โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘รักแรก’ ของหลายคนมาจาก EXO Planet ชวนย้อนเวลากลับสู่ช่วง ‘วัยเยาว์’ ใน EXhOrizon in BANGKOK

The Momentum

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

6 ปี 7 เดือน 24 วัน

คือระยะเวลาทั้งหมดที่ EXO-L ชาวไทย (ชื่อทางการที่ใช้เรียกแฟนคลับของวง EXO) รอคอยการกลับมาประเทศไทยของ EXO นับตั้งแต่คอนเสิร์ตครั้งล่าสุด EXO PLANET #5 - EXplOration - in BANGKOK เมื่อปี 2019

หากจะเปรียบเทียบภาพความยาวนานนี้ให้ชัดมากขึ้น ก็คงเทียบเท่ากับระยะเวลาการเติบโตของเด็กคนหนึ่ง นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาดูโลก สู่วันที่สะพายกระเป๋าเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นครั้งแรก

ช่างเนิ่นนาน… แต่หากการรอคอยคือความสุข คงเรียกสิ่งนี้ได้ว่า ‘ความรัก’

และในที่สุด EXO ก็หอบเอาความรักกลับมาไทยพร้อมคอนเสิร์ต ‘EXO PLANET #6 - EXhOrizon in BANGKOK’ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16-17 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยบัตรคอนเสิร์ตรอบนี้ถูกจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็วทุกที่นั่ง สร้างสถิติวงที่บัตรคอนเสิร์ต Sold Out ติดต่อกันถึง 6 ครั้ง ตอกย้ำวลีที่ว่า ‘EXO วงที่บัตรคอนฯ กดยากที่สุด’

The Momentum ชวน EXO-L ชาวไทย เดินทางกลับสู่ฮอลล์อิมแพ็ค อารีน่าฯ อีกครั้ง เพื่อย้อนกลับไปทบทวนความทรงจำดีๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

รักครั้งแรกของใครหลายคน เดินทางมาจากดาว EXO Planet

เป็นที่รู้กันดีในหมู่แฟนคลับว่า ทันทีที่เพลง Moonlightดังขึ้น นั่นหมายความว่า อีกเพียงแค่ไม่กี่นาทีต่อจากนี้ คอนเสิร์ตจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ซึ่งตลอด 5 คอนเสิร์ตที่ผ่านมา เราจะได้ยินเสียงร้องหวานหูของเมนโวคัลประจำวงอย่าง พยอน แบคฮยอน (Byun Baek-hyun) และโด คยองซู (Do Kyung-soo) หรือดี.โอ. (D.O.) อยู่เสมอ

น่าเสียดายที่คอนเสิร์ตครั้งนี้ Moonlight มีเพียงแค่เสียงดนตรี ไร้ซึ่งเสียงร้องของคู่เมนโวคัลมากความสามารถ อย่างไรก็ตาม EXO-L ชาวไทยยังช่วยกันร้องคลอตั้งแต่ต้นจนจบเพลง (เคล้าด้วยเสียงสะอื้นด้วยเช่นกัน) สะท้อนให้เห็นถึงพลังความรัก ความคิดถึง และความภักดีที่มีต่อ ‘เมมเบอร์ทุกคน’ ได้ดีตั้งแต่เริ่มต้น

หลังจากที่เพลง Moonlight จบลง คอนเสิร์ตก็เริ่มด้วยการเล่าเรื่องราวผ่าน VCR ที่ยังคงผูกเนื้อหาไว้กับจักรวาลของดวงดาว ตามคอนเซปต์ของวงที่เล่าขานว่า เมมเบอร์เป็นผู้มีพลังวิเศษที่เดินทางมาจากดวงดาวที่มีชื่อว่า ‘EXO Planet’ ก่อนที่เมมเบอร์ EXO จะปรากฏตัวขึ้นสู่เวทีพร้อม MAMAเพลงเดบิวต์ที่ไม่ว่าจะฟังกี่ครั้งก็ยังคงรู้สึกได้ถึงความขลังอยู่เสมอ

ไม่เพียงแค่นั้น ฉากหลังเวทีที่เคลือบด้วยสีแดงฉานคล้ายกับพระจันทร์สีเลือด ประกอบกับเสียงกรี๊ดของ EXO-L ชาวไทยที่ดังกระหึ่มขึ้นอย่างกึกก้อง ยิ่งทำให้การเปิดฉากของคอนเสิร์ตในรอบเกือบ 7 ปี ทรงพลังและชวนขนลุกมากขึ้นกว่าเดิม

