการ ตรงนี้ก็คือเราก็ยอมรับไปก่อน เพื่อให้มีผู้ประนอมของเราสองคนที่เราตั้งไป และเมื่อได้คณะผู้ประนอมครบ 5 คนแล้ว เราก็สงวนสิทธิไว้ว่าขอคัดค้านเรื่องอำนาจหน้าที่ เมื่อครบแล้วทางคณะกรรมาธิการประนอม หลังจากที่ทำการรับฟังข้อมูลสาธารณะต่างๆ แล้ว เราก็บอกว่าเราคัดค้านอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการอย่างไร หมายความว่ากรณีระหว่างไทยกับกัมพูชา มันมีความไม่ชอบที่จะเข้ามาสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ มันเป็นเรื่องของเราสองคน ไทยกับกัมพูชาเท่านั้น เพราะฉะนั้นขั้นตอนนี้เรามีสิทธิ์ ซึ่งผมก็มั่นใจว่าทางคณะประนอมของไทยเราก็คงใช้สิทธิในส่วนนี้ จากนั้นก็เป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการประนอม 5 คนที่จะไปโหวตกัน

-แบบนี้คนที่เป็นประธานก็เป็นผู้ชี้ขาด?

ทำนองนั้น โดยตัวประธานจะมาจากสี่คนของสองฝ่ายมาโหวตชื่อกัน อย่างกัมพูชาตั้งมาสองคน ไทยสองคน หนึ่งในสองคนของทั้งสองประเทศ จะเป็นคนชาติตัวเองก็ได้ แต่อีกคนหนึ่งต้องเป็นคนชาติอื่น ก็จะเป็นสี่คน ก็รู้อยู่แล้วว่าฝั่งกัมพูชาก็ต้องโปรกัมพูชา ฝั่งไทยก็ต้องคนที่ควรจะคล้อยตาม โดยสี่คนก็จะมาพิจารณารายชื่อว่าจะเลือกใครมาเป็นประธาน ที่จะต้องมีความเป็นกลาง ซึ่งผมมั่นใจในเกียรติศักดิ์ของแต่ละคน เพราะก็เป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียง เป็นมืออาชีพ

-คือยูเอ็นจะมีลิสต์รายชื่ออยู่ แล้วเอามาให้เลือกเพื่อเป็นประธาน?

ก็จะลิสต์เอาไว้ แต่ก็ไม่ได้บังคับว่าทั้งสองประเทศจะต้องเอาจากลิสต์นั้น เพียงแต่บังคับเรื่องสัญชาติ ถ้าจะเป็นสัญชาติไทยกับกัมพูชา ขอให้มีได้แค่ฝ่ายละคนเดียวเท่านั้น แต่จะแต่งตั้งจากลิสต์หรือไม่ก็สุดแล้วแต่ แต่ว่าตัวประธานต้องมาจากในลิสต์ โดยตัวผู้ประนอมทั้งสี่คนจะไปเลือกจากตรงนั้น (ลิสต์รายชื่อ) แต่อย่าลืมว่ากระบวนการประนอมไม่ได้เป็นการเอาแพ้เอาชนะกัน และไม่ได้มีผลผูกพัน เป็นแต่เพียงข้อเสนอแนะเพื่อให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด

สำหรับกระบวนการทำงานนั้น เมื่อได้รายชื่อครบทั้ง 5 คน กรรมาธิการประนอมก็จะรับฟังสาธารณะ ต่างฝ่ายก็ต่างไปนำเสนอข้อมูล ยกตัวอย่างฝ่ายกัมพูชาหรือผู้ร้อง ก็ต้องไปนำเสนอข้อมูลว่าฝ่ายตัวเองคับข้องหมองใจอย่างไร ไม่ชอบใจอะไร ทำไมถึงต้องมาประนอมกัน หลังจากนั้นก็เป็นฝ่ายไทยไปนำเสนอข้อมูลต่างๆ ว่าเราเห็นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ก็คือให้ข้อมูลในเชิงที่แย้งกับทางฝ่ายผู้ร้อง แล้วคณะกรรมาธิการจะรวบรวมแล้วก็ดูบริบทแวดล้อมต่างๆ โดยเมื่อเราสงวนสิทธิร้องคัดค้านเรื่องอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ ทางคณะกรรมาธิการต้องมาประชุมแล้วลงมติ โดยหากเห็นว่าคำร้องคัดค้านของฝ่ายเรามีเหตุผลฟังขึ้น ก็จะบอกว่าคณะกรรมการไม่มีอำนาจหน้าที่ ก็จบ สลายตัว แต่หากเขาเห็นว่ามันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของเขา คำร้องของผู้คัดค้าน (ไทย) ฟังไม่ขึ้น ก็เดินหน้าต่อ

