โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

คำเตือนจากจีนถึงไทย ถ้าเด็กเกิดใหม่มีน้อย ประเทศชาติจะด้อยนวัตกรรม

The Better

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER

เจมส์ เหลียง (James Liang) หรือ เหลียงเจี้ยนจาง (梁建章) ประธานของ Trip.com Group และเคยเป็นอดีตซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Trip.com Group แสดงความเห็นเหี่ยวกับอนาคตของจีนและอัตราการเกิดของประชากรจีนอีกครั้ง และครั้งนี้ชาวโลกจะต้องเงี่ยหูฟังให้ดี

เหลียงเจี้ยนจาง ไม่ใช่แค่หัวเรือใหญ่ของ Trip.com ซึ่งเป็นเป็นหนึ่งในบริการท่องเที่ยวออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่านั้น แต่เขายังเป็นนักสังคมศาสตร์มืออาชีพ โดยเป็นศาสตราจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจกวงหัว มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (北京大学光华管理学院) โดยทำการวิจัยด้านประชากรศาสตร์และสังคมศาสตร์ และเขาแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับนโยบายประชากรของจีนมาตั้งแต่ปี 2012

ก่อนที่จะเข้าเรื่องก็คือ "คำเตือน" ล่าสุดของเขาเกี่ยวกับทิศทางด้านประชากรศาสตร์ในจีน เราควรจะมาทำความคุ้นเคยกับทัศนะของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้กันก่อน ซึ่งไม่มีแหล่งข้อมุลไหนจะดีไปกว่าที่ทำงานของเขา คือ คณะบริหารธุรกิจกวงหัว

เมื่อปี 2020 เขาแสดงทัศนะในงาน China Develpoment 2020: Reform & Growth หรืองานประชุมปีใหม่กวงหัว มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ครั้งที่ 17 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2020 ว่าเอาไว้ว่า "การบังคับใช้นโยบายบุตรสองคนอย่างเต็มรูปแบบเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับนโยบายประชากรของจีน แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของจุดเปลี่ยนในการปฏิรูปนโยบายประชากรของจีนในอนาคต การลงทุน 1% ถึง 5% ของ GDP ในการส่งเสริมการมีบุตรเป็นสิ่งที่ควรทำ"

"ในมุมมองของเหลียงเจี้ยนจาง แม้ว่านโยบายจำกัดจำนวนบุตรสองคนจะผ่อนคลายลง แต่ราคาบ้านที่สูงและความยากลำบากในการเข้าเรียนในโรงเรียนจะทำให้ผู้คนไม่กล้ามีลูกคนที่สอง

“เมื่อพิจารณาถึงสถานะการพัฒนาของจีนในปัจจุบัน รวมถึงระดับความเป็นเมือง แม้ว่าจะยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมด อัตราการเกิดในปัจจุบันก็ยังคงต่ำกว่าระดับที่จดทะเบียนไว้คือสองคนต่อคู่ อัตราการเกิดของจีนในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.2% เท่านั้น ผลของการมีบุตรคนที่สองอาจเพิ่มจำนวนเด็กอีกหนึ่งหรือสองล้านคนในแต่ละปี อาจถึง 1.4% หรือ 1.5% ความเป็นเมืองที่เพิ่มขึ้นจะทำให้อัตราการเกิดลดลง และแม้จะเปิดเสรีอย่างสมบูรณ์ ก็จะมีคนจำนวนน้อยมากที่จะมีลูกคนที่สาม” เหลียง เจียนจางกล่าว

"เหลียงเจี้ยนจางเชื่อว่าจีนยังมีพื้นที่เหลือเฟือสำหรับการปรับจำนวนประชากรในอนาคต และรัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของต่างประเทศ หลายประเทศทั่วโลกมีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำ โดยเฉพาะในยุโรป ประเทศเหล่านี้มักมีนโยบายต่างๆ เพื่อส่งเสริมการมีบุตร โดยทั่วไปจะจัดสรร 1% ถึง 5% ของ GDP เพื่อสนับสนุนครอบครัวที่เลี้ยงดูบุตร ซึ่งคิดเป็นประมาณ 200-300 ยูโรต่อเดือน เมื่อเร็วๆ นี้ อัตราการเจริญพันธุ์ในกลุ่มประเทศนอร์ดิกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจีนอาจจำเป็นต้องมีความพยายามและความมุ่งมั่นในระดับเดียวกันในอนาคต"

