โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘ดาวโจนส์’ ร่วงกว่า 200 จุด วิตกตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน กดดันหุ้นชิป

The Bangkok Insight

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ชองสหรัฐ ซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (13 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยที่ "ดาวโจนส์" ร่วงลงกว่า 200 จุดหลังความตึงเครียด "สหรัฐ-อิหร่าน" ปะทุอีกครั้ง ดันราคาน้ำมันพุ่ง กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวลงต่อเนื่อง

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ เคลื่อนไหวล่าสุดที่ 52,390.05 จุด ลดลง 246.96 จุด หรือ 0.47% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่ 7,523.08 จุด ลดลง 52.31 จุด หรือ 0.69% และดัชนีแนสแด็กที่ 25,935.73 จุด ลดลง 345.87 จุด หรือ 1.32%

ดาวโจนส์

ตลาดปรับตัวลง หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ กับอิหร่านในอ่าวเปอร์เซียทวีความรุนแรง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

ตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อิหร่านและสหรัฐ ต่างเปิดฉากโจมตีตอบโต้กัน โดยอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ส่งผลกระทบต่อข้อตกลงชั่วคราวระหว่าง 2 ฝ่าย ที่ลงนามเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายเปิดเส้นทางเดินเรือและยุติสงครามภายใน 60 วันของการเจรจา

ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าปรับตัวขึ้นมากกว่า 3% หลังนักลงทุนประเมินความเสี่ยงต่อการขนส่งพลังงาน โดยดัชนีแนสแด็กซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีเป็นสัดส่วนสูง ปรับตัวลงมากที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป็นกลุ่มที่ถูกขายออกอย่างหนัก

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง กำลังทดสอบความแข็งแกร่งของตลาดหุ้น โดยตลาดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง กับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

หุ้นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำที่ปรับขึ้นแรงในปีนี้ยังคงเผชิญแรงขายต่อเนื่อง โดยหุ้นไมครอน เทคโนโลยี ร่วง 7.2% และหุ้นแซนดิสก์ ลดลง 9.5% ติดอันดับหุ้นที่ปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนีเอสแอนด์พี 500

หุ้น 4 ใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวลดลง โดยกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศลดลง 1.3% มากที่สุด ขณะที่ดัชนีฟิลาเดลเฟีย เซมิคอนดักเตอร์ ลดลง 3.6% และปรับตัวลงแล้วมากกว่า 14% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปลายเดือนมิ.ย.

ตลาดยังจับตาการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยทดสอบความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นสหรัฐ โดยธนาคารรายใหญ่ของวอลล์สตรีทจะเริ่มรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนีเอสแอนด์พี 500 จะเพิ่มขึ้น 23.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน

นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐในวันอังคาร (14 ก.ค.) ซึ่งอาจส่งผลต่อการคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ย รวมถึงถ้อยแถลงด้านนโยบายการเงินครั้งแรกของนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ต่อสภาคองเกรส และการกล่าวสุนทรพจน์ของนายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ กรรมการธนาคารกลางสหรัฐว่าด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X:https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...