EXO สานต่อความร้อนแรงด้วยเพลง Monster, Wolf, และ Overdoseซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเพลงไตเติลของแต่ละอัลบั้มที่มีอายุมากกว่า 10 ปี แต่ยังเต็มไปด้วยพลังของตำนานและความยิ่งใหญ่ของ ‘King of K-Pop’

หลังพักเบรกจากการแสดงสุดเข้มข้น เมมเบอร์ EXO เริ่มต้นช่วงพูดคุยด้วยประโยคทักทายที่แฟนๆ คิดถึงสุดหัวใจอย่าง

“WE ARE ONE!”

“สวัสดีครับ พวกเรา EXO”

ถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยค กลับมากพอจะทำให้ EXO-L จำนวนไม่น้อยไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป

เพราะสำหรับหลายคน นี่อาจเป็นการได้พบ EXO ครั้งแรก หลังเฝ้ารักและติดตามมานาน จากเด็กน้อยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานที่มีรายได้มากพอสำหรับการเดินทางมาพบ ‘รักแรก’ ของตัวเองได้

‘ในที่สุดก็ได้เจอกันแล้วนะ’

ในช่วงต่อมา EXO ปรากฏตัวขึ้นบนเวทีในชุดสูท เปลี่ยนลุคเป็นหนุ่มสุขุมในวัย 30+ พร้อมการแสดงสุดเร่าร้อน กับเพลง B-Side ระดับตำนานจากหลากหลายอัลบั้ม ตั้งแต่เพลง Jekyll, Crazy, PLAYBOY, Artificial Love, The Eve, และเพลงไตเติลสุดฮิตที่ใครๆ ต่างก็นำมาเต้นคัฟเวอร์ทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง Love Shot

แม้ว่าหลังจบการแสดงในเซ็ตนี้ เมมเบอร์ EXO เลือกที่จะพูดคุยกับแฟนคลับอีกครั้ง ด้วยการนั่งๆ นอนๆ บนพื้นเวที พร้อมทั้งมีอาการเหนื่อยหอบ จนภายหลังเลยถูกแฟนๆ เอ่ยแซวในโลกอินเทอร์เน็ตว่า “EXO แก่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนนั้น เซ็ตการแสดงนี้เป็นหนึ่งในเซ็ตการแสดงที่ผู้เขียนประทับใจที่สุด อาจเป็นเพราะลุคและคอนเซปต์ที่ดึงเสน่ห์ ความสุขุม และความเซ็กซี่ของ EXO ในวัย 30+ ออกมาได้เป็นอย่างดี

แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ คุณภาพของเพอร์ฟอร์แมนซ์ ทั้งไลน์เต้นที่หนักแน่น การสื่ออารมณ์ทางสีหน้าระหว่างการแสดง ไปจนถึงพลังเสียงร้องสดมั่นคงแทบไม่มีตก สมกับที่เป็นไอดอลมากประสบการณ์กว่า 14 ปี ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่า EXO คือนิยามของ ‘ไอดอลคุณภาพ’ ที่ยังคงรักษามาตรฐานระดับสูงไว้ได้จนถึงตอนนี้

เดินทางมาถึงช่วงกลางของคอนเสิร์ตแล้ว EXO จัดเต็มให้ EXO-L ผ่านเมดเลย์เพลงไตเติลที่กินเวลาการแสดงยาวนานเกือบ 20 นาที เริ่มตั้งแต่ Tempo, Ko Ko Bop, CALL ME BABY, Power, Don’t fight the feeling, Run, LOVE ME RIGHTและปิดเมดเลย์ด้วยเพลงชาติของวงการ K-Pop อย่าง Growl

พูดได้อย่างเต็มปากว่า การแสดงในพาร์ตนี้ คือช่วงเวลาที่ผู้เขียนชื่นชอบมากที่สุด เพราะตลอดเกือบ 20 นาที ทั้งเสียงร้องตามและเสียงกรี๊ดของเหล่า EXO-L ชาวไทย ยังคงดังแข่งกับเสียงศิลปินบนเวทีอย่างไม่มีแผ่ว

