ดัดหลังนักกินหัวคิวทำบัตรแรงงานต่างด้าว ‘จุลพันธ์’ เร่งแก้ปัญหาคิวยาว จ่อเปิดจดทะเบียนใหม่อีกระลอก
ดัดหลังนักกินหัวคิวทำบัตรแรงงานต่างด้าว หลังฉวยโอกาสงาบผลประโยชน์จากความชักช้าของระบบ e-WorkPermit “จุลพันธุ์” เตรียมขึ้นทะเบียนใหม่อีกระลอกหลังพบหลุดจากระบบจำนวนมาก
20 มิถุนายน 2569 - น.ส.สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้ประสานงานมูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ตนพร้อมนายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ สมาชิกสหภาพสมานฉันท์แรงงานข้ามชาติ MWSC ได้เข้าพบหารือกับนายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยได้หยิบยกประเด็นเรื่อง e-WorkPermit (ระบบให้บริการออกใบอนุญาตทำงานอิเล็กทรอนิกส์สำหรับคนต่างด้าวของกรมการจัดหางาน) ของแรงงานข้ามชาติที่กำลังมีปัญหา
เนื่องจากระบบที่ยุ่งยากซับซ้อน ใช้เอกสารจำนวนมาก ระยะเวลาดำเนินการล่าช้า แรงงานต้องหาคิวต่างจังหวัดจำนวนมาก การทำ e WorkPermit ต้องมีบัตรคิวนัดหมาย ที่สำคัญคือ มีกระบวนการแสวงหาผลประโยชน์จากค่าคิว ทำให้มีแรงงานหลุดจากระบบกลไกการขึ้นทะเบียนจำนวนมาก ส่งผลกผลกระทบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับสิทธิ์ประโยชน์ การเข้าถึงบริการต่างๆ เช่น เปิดบัญชี การแจ้งเกิดบุตร การซื้อซิมการ์ด
น.ส.สุธาสินีกล่าวว่า ผู้ใช้แรงงานได้เรียกร้องให้มีการทบทวนระบบ e work permit โดยตั้งคณะทำงานเพื่อทำยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานทั้งระบบ และมีมาตรการคุ้มครองชั่วคราวหรือนิรโทษกรรมระหว่างการดำเนินการ ซึ่งนายจุลพันธุ์เห็นว่าจะเร่งแก้ปัญหาโดยจะทำให้ระบบคิวไม่มีคุณค่าด้วยการทำใบแทนที่มีศักดิ์และสิทธิ์ให้ เพื่อตัดปัญหาเรื่องคิวยาว ขณะเดียวกันจะเปิดจดทะเบียนใหม่อีกครั้ง
นายอดิศร เกิดมงคล กล่าวว่า ได้หารือปัญหาระบบการจองคิวทำบัตรประจำตัวแรงงานต่างด้าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อแรงงานโดยตรง โดยพบว่าหลายพื้นที่มีระยะเวลารอคิวยาวนาน เช่น จังหวัดสมุทรสาคร มีแรงงานจำนวนมากไม่สามารถดำเนินการทำบัตรได้ตามกำหนด บางกรณีต้องรอคิวไปจนถึงปีถัดไป หรือจำเป็นต้องเดินทางไปดำเนินการในจังหวัดอื่น เช่น แรงงานจากสมุทรสาครต้องไปจองคิวที่แม่สอด ส่งผลให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายและความไม่สะดวกแก่แรงงาน และปัญหานี้ยังส่งผลต่อการเข้าถึงสิทธิประกันสังคม เนื่องจากแรงงานบางส่วนไม่สามารถใช้เอกสารยืนยันสถานะการทำงานเพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งนายจุลพันธุ์รับทราบปัญหาและชี้แจงว่า สาเหตุสำคัญมาจากระบบเอกสารชั่วคราว (ใบแทนการทำงาน) ที่ปัจจุบันไม่มีการระบุเลขประจำตัวคนต่างด้าว ซึ่งแตกต่างจากเอกสารเดิม ส่งผลให้แรงงานจำเป็นต้องเร่งดำเนินการทำบัตรประจำตัว และเกิดปัญหาคอขวดในระบบการให้บริการ
นายอดิศรกล่าวว่า ในเบื้องต้นกระทรวงแรงงานมีแนวทางให้ใช้ใบแทนการทำงานที่มีข้อมูลครบถ้วนเป็นเอกสารยืนยันตัวตนและสถานะการทำงานไปพลางก่อน เพื่อลดความจำเป็นในการเร่งทำบัตร และลดปัญหาค่าใช้จ่ายหรือค่าหัวคิวที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งมีรายงานว่าสูงถึงประมาณ 2,000 บาทต่อราย โดยรัฐมนตรีคาดว่าจะสามารถปรับปรุงระบบและดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนหน้า สำหรับข้อพิพาทระหว่างบริษัทผู้ดำเนินการระบบกับหน่วยงานภาครัฐนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเห็นว่าเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาตามข้อกฎหมายและต้องหารือร่วมกันในรายละเอียดต่อไป
นายอดิศรกล่าวว่า อีกประเด็นหนึ่งที่หารือกันคือแรงงานที่หลุดออกจากระบบ เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการจ้างงานหรือขึ้นทะเบียนได้ทันกำหนด โดยนายจุลพันธุ์ระบุว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดให้มีการขึ้นทะเบียนใหม่ โดยจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบาย อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลว่าหากใช้ระบบเดิม อาจเกิดปัญหาเดิมซ้ำอีก จึงต้องพิจารณาแนวทางปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพและสะดวกมากขึ้น
“เท่าที่ได้หารือกับรัฐมนตรีเมื่อวันก่อน ระยะสั้นคือการเปิดให้ขึ้นทะเบียนใหม่เพื่อเพิ่มจำนวนแรงงานเข้าสู่ระบบ ส่วนในระยะยาวจำเป็นต้องวิเคราะห์ความต้องการแรงงานในแต่ละภาคส่วน เนื่องจากลักษณะการจ้างงานแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ภาคเกษตรกรรมมีการจ้างงานตามฤดูกาลและระยะสั้น หากใช้ระบบปัจจุบัน แรงงานอาจกลับเข้าสู่สถานะผิดกฎหมายเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาจ้างงาน จึงได้เสนอให้พิจารณาแนวทางคล้ายภาคประมง ที่เปิดโอกาสให้แรงงานสามารถทำงานกับนายจ้างได้มากกว่าหนึ่งราย หรือมีรูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะการทำงานจริงในภาคเกษตร”นายอดิศร กล่าว
นายอดิศรกล่าวว่า อีกประเด็นที่หารือคือแรงงานสัญชาติเมียนมาที่ครบกำหนดระยะเวลาการทำงาน 4 ปี ซึ่งมีจำนวนประมาณ 400,000–500,000 คน โดยส่วนใหญ่ไม่ประสงค์เดินทางกลับประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ภายในเมียนมายังมีความไม่แน่นอน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีแนวคิดให้ดำเนินการในลักษณะใกล้เคียงกับการต่ออายุ MOU ภายในประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศ และอาจกำหนดจุดให้บริการเฉพาะสำหรับการยื่นเอกสารและดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ
นายอดิศรกล่าวว่า ได้เสนอเพิ่มเติมว่าควรจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่แรงงานจำนวนมาก โดยให้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการครบทุกขั้นตอนในจุดเดียว ซึ่งรัฐมนตรีรับข้อเสนอดังกล่าวไว้เพื่อพิจารณาในคณะกรรมการนโยบายต่อไป