โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ไม่มีฟอร์อาย 4EVE ก็คงไม่มีวันนี้” จากเสียงเรียกร้อง สู่คอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ ในรอบ 2 ปี ผ่าน 4EVE Unchained Concert

The Momentum

อัพเดต 12 มิ.ย. เวลา 12.02 น. • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE MOMENTUM

“ฟีฟ เมื่อไหร่จะจัดคอน”

“รอมา 2 ปีแล้วนะ”

นี่คือเสียงเรียกร้องของแฟนคลับอย่าง ฟอร์อาย (ชื่อแฟนคลับของ 4EVE) ที่รอการกลับมาของเกิร์ลกรุ๊ปที่พวกเขาชื่นชอบบนเวทีคอนเสิร์ตอีกครั้ง

ในที่สุด ความหวังของเหล่าฟอร์อายก็เป็นจริง เมื่อ 4EVE ศิลปินจากค่าย XOXO Entertainment กลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งในรอบ 2 ปี กับคอนเสิร์ตครั้งที่ 3 ของหนึ่งในเกิร์ลกรุ๊ปเบอร์ต้นของเมืองไทย ที่โดดเด่นด้วยความสามารถรอบด้าน ทั้งการร้อง การเต้น และการแต่งเพลง

โดยครั้งนี้พวกเธอกลับมาพร้อมโชว์รูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากคอนเสิร์ตครั้งก่อนๆ ทั้งโปรดักชันสุดอลังการ การแสดงที่จัดเต็ม และพลังบนเวทีอันเป็นเอกลักษณ์ของสมาชิกทั้ง 7 คน ที่ทำให้แฟนๆ ได้สัมผัสการแสดงใหม่ๆ ของ 4EVE อย่างเต็มรูปแบบ

พวกเธอทั้ง 7 คนมาในคอนเซปต์ UNCHAINED เพื่อปลดล็อกทุกขีดจำกัด ถ่ายทอดตัวตนใหม่ๆ ที่แฟนคลับอาจไม่เคยเห็นมาก่อน ผ่านการแสดงอันร้อนแรง ทรงพลังและเต็มไปด้วยเสน่ห์ของ 4EVE ในมิติใหม่ ผ่าน 4EVE Unchained Concert ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 6 และ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา

การกลับมาที่ทำให้ทั้งเวทีลุกเป็นไฟ

“What’s up, guys?”

ทันทีที่เสียง “What’s up, guys?” ดังขึ้นพร้อมสมาชิกทั้ง 7 คนอย่าง มายด์ โจริญ ตาออม แฮนน่า ฝ้าย พั้นช์ และอ๊ะอาย ลอยตัวลงมาต้อนรับเหล่าฟอร์อายด้วยชุด ‘All Black’ สุดเท่และเซ็กซี่ เข้ากับภาพกราฟิกบนจอ LED ข้างหลังที่เป็นโซ่ขนาดใหญ่ สื่อถึงการปลดล็อกขีดจำกัดตามคอนเซปต์ของคอนเสิร์ต

ทันใดนั้น เสียงกรี๊ดจากเหล่าแฟนคลับก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งฮอลล์ เมื่อเพลง MY CHAINZ (2569) เริ่มต้นขึ้น พร้อมการแสดงสุดดุดันของทั้ง 7 คน ที่แสดงทั้งพลังการร้องและเต้นอย่างหนักแน่น ทรงพลัง

ต่อเนื่องความสนุกด้วยโชว์สุดทรงพลังในเพลง JACKPOT (2565) ที่เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ได้ตลอดทั้งการแสดง โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของช่วงนี้คือ การนำโซ่ขนาดใหญ่มาใช้เป็นองค์ประกอบบนเวที เพื่อสะท้อนคอนเซปต์ UNCHAINED อย่างน่าตื่นเต้น

“Ooh la la, ooh la la, hey, ooh, la-la-la”

