โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ประวัติไม่ธรรมดาของ'อาร์เจนตินา'ในเรื่องเหยียดสีผิวและบูชาลัทธิคนขาวเป็นใหญ่

The Better

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER

สถานการณ์เบื้องหลัง

  • สำนักข่าว BBC รายงานว่า ฟีฟ่า (FIFA ) ได้เปิดการสอบสวนหลังจากมีข้อกล่าวหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติเกิดขึ้นกับ IShowSpeed อินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดียชาวอเมริกัน และแฟนบอลคนหนึ่งระหว่างเกมที่อาร์เจนตินาเอาชนะเคปเวอร์เด 3-2 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม
  • ทั้งนี้ IShowSpeed มีผู้ติดตาม 57 ล้านคนบน YouTube และ 53 ล้านคนบน TikTok นตอนนั้นเขาได้ถ่ายทอดสดการแข่งขันในระหว่างทัวร์นาเมนต์ แต่ในระหว่างนั้นเองเขาถูกแฟนของทีมอาร์เจนตินา ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นผู้หยิง กล่าวถ้อยคำไม่เหมาะสมที่เป็นการเหยียดสีผิวของเขา
  • ในเกมอื่นๆ แฟนบอลชาวอียิปต์และเคปเวอร์เดบางส่วนยังกล่าวหาแฟนบอลชาวอาร์เจนตินาว่ามีพฤติกรรมรุนแรงและเหยียดเชื้อชาติ ขณะที่ ฮอสซัม ฮัสซัน โค้ชของทีมอียิปต์ ชูมือแสดงท่า X ในเกมกับอาร์เจนตินา ซึ่งใมีผู้ชี้ว่านี่คือสัญลักษณ์ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ
  • จากรายงานของ Bein Sport ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2024 ฟีฟ่าได้ยอมรับท่าทาง "X" อย่างเป็นทางการว่าเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบปฏิบัติสำหรับการรายงานเหตุการณ์เหยียดเชื้อชาติที่เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขัน ผู้เล่น โค้ช สมาชิกทีมงานด้านเทคนิค และผู้ตัดสินสามารถใช้สัญญาณนี้เพื่อแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับพฤติกรรมที่อาจเป็นการเลือกปฏิบัติได้

ประวัติการเหยียดของอาร์เจนตินา
ในอาร์เจนตินา อุดมการณ์เหยียดเชื้อชาติที่แพร่หลายได้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของแนวคิดเรื่องความเหนือกว่าของชาวยุโรป อุดมการณ์นี้ส่งเสริมแนวคิดที่ว่าอาร์เจนตินาเป็นประเทศที่มีประชากรเป็นผู้อพยพชาวยุโรป และเป็น bajados de los barcos (ลงจากเรือโดยตรง) ซึ่งหมายถึงผู้อพยพชาวยุโรปที่เดินทางโดยเรือมาถึงที่อาร์เจนตินาและถูกเรียกว่า "ปู่ย่าตายายของเรา" ผู้อพยพชาวยุโรปเหล่านี้ได้สร้างสังคมยุโรปประเภทพิเศษที่ไม่ใช่สังคมละตินอเมริกาขึ้นในอาร์เจนตินา ซึ่งในสังคมอื่นๆ นั้นจะประกอบไปด้วยคนผิวสีต่างๆ เช่น คนพื้นเมืองอเมริกาดั้งเดิม คนผิวดำที่ถูกจับตัวมาเป็นทาส ไปจนถึงชาวเอเชียที่อพยพมาทำงานที่ละตินอเมริกา

แต่อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่มีอัตราความหลากหลายทางเชื้อชาติต่ำมาก ประชากรของประเทศส่วนใหญ่มีบรรพบุรุษเป็นคนผิวขาวจากยุโรป โดยประชากรประมาณ 85% ถึง 97% เป็นคนผิวขาว ประชากรลูกผสมและชนพื้นเมือง มีประมาณ 11% ถึง 15% ของประชากรเป็นลูกผสม ส่วนกลุ่มชนพื้นเมืองที่ได้รับการยอมรับ เช่น มาปูเช กัวรานี และคอลลา คิดเป็นประมาณ 2.4% ถึงเกือบ 3% ของพลเมือง และชาวอาร์เจนตินาเชื้อสายแอฟริกันหรือชาวอาร์เจนตินาผิวดำคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของประชากรทั้งหมด