ทัศนะของเหลียงเจี้ยนจางไม่ใช่การพูดลอยๆ ของคนที่อยากจะพูดอะไรก็พูด เพราะเขาเป็นถึงอาจารย์เฉพาะด้านเรื่องประชากรศาสตร์ และยิ่งเขาเป็นนักธุรกิจ (ที่ต้องอาสัยกำลังซื้อของจำนวนประชากรมากๆ) เขายิ่งมีความชอบธรรมที่จะเสนอแนวทางแก้ๆไขปัญหาของประเทศ

เราจะเห็นว่าเขาเป็นห่วงเรื่องที่จีนมีอัตราการเกิดน้อยลง สาเหตุเพราะ "ความเป็นเมือง" พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งคนอยู่ในเมือง ยิ่งเป็นชนชั้นกลาง ยิ่งมีค่าใช้จ่ายมากแต่รายได้เพิ่มไม่เร็ว ทำให้คนเมืองตัดสินใจที่จะไม่มีลูก และในเมืองปัจจัยสำคัญคือรายได้ รัฐควรจะจัดงงบประมาณในอัตราส่วนที่สูงพอสมควรจาก GDP เพื่อนำเงินมาเป็นแรงจูงใจให้คนมีลูก

1% ถึง 5% ของ GDP นั้นไม่ใช่น้อยๆ เพราะ 1% ก็ปาเข้าไป 208,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว

ประเทศไทยควรรับฟังแนวคิดนี้ไว้เช่นกัน เพราะเราอยากจะแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ "แต่ไม่ลงทุนไม่ได้" เช่น ขอร้องด้วยปากเปล่า หรือให้เงินอั่งเปานิดๆ หน่อยๆ กับครอบครัวที่มีลูก แบบนี้ใครจะอยากผลิตลูกกันเล่า?

มันต้องอัดกับแบบ 1% ถึง 5% ของ GDP อย่างที่เหลียงเจี้ยนจางเสนอไป

อีกประเด็นหนึ่งเป็นเร่ื่องเฉพาะของจีน นั่นคือ ความไม่ยืดหยุ่นของ 'ฮู่จี๋' (户籍) หรือ 'ฮู่โข่ว' (户口) หรือระบบทะเบียนราษฎร์ ที่ขึ้นชื่อว่า 'ตึง' อย่างมากและกระทบต่อการเคลื่อนที่ของประชากร นั่นคือเมื่อมีอฮู่โข่วอยู่ที่ไหนแล้ว จะต้องไปจัดการทะเบียนที่นั่น ซึ่งจะกระทบต่อการทำงานข้ามถิ่นหรือแม้แต่การศึกษาข้ามถิ่น นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนอยากมีลูกกันน้อย

เขาบอกว่า "นอกจากนี้ การปฏิรูปทะเบียนราษฎรก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน" และวิเคราะห์ว่า "ประเทศพัฒนาแล้วมีประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จอีกอย่างหนึ่งคือ การดูแลเด็กและการลงทะเบียนเรียนนั้นสะดวกมาก อย่างไรก็ตาม ในเมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง ผู้อพยพที่โดดเด่นหลายคน รวมถึงแรงงานข้ามชาติ ไม่สามารถได้รับสิทธิ์การอยู่อาศัยในปักกิ่งได้เนื่องจากนโยบายทะเบียนราษฎรในปัจจุบัน มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ทำได้"

“ผมคิดว่าคนเหล่านี้ควรเป็นชนชั้นนำที่สามารถอาศัยอยู่ในปักกิ่งได้ พวกเขาควรมีความสามารถสูง มีความอดทนสูง หรือมีความทะเยอทะยานสูงมาก หากคนเหล่านี้สามารถอาศัยอยู่ในปักกิ่งและเสียภาษีได้แล้ว ทั้งในแง่ของความยุติธรรมและผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต เราควรจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีให้แก่บุตรหลานของพวกเขาในการเข้าเรียนและอนุบาล ดังนั้นนี่จึงเป็นประเด็นที่เราต้องพิจารณาในอนาคต” คำพูดที่แฝงอารมณ์ขันเล็กน้อยเหล่านี้เผยให้เห็นความคาดหวังของเหลียงเจี้ยนจางเกี่ยวกับการปฏิรูปทะเบียนราษฎร" (ที่มาจาก 梁建章:中国花GDP1%到5%的力度鼓励人口生育是可取的/北京大学光华管理学院)