แต่ความร้อนแรงในช่วงเปิดโชว์ยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น เมื่อเพลงเดบิวต์อย่าง Oohlala! (一二三四) (2563) ดังขึ้น ก็เรียกเสียงกรี๊ดสนั่นจากเหล่าฟอร์อายได้ทั่วทั้งฮอลล์อีกครั้ง เนื่องจากเพลงนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเพลงสำคัญที่เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการเดินทางของ 4EVE และเป็นเพลงที่เต็มไปด้วยความทรงจำสำหรับแฟนคลับ

การรอคอยที่ยาวนาน แต่ 4EVE ไม่เคยหายไปจากใจ

ถึงแม้ 4EVE จะห่างหายจากการแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ไปนานกว่า 2 ปี แต่ตลอดช่วงเวลานั้น พวกเธอไม่ได้หายไปไหน กลับกัน พวกเธอยังคงเดินหน้าสั่งสมประสบการณ์ โดยเฉพาะผลงานในการแสดงบนเวทีต่างประเทศ และการร่วมงานกับค่ายเพลง 88rising ซึ่งเป็นบริษัทที่ดูแลศิลปินมากมาย ไม่ว่าจะเป็น MILLI, NIKI, BIBI หรือ CL

การแสดงในช่วงถัดมา เป็นอีกหนึ่งโชว์ที่ทำให้เห็นการเติบโตของพวกเธอ จากการร่วมงานกับค่ายเพลงระดับโลกอย่าง 88rising ซึ่งกลายเป็นอีกก้าวสำคัญของ 4EVE บนเส้นทางดนตรีระดับสากล

“Boys love girls who don’t give a fuk”

เริ่มต้นด้วยเพลง BOYS LOVE GIRLS (2567) ที่มาพร้อมบรรยากาศสุดดุดันและเต็มไปด้วยความมั่นใจ โดยหนึ่งในจุดเด่นของการแสดงเพลงนี้คือ การปล่อยพาร์ตพูดแบบไม่เซนเซอร์คำหยาบอย่างคำว่า Fuk

ก่อนจะต่อเนื่องความเดือดด้วยการแสดงเพลง Keep a Secret (2568) และ Snooze (2568) ที่เผยให้เห็นเสน่ห์และพลังการแสดงอีกด้านของทั้ง 7 คน ผ่านโชว์ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเซ็กซี่ ชวนให้คนดูละสายตาไม่ได้

หลังจากนั้น 4EVE ได้พาเหล่าฟอร์อายไปสัมผัสอีกหนึ่งช่วงสำคัญของการเติบโต ผ่านโชว์ที่นำเพลงต่างๆ มาเรียบเรียงใหม่ให้มีกลิ่นอายความเป็นสากลยิ่งขึ้น สะท้อนถึงประสบการณ์การทำงานในต่างประเทศ การร่วมงานกับทีมงานระดับสากล รวมถึงการเดินทางไปถ่ายทำมิวสิกวิดีโอในต่างประเทศที่ผ่านมา

เริ่มต้นด้วยประเทศญี่ปุ่น ผ่านการแสดงเพลง Situationship (2567) โดยเพลงนี้ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานสำคัญของ 4EVE ที่เดินทางไปถ่ายทำมิวสิกวิดีโอไกลถึงประเทศญี่ปุ่น อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ได้ทันที คือช่วงที่ตาออมพูดประโยค “สุดหล่อมาแล้วครับ” ซึ่งกลายเป็นโมเมนต์สุดเท่และขี้เล่น ที่ทำให้ทั้งฮอลล์ส่งเสียงตอบรับกันอย่างสนุกสนาน

ต่อเนื่องด้วยโชว์ที่ได้แรงบันดาลใจจากประเทศจีน ผ่านการนำเพลงสุดร้อนแรงอย่าง Hot 2 Hot (2567) มาเรียบเรียงใหม่ให้มีกลิ่นอายดนตรีจีนร่วมสมัยยิ่งขึ้น โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของโชว์นี้คือ การใช้พัดเป็นองค์ประกอบในการแสดง ซึ่งสมาชิกสะบัดและทำให้พัดลอยกลางอากาศได้อย่างพร้อมเพรียง