ยิ่งไปกว่านั้น เพลงที่ถูกนำมาแสดงในเซ็ตนี้ ล้วนเป็นเพลงไตเติลระดับตำนานของ EXO แทบทั้งสิ้น หลายเพลงเคยขึ้นอันดับ 1 บน Melon Chart (ระบบจัดอันดับเพลงของ Melon แพลตฟอร์มสตรีมมิงเพลงที่ใหญ่และได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศเกาหลีใต้) อีกทั้งยังเป็นเพลงสำคัญของ K-pop Gen 3 ชนิดที่ว่า ต่อให้ไม่ได้เป็นแฟนคลับ EXO โดยตรง แต่หลายคนที่เติบโตมากับวงการเพลง K-Pop ในช่วงเวลานั้น ก็น่าจะร้องตามได้แทบทุกเพลง

และด้วยชั่วโมงบินที่สูงและความเจนเวทีระดับตัวพ่อ พลังการไฮป์ของ EXO ประกอบกับโปรดักชันของแสง สี เสียงในคอนเสิร์ต ยังช่วยเร้าให้ ‘โดพามีน’ ของทุกคนหลั่งออกมาแบบฉุดไม่อยู่ จนกระทั่งหลังจบคอนเสิร์ต ผู้เขียนมีโอกาสได้พูดคุยกับแฟนคลับของวง บางคนถึงกับพูดว่า ช่วงที่สนุกที่สุด กลับร้องไห้เยอะที่สุด เพราะไม่สามารถควบคุมความสุขที่พุ่งขึ้นสุดได้จริงๆ

และนี่น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้มีคนพูดอยู่เสมอว่า “ไม่ว่าคุณจะเป็น EXO-L หรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ทุกคนควรได้ลองมาดูคอนเสิร์ตของ EXO ด้วยตัวเองสักครั้ง”

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ช่วงนี้ก็เป็นพาร์ตที่เรียกน้ำตาได้มากที่สุดเช่นกัน เพราะในช่วงท้ายของเซ็ตการแสดงนี้ EXO เนรมิตสเตจกลางออกมาอย่างงดงามราวกับสวรรค์ พร้อมหยิบเอาเพลง Baby, Don’t Cry, Walk On Memoriesและหนึ่งในท็อปลิสต์ ‘เพลงต้องห้าม’ ของใครหลายคน ที่หากฟังแล้วอาจเท่ากับการเปิดก๊อกน้ำตาอย่าง Don’t Goมาแสดง ซึ่งเพลงเหล่านี้พาให้ใครหลายคนย้อนกลับไปสู่ช่วงวัยเยาว์ที่เติบโตมาพร้อมกับวงอย่างแท้จริง

ภาพความทรงจำในฐานะแฟนคลับ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งไขปริศนาดวงดาวหรือจักรวาลของการคัมแบ็กแต่ละครั้ง การปั่นวิว สตรีมเพลง โหวตคะแนน ไปจนถึงการเฝ้ารอสเตจงานประกาศรางวัลปลายปี ล้วนค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด

นอกจากนี้ ภาพการแสดงบนเวทียังหวนสู่ความทรงจำในช่วงเวลาที่เมมเบอร์ทุกคนขึ้นแสดงบนเวทีพร้อมหน้าพร้อมตากัน ยิ่งทำให้อดรู้สึกใจหายไม่ได้ว่า คอนเสิร์ตครั้งนี้คงสมบูรณ์มากกว่านี้ หากได้เห็นเมมเบอร์ทุกคนกลับมายืนอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

กระนั้นก็ตาม เราเดินทางมาถึงช่วงเกือบสุดท้ายของคอนเสิร์ต EXO เปลี่ยนลุคกลายเป็น ‘เจ้าชาย’ ในชุดสีขาว ดูสง่าน่ามอง มาพร้อมกับเพลงEL DORADO, Back It Up, Forever, และ Crown ซึ่งเป็นเพลงไตเติลล่าสุดของอัลบั้มเต็มชุดที่ 8 ‘REVERXE’ โดยอัลบั้มนี้สร้างสถิติด้วยยอดขายทะลุ 1 ล้านชุด ดันให้ EXO ขึ้นแท่นเป็นศิลปินที่มียอดขายอัลบั้มเกินล้านชุดรวมทั้งสิ้น 8 อัลบั้ม