ปัญหาความไม่ยึดหยุ่นของ 'ฮู่โข่ว' เป็นเรื่องจำเพาะของจีน แต่เราคนไทยสามารถรับฟังปัญหานี้แล้วเอามาขบคิดถึงอุปสรรคในมิติของเราได้ว่า ในแง่ของทะเบีนราษฎร์และการข้ามถิ่น มันมีอุปสรรคอะไรบ้างที่ทำให้คนอยากมีลูกน้อยลง หนรือมีลูกแล้วถูกขัดขวางจากระบบราชการทำให้ประชากรที่เกิดใหม่มีคุณภาพไม่ถึงเป้า

พูดถึงคุณภาพของประชากรและการเกิดที่ลดลง คราวนี้เราจะมาเข้าเรื่องกันเสียที

เมื่อเร็วๆ นี้ เหลียงเจี้ยนจางให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Fortune ว่า ในเศรษฐกิจที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การที่ไม่สามารถเพิ่มอัตราการเกิดได้ อาจทำให้ศักยภาพด้านนวัตกรรมในระยะยาวอ่อนแอลง เพราะ "เขาเชื่อว่าขนาดของประชากรมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการพัฒนาทางเทคโนโลยี และประชากรที่ลดลงไม่เพียงแต่จะลดจำนวนบุคลากรที่มีความสามารถเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถของสังคมในการจับทิศทางของนวัตกรรมอีกด้วย" (จากการรายงานของ The Points สื่อในฮ่องกง)

ก่อนหน้านี้ เหลียงเจี้ยนจางมีแนวคิดที๋โดดเด่นเรื่อง 'นวัตกรรมนิยม' (创新主义) หรือ Innovationism ซึ่งยังเป็นหนังสือชื่อเดียวกันที่เขียนโดยเขาเองเมื่อปี 2024 โดยมีแนวคิดหลักอยู่ที่การชี้ให้เห็นึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างประชากรและนวัตกรรมอย่างละเอียด

เขาชี้ว่า นวัตกรรมมีผลกระทบจากขนาดประชากรอย่างมาก และปริมาณและคุณภาพของประชากรเป็นรากฐานของนวัตกรรม ในขณะที่อัตราการเกิดต่ำจะบั่นทอนศักยภาพด้านนวัตกรรมในอนาคตอย่างร้ายแรง

เขากล่าวว่า "ดังที่ผมได้วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ 'นวัตกรรมนิยม' ของผม ประวัติศาสตร์การพัฒนาของมนุษย์นั้นโดยพื้นฐานแล้วคือประวัติศาสตร์ของนวัตกรรมทางเทคโนโลยี และความเชื่อมโยงระหว่างความมั่งคั่งและนวัตกรรมก็ใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความก้าวหน้าของยุคสมัย ในยุคเกษตรกรรม ความมั่งคั่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับที่ดิน ในยุคอุตสาหกรรม ความมั่งคั่งส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำมัน อย่างไรก็ตาม ในศตวรรษที่ 21 ความมั่งคั่งและอำนาจของชาติขึ้นอยู่กับความสามารถด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเป็นหลัก"