ปิดท้ายช่วงการแสดงด้วยกลิ่นอายละตินสุดร้อนแรงผ่านเพลง Salsa No Drama (2568) ที่มาพร้อมจังหวะสนุกชวนโยกและเสน่ห์สุดแซ่บของสาวๆ ที่เปลี่ยนบรรยากาศภายในฮอลล์ให้เต็มไปด้วยความคึกคักและเร่าร้อน

แต่ความประทับใจยังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อ VCR ของทั้ง 7 คนถูกเปิดขึ้น พร้อมพาผู้ชมย้อนกลับไปดูเส้นทางการเติบโตของ 4EVE ตั้งแต่ช่วงการแข่งขันรายการ ‘4EVE Girl Group Star’ ไปจนถึงช่วงเวลาการทำคอนเทนต์ที่ทำให้พวกเธอเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ภาพและเรื่องราวเหล่านี้ ทำให้เหล่าฟอร์อายได้ทั้งเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความอบอุ่นไปพร้อมๆ กัน เหมือนกับได้เติบโตเคียงข้างพวกเธอมาตลอดเส้นทาง

“พวกเราได้บินด้วยกันก็ได้นะ”

เมื่อเสียง VCR ได้จบลง สาวๆ ก็ปรากฏขึ้นบนกระเช้าสีเหลืองที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปทักทายแฟนๆ ทั่วทั้งฮอลล์ท่ามกลางเสียงกรี๊ดที่ดังกระหึ่ม พร้อมการแสดงเพลง วัดปะหล่ะ? (TEST ME)(2564) และ ข้อยกเว้น (EXCEPTIONAL) (2565) ที่ช่วยสร้างบรรยากาศใกล้ชิดและอบอุ่นระหว่างพวกเธอกับเหล่าฟอร์อายได้อย่างน่าประทับใจ

โซโล่สุดเซอร์ไพรส์ที่เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆ ทั้งฮอลล์

อย่างที่หลายคนรู้กันดีว่า สมาชิกแต่ละคนของ 4EVE ล้วนมีเอกลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะตัว แต่สำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้ ทั้ง 7 คนก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง เพื่อเผยอีกด้านที่แฟนๆ อาจไม่เคยเห็นมาก่อน จนเรียกเสียงกรี๊ดจากเหล่าฟอร์อายทั่วทั้งฮอลล์ได้ตลอดการแสดง

สำหรับผู้เขียน มี 3 การแสดงที่ถือว่าเป็นการพลิกคาแรกเตอร์ของสมาชิกอย่างชัดเจน และน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ฟอร์อายหลายคนคิดไม่ถึงว่า พวกเธอจะเลือกนำเสนอการแสดงออกมาในแนวทางนี้

การแสดงแรก พาผู้ชมหลุดเข้าไปในโลกเสมือนนิยายโรแมนติก ผ่านเพลงFrom the Start ของ Laufey ที่มีกลิ่นอายดนตรีแจ๊ซ (Jazz) อันนุ่มละมุน โดยสมาชิกที่นำเพลงนี้มาคัฟเวอร์คือฝ้าย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโชว์ที่ทำให้เหล่าฟอร์อายได้เห็นมุมใหม่ของเธออย่างชัดเจน

ปกติแฟนๆ มักคุ้นชินกับภาพลักษณ์สุดเท่และพาร์ตแรป แต่ในการแสดงครั้งนี้ เธอเผยเสน่ห์อีกด้านที่ทั้งอ่อนโยน ขี้เล่น และเต็มไปด้วยความอบอุ่น ผ่านน้ำเสียงและบรรยากาศการแสดงที่ชวนให้คนดูตกหลุมรักไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ ในการแสดงยังแฝงกิมมิกเล็กๆ ที่สะท้อนตัวตนของเธอเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นชุดสีเหลืองที่เชื่อมโยงกับฉายา ‘กล้วย’ ที่ทั้งแฟนคลับและสมาชิกในวงชอบใช้เรียกเธอ รวมถึงการเลือกเพลงแจ๊ซที่ทำให้เห็นแนวดนตรีที่ฝ้ายอยากให้แฟนๆ ได้รู้จักมากขึ้น