เมื่อจบการแสดง แสงไฟในฮอลล์ดับลง จึงเป็นสัญญาณว่า คอนเสิร์ตได้เดินทางมาถึงช่วง Encore หรือช่วงสุดท้ายของคอนเสิร์ตแล้วจริงๆ ทั้งนี้ ในวันที่ 2 ของการแสดง EXO-L ชาวไทยร่วมกันแสดงพลัง ร้องเพลงต้องห้ามอย่าง Don’t Go ในช่วงนี้ ทำให้ใครหลายคนต้องเสียน้ำตาอีกครั้ง

เพียงไม่นาน เมมเบอร์ก็ปรากฏตัวบนเวทีอีกครั้ง ด้วยลุคเสื้อกีฬา Jersey พร้อมข้อความสกรีน ‘REVERXE THE WORLD in BANGKOK’ สินค้าลิมิเต็ดเฉพาะคอนเสิร์ตครั้งนี้ เพื่ออำลาแฟนคลับผ่านเพลง Angelอีกหนึ่งเพลงที่ผูกพันกับความทรงจำของ EXO-L มากที่สุด

“ครั้งหน้า ถ้าเรากลับมาพร้อมกับคอนเสิร์ตแล้วล่ะก็… ขอมากกว่า 3 วันแล้วกันนะครับ หรืออาจจะสถานที่ที่กว้างมากขึ้น แบบไหนที่ EXO-L ชาวไทยต้องการ พวกเราจะทำหมดเลยครับ” ซูโฮ

“น้ำตาไหลเลยล่ะครับ เพราะว่าผมยังไม่อยากกลับบ้าน” ชานยอล (พูดพร้อมใช้เศษทิชชูแปะบนหน้า ให้คล้ายหยดน้ำตา)

“พรุ่งนี้น่าจะต้องกลับไปใช้ชีวิตแล้วใช่ไหมครับ ทุกคนสู้ๆ นะครับ” ดี.โอ.

“อยู่ด้วยกันไปนานๆ แล้วมาเจอกันไปนานๆ เลยนะครับ สัญญา!” ไค

“เดี๋ยวพวกเราเจอกันเร็วๆ นี้นะ” เซฮุน

ก่อนที่ช่วงเวลาแห่งความสนุกที่ EXO-L ชาวไทยเฝ้ารอมาตลอดเกือบ 7 ปีจะสิ้นสุดลง พร้อมกับเพลง Flatlineหนึ่งในเพลง B-Side จากอัลบั้ม REVERXE ชุดล่าสุด

Flatline 이 순간

(ตอนนี้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว)

너와 만난 나

(ในที่สุดเราก็ได้พบกัน)

기적보다 운명 같아

(นี่มันคือพรหมลิขิตมากกว่าปาฏิหาริย์)

길었던 표류를 끝내

(ตอนนี้ผมลอยจนมาถึงฝั่งแล้วสินะ)

Flatline 이 순간

(ตอนนี้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว)

너와 같은 맘

(ความรู้สึกที่มีเหมือนกับเธอ)

서로의 구원이 되어

(ช่วยกันพยุงไปตลอด)

마침내 만난 세상

(จนได้เจอกับโลกที่เราพบกัน)

‘EXO-L’ ภาพแทนของความมั่นคง

14 ปี จะว่าช้าก็ไม่ใช่ จะว่าเร็วก็ไม่เชิง

แต่ก็คงมากพอให้เรื่องราว ความทรงจำ และการมีอยู่ของ EXO กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนคนหนึ่งที่นิยามตนเองว่า ‘EXO-L’

เรียนประถม เข้า ม.ต้น ต่อ ม.ปลาย ขึ้นมหาวิทยาลัย กระทั่งออกจากรั้วการศึกษา สู่การวิ่งตามความฝันและเก็บประสบการณ์ชีวิต EXO-L มี EXO คอยหล่อหลอม ประคองตัวตน พาเติบโต ให้ความฝัน และสร้างแรงบันดาลใจอยู่เสมอมา

ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา อาจเท่ากับครึ่งชีวิตของใครหลายคน จึงไม่แปลกใจเลยว่า ความมั่นคงและความภักดีที่มีต่อเมมเบอร์ทุกคน ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านหลากหลายโปรเจกต์ภายในคอนเสิร์ตครั้งนี้อย่างยิ่งใหญ่

