EURO เจาะตลาดลักซ์ชัวรี ดันงบโต Double-Digit
#EURO #ทันหุ้น – EURO ปักหมุดรายได้ปี 2569 โต Double-Digit โชว์รูมยักษ์ “Euro Creations T3” ใจกลางทองหล่อ มูลค่า 450 ล้านบาท เตรียมเปิดปลายปี ชูโมเดล One-Stop Luxury Living Destination รวมแบรนด์ลักซ์ชัวรีครบวงจร ดันยอดขายต่อบิลพุ่ง พร้อมรุกตลาดคอนโด Super High-End รับกระแสเศรษฐีทั่วโลกย้ายลงทุน อยู่อาศัยในไทย
นายเควิน กัมบีร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูโร ครีเอชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ EURO ผู้ดำเนินธุรกิจ Luxury Lifestyle and Wellness Living Solutions เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า บริษัทคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปี 2569 ไว้ในระดับ Double-Digit โดยมั่นใจว่าผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกยังเติบโตได้ในระดับดังกล่าว และแนวโน้มครึ่งปีหลังจะยังขยายตัวต่อเนื่อง หลังไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 46.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.07% และมีรายได้รวม366.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
@โชว์รูมใหม่หนุน
สำหรับทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากโชว์รูมที่เปิดให้บริการไปก่อนหน้านี้ ทั้งสาขาภูเก็ตและทองหล่อ ซอย 5 ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า และช่วยผลักดันยอดขายอย่างต่อเนื่อง
อีกปัจจัยสำคัญคือ การเปิดตัวโชว์รูมแห่งใหม่ “Euro Creations T3” บนทำเลใจกลางทองหล่อ ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยถือเป็นโชว์รูมที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท ใช้งบลงทุนประมาณ 450 ล้านบาท มีพื้นที่รวมกว่า 10,000 ตารางเมตร และพื้นที่จำหน่ายสินค้ากว่า 4,000 ตารางเมตร ส่งผลให้บริษัทมีโชว์รูมรวม 10 สาขาทั่วประเทศ
บริษัทมองว่าในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า อาจไม่มีการลงทุนโชว์รูมขนาดใหญ่ในลักษณะเดียวกันอีก แต่จะเน้นการขยายโชว์รูมขนาดเล็กใช้งบลงทุนราว 10-20 ล้านบาท หรือปรับปรุงโชว์รูมเดิมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขาย
นายเควิน กล่าวต่อว่า จุดเด่นของโชว์รูมแห่งใหม่คือการรวบรวมสินค้าเกือบทุกแบรนด์ไว้ในพื้นที่เดียว เพื่อสร้างประสบการณ์การเลือกซื้อแบบครบวงจร(One-Stop Luxury Living Destination) ตั้งแต่ระบบ Smart Home ห้องน้ำ ห้องครัว เฟอร์นิเจอร์ลอยตัว เครื่องเสียงแบรนด์ Bang & Olufsen (B&O) ไปจนถึงที่นอนและหมอนระดับพรีเมียม ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าควบคู่ (Cross Selling) และเพิ่มมูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อหนึ่งลูกค้า
@รุกตลาดไฮเอนด์
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าขยายตลาด B2B ผ่านการจำหน่ายสินค้าให้โครงการคอนโดมิเนียมระดับ Super High-End ในกรุงเทพฯ และจังหวัดภูเก็ต ซึ่งได้รับความนิยมจากกลุ่มนักลงทุนและผู้มีฐานะจากต่างประเทศที่ย้ายเข้ามาพำนักในประเทศไทย โดยเฉพาะในย่านสวนลุมพินีและภูเก็ต
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังคงให้ความสำคัญกับตลาด B2C ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 60% ของรายได้รวม เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ให้อัตรากำไรสูงกว่า ขณะที่ตลาด B2B จะเป็นตัวช่วยเพิ่มปริมาณยอดขายและขยายฐานลูกค้าในระยะยาว
นายเควิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบันต้องพิจารณาเป็นรายเซ็กเมนต์ โดยตลาดระดับกลางถึงระดับล่างยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ แต่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากแรงซื้อของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งทั้งชาวไทยและต่างชาติ ส่งผลให้ความต้องการคอนโดมิเนียมและที่อยู่อาศัยระดับHigh-End ยังอยู่ในระดับสูง และเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะต่อไป