หากเดินหน้า ถ้าดูจากกรณีก่อนหน้านี้ ระหว่างออสเตรเลียกับติมอร์-เลสเต ก็จะเป็นลักษณะการประชุมลับ โดยประมาณ 1-3 เดือนนัดประชุมกันครั้งหนึ่ง มีการหมุนเวียนไปประชุมกันยังประเทศต่างๆ ซึ่งกรณีของออสเตรเลียกับติมอร์-เลสเต ใช้เวลาพิจารณาสองปีถึงจะจบ แต่จริงๆ แล้วหากว่ากันตามตัวข้อบัญญัติของ UNCLOS มีการกำหนดไว้ว่าให้เวลาพิจารณาสิบสองเดือนหรือหนึ่งปี ซึ่งหนึ่งปีตามกระบวนการประนอมภาคบังคับก็นับจากวันที่คณะกรรมาธิการเขาวินิจฉัยแล้วว่า เขามีอำนาจหน้าที่พิจารณาได้ก็นับไปอีกหนึ่งปี

ไม่ซ้ำรอยเขาพระวิหาร เพราะไม่มีผลผูกพัน

"พล.ร.อ.พัลลภ" กล่าวว่า กระบวนการประนอมภาคบังคับคือ กระบวนการที่จะทำอย่างไรให้เหมาะสมเที่ยงธรรมที่สุด ก็อยากเสนอว่าเราเองก็ต้องยอมรับในกระบวนการนี้ อย่าเพิ่งไปหวั่นวิตกในการเข้ากระบวนการ เพราะยังมีหลายขั้นตอน และจะไม่เหมือนกับกรณีเขาพระวิหาร เนื่องจากกระบวนการประนอมไม่มีผลผูกพัน เพราะเป็นลักษณะของคำแนะนำ แต่กรณีของเขาพระวิหารเป็นเรื่องของศาลที่มีคำชี้ขาดและมีผลผูกพัน จึงเป็นสิ่งที่แตกต่างกันไป เพราะกระบวนการประนอมภาคบังคับไม่มีผลผูกพัน แต่เรากับกัมพูชาต้องนำคำแนะนำมาเจรจากันอีกทีว่าจะตกลงกันอย่างไร

มาถึงจุดนี้ดูแล้ว รัฐบาลคงเข้าสู่กระบวนการประนอม ก็อยู่ที่ว่าในขั้นตอนที่เราคัดค้านเรื่องอำนาจหน้าที่ จะคัดค้านได้หรือไม่ หากคัดค้านได้ก็จบ เรากับกัมพูชาก็มองหน้ากันไปแบบนี้ แล้วสุดท้ายก็บอกจะมาคุยหรือไม่ หากจะคุยก็ให้มาคุย ก็มาตกลงกันเรื่องเส้นเขตมาเจรจากัน

แต่หากสมมุติคณะกรรมาธิการประนอมเขาเห็นว่าเขามีอำนาจหน้าที่ ก็เดินหน้าไป ผลออกมาของการประนอม ผมก็มั่นใจว่าจะต้องยึดถือหลักบรรลุผลของความเที่ยงธรรม ซึ่งหากไปถึงจุดนั้นอยากบอกว่า เราก็ต้องเปิดใจว่าเป็นกลางและต้องยอมรับความจริง หลังปัจจุบันไม่มี MOU 2544 แล้ว ก็ต้องย้อนไปว่าตอนต่างฝ่ายต่างประกาศไหล่ทวีป-เส้นอาณาเขต ช่วงปี 2515-2516 มันเป็นการประกาศฝ่ายเดียว และข้อสำคัญคือมันเป็นการประกาศแบบมีสิทธิ์เต็มที่หรือ Maximum Claim อันนั้นเมื่อ 54 ปีที่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือส่วนที่จะเป็นทะเลอาณาเขต ก็คือเส้นที่ลากจากหลักเขต 73 จะลากออกมาในแนวไหน ซึ่งคิดว่าน่าจะออกมาในแนวที่เหมาะสม