เมื่อมีด้านหวานแล้ว ก็ต้องมีด้านเปรี้ยวและร้อนแรงตามมา โจริญเลือกเพลงในตำนานอย่าง Oops!… I Did It Again ของ Britney Spears มาโชว์ในครั้งนี้ ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์ เพราะโจริญมาในลุคสุดเย้ายวนและเต็มไปด้วยความเซ็กซี่เช่นนี้

โดยโจริญให้เหตุผลที่เลือกการแสดงนี้ไว้ว่า “คอนเสิร์ตครั้งแรกก็โชว์ด้านเท่ไปแล้ว ครั้งที่ 2 ก็เหมือนกัน ครั้งนี้เลยอยากปลดล็อกตัวเอง” ซึ่งการแสดงครั้งนี้ก็ทำให้แฟนๆ เห็นอีกด้านของเธอที่เซ็กซี่และเต็มไปด้วยเสน่ห์เหลือล้นบนเวที

ปิดท้ายพาร์ตโซโล่ด้วยสมาชิกอย่างตาออม ที่เลือกนำเพลงไทยเพียงเพลงเดียวในพาร์ตนี้มาแสดง ผ่านการหยิบเพลงเพื่อชีวิตระดับตำนานอย่าง มือปืนของ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ มาเรียบเรียงใหม่ ให้เต็มไปด้วยความดุดัน ผสมความเซ็กซี่และพลังแบบร็อกสตาร์ จนกลายเป็นอีกหนึ่งการแสดงที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับแฟนๆ ได้ไม่น้อย

โดยไฮไลต์สำคัญของการแสดงนี้อยู่ที่การใช้ปืนเป็นพร็อพบนเวที สามารถยิงประกายไฟออกมาได้จริง ช่วยเพิ่มความตื่นตาและเสริมบรรยากาศของการแสดงให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น

ตาออมให้เหตุผลที่เลือกโชว์นี้ไว้ว่า “ก่อนหน้านี้ พวกเราเคยมีโอกาสร่วมงานกับพี่ปู พงษ์สิทธิ์ คำภีร์มาก่อน เลยกลายมาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของการแสดงครั้งนี้”

Duet ที่ทุกคนคาดไม่ถึง

อีกหนึ่งความประทับใจที่หลายคนภายในฮอลล์อาจคาดไม่ถึง คือการแสดงในพาร์ต Duet ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกแต่ละคนจับคู่โชว์ร่วมกัน พร้อมเผยเคมีใหม่ๆ ที่แฟนคลับอาจไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งในด้านการร้อง การเต้น และอารมณ์ของการแสดงที่แตกต่างออกไปจากโชว์แบบกลุ่ม

โดยในพาร์ตการแสดงนี้ยังมีอีก 3 การแสดงที่โดดเด่นและน่าสนใจไม่แพ้กัน ทั้งในแง่คอนเซปต์ การตีความเพลงใหม่ รวมถึงเสน่ห์และเคมีของสมาชิกที่ถ่ายทอดออกมาบนเวที จนกลายเป็นอีกหนึ่งช่วงที่เรียกเสียงกรี๊ดและสร้างความประทับใจให้กับเหล่าฟอร์อาย ได้ตลอดการแสดง

ดูโอ้คู่ใหม่อย่างโจริญและมายด์ เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ได้มากที่สุดคู่หนึ่งของค่ำคืน เพราะเป็นคู่ที่เหล่าฟอร์อายต่างเชียร์และจิ้นกันอยู่แล้ว ทำให้ทันทีที่ทั้งคู่ปรากฏตัวบนเวที เสียงกรี๊ดก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งฮอลล์

ทั้งสองคนเลือกแสดงเพลง ผิดที่ไว้ใจของ Silly Fools ผ่านการแสดงที่เต็มไปด้วยอารมณ์และเคมีบนเวที โดยคอนเซปต์ของการแสดงถูกออกแบบให้ทั้งคู่เปรียบเสมือนคนคนเดียวกันที่สะท้อนผ่านกระจก สื่อถึงความสัมพันธ์และอารมณ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างลงตัว