"นวัตกรรมต้องอาศัยประชากรและการเชื่อมต่อ: นวัตกรรมเกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างผู้คนที่มีความรู้ความสามารถจำนวนมาก ดังนั้น ศักยภาพด้านนวัตกรรมของประเทศจึงขึ้นอยู่กับไม่เพียงแต่ขนาดประชากรเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของประชากร ตลอดจนปริมาณการสื่อสารภายในและภายนอกประเทศด้วย ความสามารถของประชากรหมายถึงความสามารถเฉลี่ยของแต่ละบุคคลในประชากร ซึ่งรวมถึงพรสวรรค์ การศึกษา ประสบการณ์ พลังงาน ทักษะการสื่อสาร และความสามารถในการรับความเสี่ยง เป็นต้น ปริมาณการสื่อสารภายในและภายนอกประเทศหมายถึงความสะดวกในการสื่อสารระหว่างประเทศกับโลก ซึ่งครอบคลุมการแลกเปลี่ยนในรูปแบบต่างๆ เช่น ข้อมูล สินค้า และเงินทุน เปรียบเทียบได้ว่า สังคมมนุษย์เปรียบเสมือนสมอง และแต่ละบุคคลเปรียบเสมือนเซลล์ประสาท ยิ่งมีเซลล์ประสาทมาก (เช่น ประชากรมาก) เซลล์ประสาทก็จะยิ่งทำงานมากขึ้น (เช่น ความสามารถของแต่ละบุคคลจะแข็งแกร่งขึ้น) และยิ่งมีการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทมากขึ้น (เช่น การสื่อสารภายในและภายนอกประเทศที่ราบรื่น) สมองก็จะยิ่งพัฒนามากขึ้น หากแสดงเป็นสูตร จะได้ดังนี้:

ศักยภาพในการสร้างนวัตกรรม = ขนาดประชากร × ศักยภาพของประชากร × (ปริมาณการสื่อสารภายใน + ปริมาณการสื่อสารภายนอก)

"ประการแรก ประชากรที่มากขึ้นโดยทั่วไปหมายถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มากขึ้น หรือที่เรียกว่าผลกระทบจากขนาด ประชากรจำนวนมากหมายถึงทั้งตลาดที่ใหญ่กว่าและแหล่งรวมผู้มีความสามารถที่มากขึ้น บริษัทสตาร์ทอัพในประเทศที่มีประชากรมากสามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณมากเร็วกว่า ทำให้พวกเขาสามารถขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็วหลังจากประสบความสำเร็จในตลาดภายในประเทศ ข้อได้เปรียบของผู้บุกเบิกนี้เห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษในด้านอินเทอร์เน็ตและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งผู้ใช้จำนวนมากมีส่วนร่วมในนวัตกรรม และปรับปรุงอัลกอริทึมอย่างต่อเนื่องผ่านการใช้งานของพวกเขา กล่าวโดยสรุป ผู้ใช้มากขึ้นหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ดียิ่งขึ้น ผู้ใช้มากขึ้นหมายถึงเนื้อหาที่หลากหลายยิ่งขึ้น ดังนั้น เมื่อแพลตฟอร์มโซเชียล เครื่องมือค้นหา หรืออัลกอริทึม AI ประสบความสำเร็จในระดับใหญ่ในประเทศขนาดใหญ่ พวกเขาสามารถแซงหน้าบริษัทสตาร์ทอัพในประเทศขนาดเล็กได้มาก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัทแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตที่ร่ำรวยที่สุดในโลกส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงมาจากประเทศที่มีประชากรมาก เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน"

"ประการที่สอง ศักยภาพด้านประชากรในสูตรนั้นครอบคลุมมิติต่างๆ เช่น การศึกษา ประสบการณ์ และอายุ ในบรรดามิติเหล่านี้ ศักยภาพด้านนวัตกรรมมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอายุของประชากร สังคมผู้สูงอายุประสบกับความเสื่อมถอยอย่างมากในด้านพลังแห่งนวัตกรรม เพราะเมื่อคนวัยกลางคนและผู้สูงอายุจำนวนมากครอบงำเศรษฐกิจ คนหนุ่มสาวจะขาดประสบการณ์ การเชื่อมโยง และอิทธิพลที่เพียงพอ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลให้โอกาสในการเลื่อนตำแหน่งมีจำกัด และลดทอนความกระตือรือร้นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการ นี่คล้ายกับญี่ปุ่นในทศวรรษ 1990 ที่ผลกระทบจากสังคมผู้สูงอายุส่งผลให้พลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการและนวัตกรรมของสังคมโดยรวมลดลงอย่างมาก"