ที่ผมบอกว่าให้เปิดใจกว้าง เพราะหากสมมุติเข้าสู่กระบวนการประนอม ผมก็มั่นใจว่าคำแนะนำที่เป็นผลของการพิจารณาตามกระบวนการประนอม น่าจะเป็นลักษณะอย่างที่บอกคือ UNCLOS เขาเน้นเรื่องทำเขตพื้นที่ทางทะเลให้มันชัดเจน ก็น่าจะเป็นลักษณะของการขีดเส้นขึ้นมาใหม่ ที่บอกว่าต้องเปิดใจไว้เพราะเมื่อ 54-55 ปีที่แล้ว ต่างฝ่ายต่างก็ Maximum Claim มันก็ทับกัน เพราะฉะนั้นโดยหลักการของศาสนาพุทธก็พบกันครึ่งทาง แต่สุดท้ายแล้วต้องมาคุยกันสองฝ่าย โดยเส้นที่อาจจะออกมาอาจจะอยู่กลางๆ ไม่ใช่เส้นของกัมพูชาทั้งหมด ไม่ใช่ของไทยทั้งหมด แต่สิ่งที่เราต้องจับตาคือเส้นที่จะลากผ่านจากเกาะกูดมา มันจะต้องชัดเจนและไม่กระทบกับอธิปไตยของเกาะกูด

-ท้ายสุดแล้วเราจะสูญเสียอธิปไตยทางทะเลหรือสูญเสียดินแดนทางทะเลหรือไม่?

อย่าเรียกว่าสูญเสียเลย ถ้าในทางทะเล อย่างที่บอกแล้วว่ามันจะต้องมีเส้นใหม่ขึ้นมา เส้นใหม่บางพื้นที่มันอาจขยับกินเส้นเมื่อปี 2516 ของเรานิดหนึ่ง แต่บางพื้นที่ก็อาจขยับเกินพื้นที่เมื่อปี 2515 ของกัมพูชาออกไปนิดหนึ่ง แต่ผมมั่นใจว่าคณะกรรมาธิการประนอมจะต้องให้จบเลย คือทำให้ออกมาเป็นเส้นเดียว แต่เรากับกัมพูชา สมมุติเถียงกันไปต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลอะไรต่างๆ อาจจะมีพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมาได้ ก็ตกลงกัน ก็ทำ MOU ใหม่เฉพาะพื้นที่ทับซ้อน ก็เหมือนไทยกับมาเลเซีย เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการประนอมไม่ได้เป็นที่สุด เรากับกัมพูชาต้องนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ได้ ซึ่งเมื่อตกลงกันได้ก็จบ

เมื่อถามว่า หากประเมินคิดว่าจะมีการสู้รบกันระหว่างไทยกับกัมพูชารอบที่สามหรือไม่ "พล.ร.อ.พัลลภ อดีตเสนาธิการทหารเรือ" วิเคราะห์ว่า หากมองในฐานะนักการทหาร ที่สมัยรับราชการก็มีสมการง่ายๆ ว่าจะเกิดสงครามหรือการรบกัน ก็อยู่ที่ขีดความสามารถและความตั้งใจของอีกฝ่าย ถ้าแต่ละฝ่ายมีขีดความสามารถ ก็คือพร้อมแล้ว แข็งแรงแล้ว ถ้ามีความตั้งใจจะปะทะก็เกิดขึ้นมาได้ สองรอบที่ผ่านมา ขีดความสามารถเราคงที่ เรามีขีดความสามารถ แต่เราก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปกระทบกระทั่งใคร

มันขึ้นอยู่กับฝั่งนั้น (กัมพูชา) ตอนนี้เขาอยู่ระหว่างการสั่งสมขีดความสามารถ ซึ่งหากถึงจุดหนึ่งอย่างที่เห็นมีการเอารถถังเข้ามา ถ้าเขาคิดว่าจำเป็นต้องมีการปะทะ มันก็เกิดการปะทะขึ้นมาได้ ก็คือสามารถจะเกิดขึ้นได้ในรอบที่สาม ซึ่งเท่าที่ติดตามข่าว มันเป็นเหมือนวงรอบของเขา เมื่อใดที่เขาใกล้จะเลือกตั้ง เขาก็ต้องหาจุดที่จะทำให้เห็นว่ายังจำเป็นต้องพึ่งฝ่ายพรรคการเมืองของเขาอยู่ อย่างหนึ่งที่จะทำให้มีการรวมใจคนของเขาได้คือเรื่องชาตินิยม แล้วบางทีเราก็เป็นเหยื่อ อย่างทำไมไม่ไปต่อล้อต่อเถียงกับเวียดนามบ้างหรือทางลาว ทำไมมาแต่ทางเรา ก็เพราะมันมีประเด็นมีเงื่อนไขได้ เช่นพื้นที่ชายแดนติดต่อกัน แล้วก็มีพื้นที่ซึ่งมันเหลื่อมๆ กันอยู่ ส่วนหากเกิดขึ้นแล้วจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ลำบาก แต่หลายคนก็บอกว่าขอให้เป็นรอบสุดท้าย.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...