ลัทธิเหยียดผิวในหมู่ชาวยุโรปในอาร์เจนตินามีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของรัฐบาล อุดมการณ์นี้ยังมีรากฐานทางกฎหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 25 ของรัฐธรรมนูญแห่งชาติ ซึ่งเสนอโดยฮวน บาติสตา อัลเบร์ดี มาตรานี้กำหนดความแตกต่างระหว่างการอพยพของชาวยุโรป (ซึ่งควรได้รับการส่งเสริม) โดยระบุว่า "รัฐบาลกลางจะส่งเสริมการอพยพของชาวยุโรป และจะไม่จำกัด ห้าม หรือเก็บภาษีการเข้าประเทศของชาวต่างชาติใดๆ ที่เข้ามาในดินแดนของอาร์เจนตินา หากพวกเขาเข้ามาด้วยจุดประสงค์ในการทำงานด้านการเกษตร พัฒนาอุตสาหกรรม หรือเผยแพร่หรือสอนวิทยาศาสตร์หรือศิลปะ"

ฮวน บาติสตา อัลเบร์ดี นักทฤษฎีการเมืองและนักการทูตชาวอาร์เจนตินา ซึ่งมีอิทธิพลต่อเนื้อหาของรัฐธรรมนูญอาร์เจนตินาปี 1853 อ้างว่า "เชื้อชาติที่สามารถปรับปรุงเผ่าพันธุ์มนุษย์" ในอาร์เจนตินาได้ คือเชื้อชาติที่มาจากยุโรปตะวันตก โดยเฉพาะสเปน อังกฤษ และฝรั่งเศส อัลเบร์ดีมีความชื่นชอบฝรั่งเศสเป็นพิเศษ ซึ่งเขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในฝรั่งเศสในฐานะผู้ลี้ภัยและเสียชีวิตที่นั่นในปี 1884 ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าอาร์เจนตินาจะมีวัฒนธรรมสเปนและละตินเป็นหลัก แต่อัลเบอร์ดีกลับเสนอนโยบายกึ่งนอร์ดิก ซึ่งคล้ายคลึงกับนโยบายออสเตรเลียขาว (White Australia policy ชุดนโยบายด้านเชื้อชาติที่มุ่งห้ามไม่ให้ผู้ที่มีเชื้อชาติไม่ใช่ยุโรป คือ ชาวเอเชีย โดยเฉพาะชาวจีน และชาวหมู่เกาะแปซิฟิก – อพยพเข้ามาในออสเตรเลีย) ในเวลาต่อมา และพระราชบัญญัติการเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกาปี 1924 (Immigration Act of 1924 ซึ่งป้องกันการอพยพจากเอเชียและกำหนดโควตาจำนวนผู้อพยพจากยุโรปตะวันออกและยุโรปใต้)

"การปกครองคือการเพิ่มจำนวนประชากร ในความหมายที่ว่าการเพิ่มจำนวนประชากรคือการให้การศึกษา การพัฒนา การทำให้เจริญ การทำให้มั่งคั่ง และการขยายตัวอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แต่การทำให้เจริญผ่านการเพิ่มจำนวนประชากร จำเป็นต้องใช้ประชากรที่มีอารยธรรมอยู่แล้ว การให้การศึกษาแก่ชาวอเมริกันของเราในด้านเสรีภาพและอุตสาหกรรม จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนประชากรด้วยประชากรจากยุโรปที่เจริญแล้วที่สุดในด้านเสรีภาพและอุตสาหกรรม… มีชาวต่างชาติหลายประเภท และหากยุโรปเป็นดินแดนที่มีอารยธรรมมากที่สุดในโลก ก็มีคนป่าเถื่อนในยุโรป และในใจกลางเมืองหลวงที่รุ่งเรืองของยุโรปเอง มากกว่าในอเมริกาใต้ทั้งหมดเสียอีก ทุกสิ่งที่เจริญแล้วล้วนมาจากยุโรป อย่างน้อยก็ในด้านต้นกำเนิด แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เป็นยุโรปจะมีอารยธรรม และสมมติฐานเกี่ยวกับประเทศใหม่ที่เต็มไปด้วยชาวยุโรปที่ไม่รู้เรื่องอุตสาหกรรมและเสรีภาพยิ่งกว่าฝูงชนในปัมปัสหรือชาโกนั้น เป็นไปได้โดยสิ้นเชิง" ฮวน บาติสตา อัลเบร์ดี กล่าว