"ประการที่สาม เราต้องพิจารณาทั้งการแลกเปลี่ยนภายในและภายนอกประเทศ การแลกเปลี่ยนภายนอกประเทศหมายถึงความเข้มข้นของการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ในขณะที่การแลกเปลี่ยนภายในประเทศหมายถึงความเข้มข้นของการแลกเปลี่ยนภายในประเทศ การเพิ่มการแลกเปลี่ยนภายในประเทศสามารถทำได้โดยการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่น ซึ่งก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า 'ผลกระทบของการรวมกลุ่ม' การเพิ่มการแลกเปลี่ยนภายนอกจำเป็นต้องรักษาความเปิดกว้างในการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การทำให้การแลกเปลี่ยนบุคลากรเป็นไปอย่างราบรื่น หรือที่เรียกว่า 'ผลกระทบจากการเคลื่อนย้าย'"

"นวัตกรรมต้องการการสนับสนุนด้านนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายที่สนับสนุนการมีบุตรและการเปิดกว้าง: ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนตกอยู่ในกับดักอัตราการเกิดต่ำ โดยมีอัตราการเกิดเพียงครึ่งหนึ่งของระดับทดแทนประชากร เนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น จำนวนสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่ลดลง และความตั้งใจที่จะมีบุตรต่ำในหมู่คนรุ่นใหม่ คาดว่าอัตราการเกิดและจำนวนประชากรเกิดใหม่ของจีนจะลดลงอีกในอนาคต"

"อัตราการเกิดต่ำอย่างต่อเนื่องไม่เพียงแต่ทำให้ภาระทางสังคมในการดูแลผู้สูงอายุรุนแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเชิงลบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและนวัตกรรมอีกด้วย การลดลงของอัตราการเกิดจะนำไปสู่การลดลงอย่างมากของจำนวนประชากรวัยหนุ่มสาวของจีนในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ซึ่งจะพลิกผันข้อได้เปรียบในอดีตด้านขนาดและวัยหนุ่มสาว และลดทอนศักยภาพด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีของจีนอย่างรุนแรง"

"การลดลงของศักยภาพด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีจะฉุดรั้งเศรษฐกิจและความแข็งแกร่งโดยรวมของชาติจีนลง ด้วยการมาถึงของยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) งานต่างๆ จะถูกแทนที่ด้วย AI มากขึ้นเรื่อยๆ และประเทศหรือบริษัทที่สามารถสร้างระบบ AI ที่ล้ำหน้าที่สุดจะได้รับผลกำไรมหาศาล ดังนั้น การกระจายความมั่งคั่งทั่วโลกจะยิ่งมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้น โดยประเทศที่สร้างระบบ AI จะได้รับความได้เปรียบทางเศรษฐกิจอย่างมากเหนือกว่าประเทศที่เพียงแค่ใช้งานระบบเหล่านั้น" (จาก 梁建章:从《创新主义》解读2025年经济学诺奖)

เพื่อแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำที่จะฉุดรั้งการเกิดต่ำของนวัตกรรม เหลียงเจี้ยนจางจึงเสนอแนะให้รัฐแจกเงินอุดหนุน การลดหย่อนภาษี การเพิ่มศูนย์ดูแลเด็ก การส่งเสริมการลาคลอดที่เท่าเทียมกันสำหรับชายและหญิง การจ้างพี่เลี้ยงเด็กชาวต่างชาติ การส่งเสริมการทำงานที่ยืดหยุ่น การเปิดโอกาสให้ใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ และการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว ดังที่เขาเสนอว่า "เราเสนอให้เงินอุดหนุนรายเดือน 1,000 หยวนสำหรับบุตรคนแรก 2,000 หยวนสำหรับบุตรคนที่สอง พร้อมลดเบี้ยประกันสังคมและภาษีเงินได้ลง 50% และเงินอุดหนุนรายเดือน 3,000 หยวนสำหรับบุตรคนที่สามหรือคนต่อๆ ไป พร้อมยกเว้นเบี้ยประกันสังคมและภาษีเงินได้ทั้งหมด ระดับการลงทุนควรได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเกิด"

นี่คือแนวคิดพื้นฐานเรื่องนวัตกรรมนิยมและจำนวนประชากรที่สัมพัธกันของเหลียงเจี้ยนจาง