เริ่มตั้งแต่บริเวณโดยรอบอิมแพ็ค อารีน่าฯ ที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยป้ายโปรเจกต์มากมาย ซึ่งมีภาพ EXO ครบทั้ง 9 คน ไม่ว่าจะเป็นป้ายบิลบอร์ด ป้ายโฆษณาตามจุดต่างๆ รอบอิมแพ็ค อารีน่าฯ ป้ายบริเวณจุดรอรถบัส ไปจนถึงสแตนดี้เดี่ยวของสมาชิกแต่ละคนที่ตั้งเรียงรายให้แฟนคลับร่วมถ่ายภาพและบันทึกความทรงจำ ขณะเดียวกัน Shuttle Bus ที่รับส่งแฟนคลับภายในงาน ยังถูกประดับไปด้วยภาพสมาชิกครบทั้งวงเช่นกัน

ไม่เพียงเท่านั้น EXO-L ชาวไทยซึ่งขึ้นชื่อว่า เป็นหนึ่งในแฟนด้อมที่ทั้งสร้างสรรค์และจริงจังกับการทำโปรเจกต์มากที่สุด จนหลายผลงานกลายเป็นที่เลื่องลือและถูกพูดถึงในวงกว้าง (นอกจากนี้ บางโปรเจกต์ในอดีตก็มีฝั่งเกาหลีนำไปต่อยอดไอเดียเพิ่มเติม เช่น ‘แท่งไฟดิสโก้เปลี่ยนสี’ ใน EXO PLANET #2 - The EXO'luXion - in BANGKOK) ยังเดินหน้าจัดเต็มกับโปรเจกต์เซอร์ไพรส์หนุ่มๆ ภายในคอนเสิร์ตครั้งนี้ตลอดทั้ง 2 วัน

โดยในคอนเสิร์ตวันแรก EXO-L ชาวไทยเตรียมข้อความแบนเนอร์ต้อนรับการกลับมาไทยของ EXO อย่าง “บ้านหลังนี้ยินดีต้อนรับ EXO เสมอ” นอกจากนี้ ยังมีการเปิดกล่องไฟในช่วงเพลง Walk On Memories ระบุข้อความว่า “EXO + EXO-L = 1” เพื่อแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างศิลปินกับแฟนคลับ และอีกครั้งในช่วงเพลง Don’t Go ว่า “❤️ㅅㄹㅎㅈ❤️” (ย่อมาจากภาษาเกาหลี ‘사랑하자’ แปลเป็นไทยว่า ‘มารักกันเถอะ’)

ส่วนคอนเสิร์ตวันที่ 2 ก็ไม่น้อยหน้า เมื่อ EXO-L ชาวไทยเตรียมข้อความ “ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน EXO ก็ยังคงเป็นราชาของ THAI EXO-L เสมอ” พร้อมเปิดกล่องไฟในช่วงเพลง Crazy ข้อความว่า “엑소❤️대박” (แปลเป็นไทยว่า ‘เอ็กโซ❤️สุดยอด’) และ “👑 KING 👑” ในเพลง Crown

ยังไม่รวมถึงความน่ารักและความเอาใจใส่ของ EXO-L ชาวไทย ที่เผื่อแผ่ไปให้ทั้ง EXO และทีมงานเบื้องหลัง ผ่านการตั้งใจตระเตรียม FOOD & GIFT SUPPORT เพื่อให้ได้ลิ้มรสอาหารอร่อยๆ และมอบของขวัญน่ารักๆ ก่อนขึ้นทำการแสดง

และอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย นั่นคือ การมีส่วนร่วมและเสียงกรี๊ด EXO-L ชาวไทยอย่างบ้าระห่ำตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ชั่วโมงของคอนเสิร์ต ที่ถ้าหากให้พูดอย่างตรงไปตรงมา คอนเสิร์ตของ EXO คือหนึ่งในคอนเสิร์ตที่เสียงกรี๊ดดังและโหดที่สุดเท่าที่ผู้เขียนเคยสัมผัสมาในชีวิตเลยก็ว่าได้

ดังชนิดที่ว่า หากถึงช่วงพักพูดคุยกับแฟนๆ ทีไร หนุ่มๆ EXO ไม่พ้นต้องทักเรื่องความดังของเสียงกรี๊ดตลอด จนกระทั่งเซฮุน น้องเล็กของวง ต้องพูดขึ้นว่า “ทุกคนครับ อันนี้คือเสียงกรี๊ดของทุกคนจริงเหรอครับ ไม่ได้มีใครเปิดลำโพงใช่ไหมครับ” ก่อนที่จะได้รับการตอบกลับคืนเป็นคลื่นยักษ์ของเสียงกรี๊ด EXO-L ชาวไทยอีกระลอกหนึ่ง