นอกจากนี้ ยังถือเป็นครั้งแรกที่พวกเธอมีโชว์คู่ร่วมกันแบบเต็มรูปแบบบนเวทีคอนเสิร์ต จึงยิ่งทำให้การแสดงนี้กลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญที่แฟนๆ ต่างพูดถึงมากที่สุด

แต่ความสนุกยังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อเข้าสู่การแสดงสุดคึกคักกับเพลง เชพบ๊ะของ อาภาพร นครสวรรค์ ที่ถูกนำมาคัฟเวอร์โดยตาออมและพั้นช์ 2 สมาชิกที่ถ่ายทอดการแสดงออกมาอย่างขี้เล่น สดใส และเต็มไปด้วยความน่ารัก จนทำให้แฟนๆ ทั้งฮอลล์สนุกและโยกตามไปพร้อมกัน

โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการแสดงนี้คือ การแต่งเนื้อเพลงท่อนพิเศษขึ้นมาใหม่ เพื่อเพิ่มสีสันและความสนุกให้กับโชว์ พร้อมสร้างโมเมนต์เซอร์ไพรส์ที่เรียกทั้งเสียงหัวเราะและเสียงกรี๊ดจากฟอร์อายได้ตลอดการแสดง

พาผู้ชมย้อนกลับไปสู่ความทรงจำในวัยเด็ก ผ่านเพลงประกอบละครที่หลายคนคิดถึงอย่าง เสกรักให้เธอได้รู้ (บาลาชูบาชู)ของ พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ และอัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ จากละครเรื่อง อสูรน้อยตะเกียงแก้ว ที่แฮนน่าและโจริญนำมาคัฟเวอร์

ทั้งคู่ถ่ายทอดการแสดงออกมาอย่างน่ารัก สดใส และเต็มไปด้วยเคมีความขี้เล่น พร้อมมีโมเมนต์หยอกล้อกันบนเวทีตามสไตล์เพื่อนสนิท ที่ช่วยสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับฟอร์อายได้ตลอดทั้งโชว์

ค่ำคืนที่เกิดขึ้นจากความรักของ 4EVE และ ฟอร์อาย

4EVE กลับมารวมตัวครบ 7 คนบนเวทีอีกครั้งกับเพลง K-Pop อย่าง The Boys ของ Girls’ Generation ที่ทันทีที่อินโทรเพลงดังขึ้น ก็เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ได้ทั่วทั้งฮอลล์

โดยเหตุผลที่เลือกเพลงนี้ ตาออมให้เหตุผลไว้ว่า “อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าหนูเป็นโซวอน (ชื่อแฟนคลับของ Girls’ Generation) ถ้าพูดถึงเพลงของเกิร์ลกรุ๊ประดับตำนาน หลายคนก็คงนึกถึงเพลง The Boys กันอยู่แล้ว อีกเหตุผลที่เลือกเพลงนี้ก็เพราะ Girls’ Generation เป็นวงที่มีสมาชิกหลายคน ซึ่งก่อนที่จะมาเป็น 4EVE หนูก็เคยคิดเหมือนกันว่า อยากอยู่ในวงที่มีเมมเบอร์เยอะๆ เพราะมันน่าจะเต็มไปด้วยทั้งความวุ่นวายและความอบอุ่นไปพร้อมกัน”

ในช่วงท้ายของคอนเสิร์ต ทั้ง 7 คนกลับมาบนเวทีอีกครั้งพร้อมการแสดงเพลง 4EVER (2564) ที่เปรียบเสมือนบทเพลงแทนคำขอบคุณถึงฟอร์อาย ที่คอยอยู่เคียงข้างพวกเธอมาโดยตลอด ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความประทับใจจากแฟนๆ ทั่วทั้งฮอลล์

ก่อนจะต่อเนื่องความสนุกด้วยเพลง Booty Bomb(2564) และ BOMB! (2564) ที่เปลี่ยนบรรยากาศให้กลับมาเต็มไปด้วยความคึกคักและพลังแบบสุดขีด ให้แฟนๆ ได้กระโดด ร้อง เต้น และสนุกไปพร้อมกัน