ฮวน บาติสตา อัลเบร์ดี ยังลำเอียงไปทางยุโรปเหนืออย่างชัดเจน และเหยียดยุโรปใต้ แม้แต่ชาวสเปนที่เป็นผู้ตังอาณานิคมในอาร์เจนตาว่าไม่มีคุณภาพ เขากล่าวว่า "ด้วยประชากรพื้นเมืองสามล้านคน ทั้งคริสเตียนและคาทอลิก คุณคงไม่สามารถสถาปนาสาธารณรัฐได้ และด้วยชาวสเปนบนคาบสมุทรสี่ล้านคน คุณก็จะไม่สามารถสถาปนาสาธารณรัฐได้เช่นกัน เพราะชาวสเปนแท้ๆ นั้นไม่สามารถสถาปนาสาธารณรัฐได้ไม่ว่าจะที่นี่หรือที่นั่น หากเราต้องการกำหนดรูปแบบประชากรให้สอดคล้องกับระบบการปกครองของเรา หากเราต้องการกำหนดรูปแบบประชากรให้สอดคล้องกับระบบที่ประกาศไว้ มากกว่าที่จะปรับระบบให้เข้ากับประชากร เราจำเป็นต้องปลูกฝังประชากรแองโกล-แซกซอนบนแผ่นดินของเรา พวกเขาเกี่ยวข้องกับพลังงานไอน้ำ การค้า และเสรีภาพ และเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้หากปราศจากความร่วมมืออย่างแข็งขันจากชนชาติแห่งความก้าวหน้าและอารยธรรมนั้น"

นอกจากจากมาตรการกีดกันคนเชื้อชาติอื่นแล้ว ยังมีการลบเชื้อชาติและลดจำนวนเชื้อชาติอื่นที่ไม่ใช่คนขาวด้วย โดยทำอย่างเป็นระบบในช่วงศตวรรษที่ผ่านๆ มา ทำให้คนผิวดำในอาร์เจนตินาแทบไม่มีตจัวตนอยู่เลย อย่างที่ในปี 1996 ระหว่างการเดินทางทางการทูตไปยังสหรัฐอเมริกา เมื่อถูกถามเกี่ยวกับประชากรผิวสีในอาร์เจนตินา ประธานาธิบดีคาร์ลอส เมเนมกล่าวว่า “อาร์เจนติน่าไม่มีคนผิวดำ เราก็ไม่มีปัญหานี้” ขณะประธานาธิบดีอัลเบร์โต เฟอร์นันเดซ กล่าวในระหว่างการเยือนอาร์เจนตินาของประธานาธิบดีเปโดร ซานเชซ แห่งสเปนเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2021 ว่า “ชาวเม็กซิกันสืบเชื้อสายมาจากชนพื้นเมือง ชาวบราซิลมาจากป่า แต่พวกเราชาวอาร์เจนตินาเดินทางมาโดยเรือ และเรือเหล่านั้นมาจากยุโรป และนั่นคือวิธีที่เราสร้างสังคมของเราขึ้นมา” ซึ่งนี่เท่ากับปฏิเสธชนชาติอื่นอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ในปี 2001 โปชา ลามาดริด นักเคลื่อนไหวชาวแอฟโฟร-อาร์เจนตินาและผู้ก่อตั้ง NGO África Vive ได้ร่วมมือกับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งบัวโนสไอเรสเพื่อดำเนินการ "สำมะโนประชากรชาวแอฟโฟร-อาร์เจนตินา" ในบัวโนสไอเรส ควบคู่ไปกับสำมะโนประชากรระดับชาติที่จัดขึ้นในปีนั้น เนื่องจากสำมะโนประชากรอย่างเป็นทางการไม่ได้รวมคำถามเกี่ยวกับการระบุเชื้อชาติด้วยตนเอง ลามาดริดกล่าว ในปี 2002 มีชาวอาร์เจนตินาเชื้อสายแอฟริกัน "อย่างน้อย 2 ล้านคน" แต่หลายคนเพิกเฉยต่อภูมิหลังของตนเนื่องจากการเหยียดเชื้อชาติที่แพร่หลายและฝังรากลึกในสังคมอาร์เจนตินา การเคลื่อนไหวของลามาดริดมีส่วนทำให้สำมะโนประชากรระดับชาติของอาร์เจนตินาในปี 2553 รวมคำถามเกี่ยวกับภูมิหลังชาวแอฟโฟร-อาร์เจนตินาไว้ด้วย