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของ EXO-L ชาวไทยที่รับรู้ร่วมกันมาโดยตลอดคือ พลังการร้องเพลง ซึ่งการซ้อมร้องเพลงให้ ‘เป๊ะ’ เปรียบเสมือน ‘การบ้าน’ ที่ต้องเตรียมตัวไว้ก่อนเป็นประจำทุกครั้งที่สมาชิกแต่ละคนของ EXO จะเดินทางมาแสดงที่ประเทศไทย

เช่นเดียวกันกับคอนเสิร์ตครั้งนี้ที่ EXO-L ชาวไทยต้องสวมบทเป็น ‘นักร้องไมค์ทองคำ’ พร้อมใจกันร้องเพลงแข่งกับ EXO ตลอดทั้งคอนเสิร์ต จนถึงขั้นที่สมาชิกเอ่ยปากขอให้ร้องเพลงให้ฟังเพิ่มอีกหลายเพลง โดยมีไคเอ่ยแซวว่า “ว้าว นี่ไม่เหมือนคอนเสิร์ตเลย เหมือนห้องร้องคาราโอเกะมากกว่า”

ทั้งหมดที่กล่าวมา คงจะพูดได้อย่างเต็มปากว่า EXO-L ชาวไทยถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้คอนเสิร์ตในรอบ 7 ปีของ EXO ที่ประเทศไทยเต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น ความสบายใจ และทำให้คอนเสิร์ตครั้งนี้ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบ

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็น่าเสียดายเช่นกันที่คอนเสิร์ตครั้งนี้จัดขึ้นเพียงแค่ 2 รอบการแสดงเท่านั้น ทำให้ EXO-L จำนวนไม่น้อยที่เฝ้ารอการกลับมาของ EXO ตลอดหลายปี พลาดโอกาสเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาสำคัญครั้งนี้ แม้ว่าผู้จัดจะประกาศเปิดจำหน่ายที่นั่งเพิ่มเติม กระนั้นก็ตาม ปริมาณบัตรคอนเสิร์ตยังคงไม่เพียงพอสำหรับจำนวนของ EXO-L ชาวไทยอยู่ดี

อย่างไรก็ดี ประเด็นดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกมองข้ามจากเมมเบอร์ของวงเลยแม้แต่น้อย เมื่อเซฮุนพูดทิ้งท้ายเอาไว้ในคอนเสิร์ตวันสุดท้ายว่า “หลังจากคอนเสิร์ตวันแรกจบไป ผมก็ถามบริษัทไปว่า EXO-L ชาวไทยเยอะขนาดนี้ ทำไมเล่นคอนเสิร์ตได้แค่ 2 รอบเองล่ะ ก็รอดูกันนะครับ เพราะว่าผมพูดไปแล้ว รอดูกันเนอะ”

มาจนถึงตอนนี้ ผู้เขียนยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งและอัศจรรย์ใจเหลือเกินต่อความมั่นคง ความเหนียวแน่น และความรักที่ EXO-L มีให้กับ EXO และเมมเบอร์ทุกคนมาตลอดช่วงเวลาค่อนทศวรรษ

เมื่อพยายามหาคำตอบเพื่อคลายข้อสงสัยต่อประเด็นนี้ ผู้เขียนใช้เวลาขบคิด พร้อมมองย้อนชีวิตของตนเองในฐานะ EXO-L ตลอดเวลา 14 ปีที่ผ่านมา จึงได้คำตอบว่า

“เพราะรู้สึกอยู่ตลอดว่า ศิลปินที่เรารัก ก็กำลังมอบความรักที่จริงใจและบริสุทธิ์กลับคืนมาให้อยู่เสมอนี่เอง”

“โชคดีจังที่ได้เป็น EXO-L”

สุดท้ายนี้ หวังว่า EXO ทุกคนจะยังคงมีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ เปล่งประกายบนเวทีให้แฟนคลับได้มองเห็นไปอีกนานแสนนาน แล้วในอนาคต ขอให้เราได้กลับมาเจอกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาทั้ง 9 คนเลยนะ

ที่มา:

-https://x.com/EXOPlanetBKK

-https://www.youtube.com/watch?v=QVUbHZf0HCc

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...