ในการสัมภาษณ์ล่าสุดเขาก็ยังย้ำว่าอัตราการเกิดต่ำจะมีผลต่อนวัตกรรมแน่นอน และยังกระทบต่อการพัฒนา AI ด้วย เขาชี้ว่า “เราต้องการคนมากขึ้น มิฉะนั้นเราก็จะมอบอำนาจการควบคุมให้กับ AI ไปโดยปริยาย” เพราะเมื่อประเทศมีประชากรน้อยลงก็จะนำไปสู่การใช้งาน AI มากขึ้น แต่นั่นอาจนำไปสู่ความลักลั่นอีกระดับคือ การที่เราพึ่ง AI อย่างมากเกินไปจนทำให้เราควบคุมมันไม่ได้ และการใช้ AI มากเกินไปยังกระทบต่อการจ้างงานคนหนุ่มสาว (ที่แม้จะมีน้อยลง แต่ก็เริ่มจะหางานยากเพราะ AI เช่นกัน)

ความไม่สมดุลของการใช้ AI แบบนี้ยิ่งจะลดความตั้งใจที่จะมีบุตรลงไปอีก

เขายังเตือนถึงผลกระทบด้านภูมิรัฐศาสตร์ด้วยว่า "แม้ว่าสหรัฐฯ จะปิดล้อมและปราบปรามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ความแข็งแกร่งทางเทคโนโลยีของจีนก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่เป็นผลมาจากจำนวนนักวิจัยและขนาดตลาดที่มหาศาลของจีน การสูญเสียความได้เปรียบด้านประชากรศาสตร์นี้อาจทำให้กลยุทธ์การปิดล้อมของสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จ ส่งผลให้จีนกลายเป็นผู้ใช้เครื่องมือ AI แทนที่จะเป็นผู้สร้าง ซึ่งจะทำให้จีนเสียเปรียบอย่างมากในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการกระจายความมั่งคั่งในระดับโลก" (จาก 梁建章:从《创新主义》解读2025年经济学诺奖)

นี่เป็นคำเตือนจากนักธุรกิจชั้นนำของโลกและยังเป็นนักประชากรศาสตร์ชั้นนำของจีน ซึ่งไม่เพียงเสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างแหลมคมให้กับประเทศของเขาเท่านั้น แต่ไทยเรายังสามารถรับฟังและนำมาศึกษาเพื่อปรับใช้กับปัญหาของเราด้วย

เช่นสูตร"ศักยภาพในการสร้างนวัตกรรม = ขนาดประชากร × ศักยภาพของประชากร × (ปริมาณการสื่อสารภายใน + ปริมาณการสื่อสารภายนอก)" ที่เขาเสนอในหนังสือ 'นวัตกรรมนิยม' ซึ่งแต่ละสมการต่างก็เป็นแนวทางแก้ไขปัยหาอัตราการเกิดต่ำโดยตัวมันเอง เช่น 'ปริมาณการสื่อสารภายนอก' ซึ่งหมายถึงการเปิดประเทศจีนให้ก้วางขึ้นเพื่อสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก เพื่อดึงคนเก่งจากภายนอกเข้ามา คนเก่งจากภายนอกเหล่านี้จะช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปจากประชากรหดตัวได้

บทความนี้ผมให้พื้นที่กับงานเขียนของเหลียงเจี้ยนจางเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะเห็นว่าเขาเป็นคนเก่งที่คนไทยเราควรจะรู้จักไว้ ในวันที่ประเทศเรากำลังเจอปัญหาแบบจีน คือ อัตราการเกิดต่ำและคนแก่เต็มประเทศ

แต่เรามีปัญหาที่หนักกว่าจีนอีกก็คือ นวัตกรรมของเราไม่ได้รุดหน้าไปไหน

ดังนั้น หากไทยไม่เร่งหา 'โซลูชั่น' ให้กับวิกฤตนี้ผมเกรงว่าประเทศเราจะหายไปทั้งคน หายไปทั้งความคิดสร้างสรรค์ กลายเป็นประเทศที่ไม่เหลืออะไรไว้ให้อนาคตอีก

ดังนั้น เรามาศึกษาทัศนะของผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกไทยกันบ้าง เผื่อเราจะมีทางออกที่พอจะเป็นความหวังได้บ้างให้กับประเทศ

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - เด็กหญิงคนหนึ่งกำลังเล่นกับหุ่นยนต์ระหว่างการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC) ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมเซี่ยงไฮ้เวิลด์เอ็กซ์โป เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 (Photo by Hector RETAMAL / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...