บันทึกหน้า 4
ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด ความเคลื่อนไหวของกองเชียร์พรรคเพื่อไทยที่พร้อมใจกันเชิดชู 3 อดีตนายกรัฐมนตรีตระกูลชินวัตร โดยเฉพาะ ทักษิณ ชินวัตร ให้สวมบททูตเศรษฐกิจภาคประชาชน หลังเดินสายพบผู้นำอินโดนีเซียด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัว ถูกพยายามยกระดับให้เป็นภารกิจสำคัญของประเทศ ทั้งที่ไม่มีสถานะหรืออำนาจหน้าที่ใดในนามรัฐบาลไทย ยิ่งเมื่อฝ่ายค้านบางส่วนและนักวิชาการออกมาให้ท้าย ก็ยิ่งถูกตีความว่าเป็นความพยายามวัดกำลังและสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลมากกว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
แต่เมื่อมองให้ลึก จะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการอาศัยชื่อเสียงและเครือข่ายส่วนบุคคลเท่านั้น การพยายามปั่นกระแสให้ดูยิ่งใหญ่จึงไม่ต่างจากการปลุกภาพจำเมื่อกว่า 20 ปีก่อนของกองเชียร์สีแดงและบรรดาแฟนคลับที่ยังไม่ยอมรับความจริงทางการเมืองว่า ประเทศไทยได้ก้าวผ่านยุคที่ทุกอย่างต้องหมุนรอบ ระบอบทักษิณ ไปแล้ว พร้อมบทเรียนต่างๆ
ความจริงทางการเมืองหลังการเลือกตั้งสะท้อนชัดเจนกว่าคำโฆษณาชวนเชื่อ เมื่อประชาชนมอบความไว้วางใจให้พรรคภูมิใจไทยถึง 192 ที่นั่ง จนก้าวขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาลด้วยเสียงสนับสนุนเกือบ 300 เสียง ส่งผลให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่อดีตนายกรัฐมนตรีที่เดินสายพบปะบุคคลต่างประเทศในฐานะส่วนตัว
คำตอบที่ชัดที่สุดมาจากนายกรัฐมนตรี อนุทิน เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งแทบเป็นการปิดประตูทุกความพยายามสร้างภาพว่าทักษิณกำลังทำหน้าที่แทนรัฐบาล โดยระบุว่า “ท่านเคยเป็นผู้นำประเทศในอดีต จะไปพบใครก็เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ไม่ได้ไปในฐานะรัฐบาล” เพียงประโยคเดียวก็เพียงพอที่จะส่งสัญญาณไปถึงทุกฝ่ายว่า ผู้ที่พบกับ ทักษิณ ไม่ใช่ผู้แทนรัฐบาลไทย และไม่ใช่ผู้มีอำนาจตัดสินใจแทนประเทศ
นี่คือเส้นแบ่งที่ชัดเจนที่สุดระหว่างรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยกับรัฐบาลเพื่อไทยในอดีต เพราะหากย้อนดูทั้งยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร ล้วนถูกตั้งคำถามมาตลอดว่ามี นายกฯ ตัวจริง ชักใยหลังฉาก
แต่สำหรับ รัฐบาลอนุทิน ภาพเช่นนั้นไม่เคยเกิดขึ้น เพราะ ทักษิณ ไม่สามารถสั่งการหรือครอบงำ อนุทิน ได้เหมือนที่เคยถูกวิจารณ์กับรัฐบาลในอดีต
ความแตกต่างนี้เองทำให้รัฐบาลปัจจุบันสามารถยืนอยู่บนโครงสร้างอำนาจที่ชัดเจน ขณะที่ผู้นำรัฐบาลในอดีตกลับจบลงด้วยชะตากรรมที่แตกต่างกัน ทั้งการหลบหนีคดีทุจริตจำนำข้าว หรือการพ้นตำแหน่งเพราะมาตรฐานจริยธรรม
ขณะเดียวกัน ผู้ที่น่าเห็นใจที่สุดจากการเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน กลับไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ อ.เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเคยถูกวางตัวให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ลำดับหนึ่งของพรรคเพื่อไทย พร้อมความหวังจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้พรรคหลุดพ้นจากข้อครหาว่าเป็นพรรคของครอบครัวชินวัตร
แต่สุดท้ายทุกอย่างกลับพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อ ทักษิณ และอดีตนายกฯ ในตระกูลชินวัตรกลับออกมาเคลื่อนไหวอย่างโดดเด่น จนกลบรัศมีและลดทอนความสำคัญของ อ.เชน ให้เหลือเพียงนักการเมืองที่แทบไม่มีพื้นที่ยืนในพรรคของตัวเอง จากคนที่ถูกเสนอให้เป็นผู้นำ กลับถูกลดบทบาทจนดูไม่ต่างจาก ผู้ขัดตาทัพ เพราะเมื่อผู้มีอำนาจตัวจริงกลับมามีบทบาท คนที่ถูกสร้างขึ้นมาก็ย่อมหมดความจำเป็นโดยปริยาย
ภาพเช่นนี้ไม่ต่างจากยุค รัฐบาลเศรษฐา ที่ต้องเผชิญข้อครหาว่ามี หลายนายกรัฐมนตรี หรือ พระอาทิตย์หลายดวง จนภาวะผู้นำถูกตั้งคำถามอย่างหนัก และท้ายที่สุดก็ไม่อาจหลีกหนีวิกฤตศรัทธาได้
เมื่อย้อนกลับมาสู่ข้อเท็จจริง การเคลื่อนไหวของ นายใหญ่ อาจสร้างเสียงฮือฮาในโลกโซเชียลและเรียกเสียงปรบมือจากกองเชียร์ได้บ้าง แต่ไม่อาจเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง และความจริงทางการเมือง เพราะชาวบ้านได้ตัดสินผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว จากพรรคที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศกลับมีขนาดเล็กลงต่อเนื่อง มีสภาพต่ำกว่าร้อยเท่านั้น และอยู่แบบเงียบๆ ภายใต้รัฐบาลสีน้ำเงิน โดยมีพรรคกล้าธรรมรอเสียบอยู่.
เสือดำ