แต่การเหยียดก็ยังมีอยู่ เช่นคำศัพท์และพฤติกรรมที่ใช้ในการเลือกปฏิบัติกับกลุ่มประชากรบางกลุ่มแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ถูกเรียกว่า "คนดำ" (negros) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับการกำหนดไว้อย่างชัดเจนในอาร์เจนตินา แต่มีความเกี่ยวข้องกับผู้คนในชนชั้นล่าง คนยากจน และเมื่อไม่นานมานี้ก็เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม คำว่า "คนดำ" เมื่อใช้ในเชิงดูหมิ่นเหยียดหยาม จะเกี่ยวข้องกับผู้คนในชนชั้นล่าง คนยากจน และผู้ถูกกีดกัน และเมื่อไม่นานมานี้ก็เกี่ยวข้องกับ "อาชญากรรม" และ "ความไม่ปลอดภัย" ถึงขนาดที่คำว่า "ดำ" ถูกใช้เพื่ออ้างถึงคนงาน กรรมกร ฯลฯ โดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับสีผิวของพวกเขา ในความสัมพันธ์ด้านแรงงาน เป็นเรื่องปกติที่ผู้ที่มีอำนาจในบริษัทจะเรียกพนักงานทั้งหมดว่า "คนดำ" ในชีวิตทางการเมือง คำว่า "คนดำ" ยังถูกใช้โดยบางกลุ่มเพื่ออ้างถึงผู้สนับสนุนลัทธิเปรอนิสม์ในเชิงดูหมิ่น (Peronism ชาตินิยมอาร์เจนตินาสมัยฮวน เปรอน เป็นประธานาธิบดี)

มีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยวกับขอบเขตของพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติในอาร์เจนตินา ในขณะที่บางกลุ่มยืนยันว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเพียงพฤติกรรมที่ไม่เป็นอันตรายหรือเป็นเพียงส่วนน้อยที่ถูกปฏิเสธโดยประชากรเกือบทั้งหมด แต่กลุ่มอื่นๆ กลับโต้แย้งว่าการเหยียดเชื้อชาติเป็นปรากฏการณ์ที่แพร่หลายและแสดงออกในหลากหลายรูปแบบ บางกลุ่มยังยืนยันว่าพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติในอาร์เจนตินาไม่แตกต่างจากที่พบในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ในขณะที่กลุ่มอื่นๆ ยืนยันว่าการเหยียดเชื้อชาติในอาร์เจนตินามีลักษณะเฉพาะบางประการในการแสดงออก ซึ่งเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และกลุ่มชาติพันธุ์ที่ปฏิสัมพันธ์กันภายในประเทศ

การเหยียดเชื้อชาติในวงการกีฬาของอาร์เจนตินา
ในปี 2020 เกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นเนื่องจากการเผยแพร่ข้อความเหยียดเชื้อชาติและเลือกปฏิบัติหลายข้อความที่ส่งโดยผู้เล่นที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมทีมรักบี้ทีมชาติชุดใหญ่ที่รู้จักกันในชื่อ Los Pumas รวมถึงกัปตันทีม ปาโบล มาเตรา โดยปาโบล มาเตรา เขียนว่า "เช้าวันนี้เหมาะที่จะขับรถออกไปเหยียบคนผิวดำจังเลย แอฟริกาใต้ ที่รัก! ในที่สุดฉันก็จะได้ออกจากประเทศที่เต็มไปด้วยคนผิวดำนี่เสียที… โอ๊ย!!"
ในปีเดียวกันนั้น มีการลงโทษที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการฟุตบอลอาร์เจนตินา หลังจากที่อาร์นัลโด กอนซาเลซ ผู้เล่นของทีม Nueva Chicago แสดงท่าทางต่อต้านชาวยิวต่อแฟนบอลของ Atlanta ซึ่งเป็นสโมสรที่มีความผูกพันกับชุมชนชาวยิวในอาร์เจนตินามาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง กอนซาเลซถูกระงับการแข่งขัน 10 นัดอันเป็นผลมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ในปี 2022 ลูอีส อัดวินคูลา นักฟุตบอลเชื้อสายแอฟริกัน-เปรูของทีม Boca Juniors ตกเป็นเป้าหมายของมุกตลกเหยียดเชื้อชาติบนโซเชียลมีเดียที่มีข้อความว่า "ลิงเหยียบมัน ดูสิ" ข้อความดังกล่าวถูกแชร์โดยนิโคลัส เฟอร์นันเดซ นักฟุตบอลของทีม San Lorenzo ซึ่งต่อมาได้ลบโพสต์ดังกล่าว

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - IShowSpeed

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...