และปิดท้ายอย่างสมศักดิ์ศรีด้วยเพลง MY CHAINZเพลงที่สะท้อนคอนเซปต์ ‘UNCHAINED’ ได้อย่างชัดเจน ทั้งความดุดัน ความมั่นใจ และพลังของ 4EVE ที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านโชว์สุดร้อนแรง พร้อมเสียงกรี๊ดและเสียงร้องตามของเหล่าฟอร์อายที่ดังก้องไปทั่วทั้งอิมแพ็ค อารีน่า

“ใครยังอยากดูเราต่อไหม ให้ตะโกน 4EVE”

แต่ค่ำคืนแห่งความประทับใจยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น เมื่อเหล่าฟอร์อายพร้อมใจกันตะโกนชื่อ 4EVE ดังกึกก้องไปทั่วทั้งฮอลล์ เหมือนเป็นเสียงเรียกจากแฟนๆ ที่ไม่อยากให้ช่วงเวลานี้จบลง

“ในวันที่ไม่มีใคร

มีเธอที่คอยเข้าใจ

เธอจะรู้รึเปล่ามันมีความหมาย

Baby, you light up my life

อาจยังไม่ดีเท่าไร

แต่เรามาเริ่มตรงนี้ได้ไหม

เธอจะได้เห็นคนที่เปลี่ยนไป สัญญา”

เมื่อนั้นเพลง วันแรกของวันที่เหลือ ( Our First Day)(2564) ก็บรรเลงขึ้นเป็นเพลงสุดท้าย พร้อมกับการกลับมาบนเวทีอีกครั้งของทั้ง 7 คนในลุคสบายๆ ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง ราวกับกำลังใช้ช่วงเวลาสุดท้ายร่วมกับเหล่าฟอร์อายอย่างใกล้ชิดที่สุด

บรรยากาศภายในฮอลล์ค่อยๆ เปลี่ยนจากความสนุกและร้อนแรง ให้กลายเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกและความทรงจำ ขณะที่แฟนๆ ต่างร้องเพลงตามไปพร้อมกัน และพร้อมโบกแท่งไฟไปทั่วทั้งฮอลล์

“คอนเสิร์ตนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีทุกคน” 4EVE กล่าว

สมาชิกทั้ง 7 คนกล่าวคำขอบคุณและคำลาต่อฟอร์อายท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และน้ำตาแห่งความประทับใจ

แต่ละคนต่างพูดถึงความรู้สึกตลอดการเตรียมตัวสำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้ รวมถึงขอบคุณแฟนคลับที่คอยสนับสนุนและเชื่อมั่นในตัวพวกเธอเสมอมา จนทำให้ 4EVE Unchained Concert กลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำสำคัญที่เกิดขึ้นได้ เพราะแรงสนับสนุนจากทุกคนในฮอลล์

อาจมีหลายคนตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้ว 4EVE มีคอนเซปต์ของวงแบบไหนกันแน่ แต่ในฐานะที่ผู้เขียนติดตามพวกเธอมาตั้งแต่วันแรก สิ่งที่รู้สึกได้เสมอคือ การที่พวกเธอได้ทำอะไรที่หลากหลาย ถือเป็นจุดเด่นและเสน่ห์อันล้นเหลือ

พวกเธอไม่เคยถูกจำกัดอยู่เพียงภาพลักษณ์เดียว สามารถสลับไปมาระหว่างความเท่ ความน่ารัก ความเซ็กซี่ หรือแม้แต่การแสดงที่เต็มไปด้วยความดุดันได้อย่างเป็นธรรมชาติ จนทำให้ทุกครั้งที่พวกเธอกลับมาพร้อมผลงานใหม่ แฟนๆ มักจะได้เห็นอะไรที่แตกต่าง และคาดไม่ถึงอยู่เสมอ

และคอนเสิร์ต 4EVE Unchained Concert ในครั้งนี้ ก็ยิ่งทำให้เห็นว่า 4EVE คือศิลปินที่พร้อมทดลอง เติบโต และปลดล็อกตัวเองอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ปล่อยให้คำว่าคอนเซปต์ กลายเป็นกรอบที่จำกัดความเป็นตัวตนของพวกเธอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...