โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สวพส.พลิกบ้านหนองเขียว แม่ฮ่องสอน ต้นแบบเกษตรอินทรีย์พื้นที่สูง สร้างรายได้ยั่งยืน

สยามรัฐ

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สวพส. ขยายผลองค์ความรู้โครงการหลวง พัฒนาบ้านหนองเขียว จ.แม่ฮ่องสอน สู่ต้นแบบเกษตรอินทรีย์แปลงใหญ่บนพื้นที่สูง แก้ปัญหาความยากจน สร้างอาชีพมั่นคง พร้อมส่งเสริมชุมชนใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ปัจจุบัน 138 ครัวเรือนร่วมปรับระบบผลิต สร้างรายได้กว่า 2.4 ล้านบาท

วันที่ 13 ก.ค.69 สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. เดินหน้าขยายผลองค์ความรู้จากโครงการหลวงสู่การพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง โดยบูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยโป่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นโซ้ข้อกลาง ขับเคลื่อนโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบมุ่งเป้าในพื้นที่บ้านหนองเขียว ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ภายใต้แนวคิด “แก้ที่ปาก ได้ที่ป่า” จนสามารถยกระดับชุมชนที่เคยประสบปัญหารายได้ไม่มั่นคงและการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เหมาะสม สู่ต้นแบบเกษตรอินทรีย์บนพื้นที่สูงของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยบ้านหนองเขียวเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายสำคัญที่จังหวัดผลักดันการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การทำงานร่วมกับ สวพส. ทำให้เกิดการนำองค์ความรู้จากโครงการหลวงมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน ทั้งด้านการวางแผนการใช้ที่ดิน การพัฒนาแหล่งน้ำ การปรับระบบการผลิต และการสร้างอาชีพทางเลือกที่เหมาะสมกับพื้นที่ ช่วยให้ชุมชนมีรายได้มั่นคงขึ้น พร้อมกับดูแลป่าและทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมกัน

บ้านหนองเขียวเป็นชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอบนพื้นที่สูงของตำบลห้วยโป่ง ก่อนเริ่มโครงการ ชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกพืชไร่และทำไร่หมุนเวียน มีรายได้ไม่เพียงพอ ขาดอาชีพทางเลือก และยังไม่มีการวางแผนใช้พื้นที่เกษตรอย่างชัดเจน แม้ชุมชนจะมีต้นทุนน้ำที่ดี แต่ยังขาดการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำในบางช่วงของปี

ในปี 2566 สวพส. และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ร่วมกันสำรวจข้อมูลครัวเรือนและจัดทำแผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดินรายแปลง เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและศักยภาพของพื้นที่ ก่อนนำข้อมูลมาจัดทำแผนชุมชนและ Master Plan ร่วมกับชุมชน อบต.ห้วยโป่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นกรอบพัฒนาพื้นที่ในทิศทางเดียวกัน โดยใช้ข้อมูล งานวิจัย และองค์ความรู้จากการทำงานบนพื้นที่สูงของ สวพส. เป็นฐานในการออกแบบแนวทางพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน

นายเดชธพล กล่อมจอหอ นักวิชาการส่งเสริมและพัฒนา สวพส. กล่าวว่า สวพส. ได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์จากโครงการหลวงมาขยายผลในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งการวางแผนการใช้ที่ดิน การพัฒนาแหล่งน้ำ การปรับระบบเกษตร การส่งเสริมพืชทางเลือกที่เหมาะสมกับพื้นที่สูง การผลิตพืชคุณภาพที่มีตลาดรองรับ ตลอดจนการส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อให้ชุมชนสามารถพัฒนาอาชีพและดูแลทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กันไปได้อย่างยั่งยืน

จุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เกิดจากการส่งเกษตรกรบ้านหนองเขียว 2 คน เข้าร่วมกิจกรรมนักพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน (นพส.) รุ่นที่ 2 ของ สวพส. เพื่อเรียนรู้แนวทางพัฒนาพื้นที่สูงตามแบบโครงการหลวง ก่อนนำความรู้กลับมาปรับใช้และถ่ายทอดต่อในชุมชน จนเกิดการขยายผลอย่างต่อเนื่อง

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สวพส. และภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่ ทั้งการสนับสนุนระบบน้ำ ปรับพื้นที่การเกษตร สนับสนุนโรงเรือนปลูกผัก ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตพืชผัก ไม้ผล และพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มเตรียมสหกรณ์ จากจุดเริ่มต้นเพียง 2 คน ปัจจุบันการขยายผลครอบคลุม 6 กลุ่มบ้าน จำนวน 138 ครอบครัว ที่ร่วมกันปรับเปลี่ยนระบบการผลิตไปสู่การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมี ลดการเผา และใช้พื้นที่การเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผลผลิตสำคัญของชุมชนในปัจจุบัน ได้แก่ ผักอินทรีย์ อะโวคาโด เสาวรสหวาน ถั่วลายเสือ มะม่วง กาแฟ และฟักทองญี่ปุ่น ขณะเดียวกันชุมชนยังพัฒนากลไกการรวมกลุ่มผ่าน “กลุ่มเตรียมสหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงหนองเขียว” ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 57 ราย ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต และส่งเสริมการออมของสมาชิก การพัฒนาคนทุกช่วงวัย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

นายพัลลภ ปัญญา หัวหน้าโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเฉพาะพื้นที่บ้านหนองเขียวและกลุ่มบ้านบริวาร สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) กล่าวว่า กลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ซึ่งเดิมทีมีอาชีพทำไร่หมุนเวียนและปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยทางโครงการได้เข้าไปเปลี่ยนพื้นที่รกร้างว่างเปล่าให้กลายเป็นโรงเรือนปลูกผักอินทรีย์ พร้อมประสานความร่วมมือกับสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดแม่ฮ่องสอนในการเข้าแก้ไขปัญหาดินเป็นกรดรุนแรง (ค่า pH 4.0 - 4.7) จนปัจจุบันสามารถส่งเสริมเกษตรกรได้แล้ว 15 ครัวเรือน รวม 30 โรงเรือน ควบคู่ไปกับการนำองค์ความรู้แบบโครงการหลวงมาถ่ายทอดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบ "กลุ่มเตรียมสหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงหนองเขียว" เพื่อบริหารจัดการระบบตลาดที่แน่นอน ช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่มีรายได้เสริมที่มั่นคงและสามารถพึ่งพาตนเอง และการพัฒนาคนทุกช่วงวัยได้อย่างยั่งยืน

นางรวีวรรณ ชลธารเสาวรส เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงหนองเขียว กล่าวว่า นอกจากการมีพืชทางเลือกและรายได้ที่ดีขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคือการได้รวมตัวกันผ่านกลุ่มเตรียมสหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงหนองเขียว ทำให้ชาวบ้านเริ่มวางแผนการผลิตร่วมกันมากขึ้น จากเดิมที่ต่างคนต่างปลูก ต่างคนต่างขาย ปัจจุบันมีการรวบรวมผลผลิตและคัดคุณภาพร่วมกัน ช่วยให้การบริหารจัดการผลผลิตเป็นระบบมากขึ้น และสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรในการประกอบอาชีพบนพื้นที่ของตนเอง

จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง บ้านหนองเขียวสามารถสร้างรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรรวมกว่า 2.4 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากไม้ผลและกาแฟที่ส่งเสริมไว้เริ่มให้ผลผลิตมากขึ้นทุกปี ปัจจุบันบ้านหนองเขียวกลายเป็นแหล่งผลิตผักอินทรีย์รายใหญ่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเป็นพื้นที่ศึกษาดูงานด้านการปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของจังหวัด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...