โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

รวบ "วิโรจน์" พ่อทิพย์ รับเซ็นอุ้มลูกจีน 3 หน แลกเงิน 9,000 บาท

Amarin TV

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สารภาพแล้ว! คุมตัว “วิโรจน์” พ่อไทยทิพย์เข้าห้องขัง สารภาพเซ็นรับรองลูกจีน 3 ครั้ง ได้ค่าจ้างรวม 9,000 บาท อ้างม่รู้ว่าผิดกฎหมาย

สารภาพแล้ว! คุมตัว “วิโรจน์” พ่อไทยทิพย์เข้าห้องขัง รับสารภาพเซ็นรับรองลูกจีน 3 ครั้ง ได้ค่าจ้างรวม 9,000 บาท อ้างเห็นแก่เพื่อนร่วมงาน-ไม่รู้ว่าผิดกฎหมายร้ายแรง

วันที่ 9 ก.ค.2569 จากกรณีที่ พล.ต.อ.สําราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.) นำกำลังตำรวจนครบาล และ นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, เจ้าหน้าที่คณะทำงานเฉพาะกิจ DOPA N.I.C.E., สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เปิดปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” พ่อไทย (ทิพย์) รับจ้างแจ้งเกิดเท็จให้ต่างด้าว ร่วมกับ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และ เจ้าหน้าที่เขต ใช้คนไทย (ทิพย์) เปิดทางปั้นเด็กต่างด้าวที่เกิดมาให้ได้สัญชาติโดยสายเลือดและการเกิดในแผ่นดินไทย ก่อเกิดสิทธิหน้าที่และประโยชน์ทุกด้าน ทั้งทางด้านสังคม การศึกษา การครองครองสังหาและอสังริมทรัพย์ กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ศาลจึงได้ออกหมายจำนวน 40 และ 42 หมายค้น ประกอบด้วย น.ส.สุนีย์ (สงวนนามสกุล) เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 ราย / น.ส.ศิริพร (สงวนนามสกุล) เจ้าหน้าที่เขต 1 ราย พ่อไทย (ทิพย์) จำนวน 17 ราย และ แม่ต่างด้าว จำนวน 16 ราย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

จากนั้นเมื่อเวลา 19.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวชายชาวไทยรายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ลงนามรับรองเป็นบิดาของเด็ก เข้าห้องขังภายหลังการสอบปากคำแล้วเสร็จ โดยระหว่างถูกคุมตัว ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามถึงสาเหตุที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ซึ่งชายคนดังกล่าวอ้างว่า ตนถูกหลอกให้เข้ามาเกี่ยวข้อง และไม่ได้รับค่าจ้างแม้แต่บาทเดียว ก่อนจะเดินเข้าห้องขังไปโดยไม่ตอบคำถามเพิ่มเติม

ต่อมาเมื่อเวลา 20.30 น. ฝ่ายสืบสวนได้ควบคุมตัว นายวิโรจน์ อายุ 50 ปี หนึ่งในบุคคลที่เซ็นชื่อเป็นพ่อของเด็กชาวจีน เข้ามาสอบปากคำ ซึ่งจะตัวเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ตนเองกับคู่สามีภรรยา ที่ตนไปเซ็นเป็นพ่อให้ เป็นเพื่อนร่วมงานกันมานานแล้ว ซึ่งทั้งสองคนได้มาวอนขอให้ตนเองเซ็นรับรองบุตรเข้าทะเบียนบ้านของตน ด้วยการให้ตนเองรับบทเป็นพ่อ โดยได้ค่าจ้างครั้ง 3,000 บาท เป็นค่าเดินทาง รวมแล้ว 3 ครั้ง เป็นเงิน 9,000 บาท และเป็นการไปจดทะเบียนที่เดียวกันทั้งสามครั้ง ใน จ.ราชบุรี แต่จำไม่ได้ว่าเป็นสถานที่ใด ตอนนั้นยอมรับว่า ไม่รู้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

นายวิโรจน์ ยังบอกอีกว่า ตนเองเซ็นรับรองบุตรให้เพียงแค่สามี - ภรรยาคู่นี้เท่านั้น เพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน ส่วนคู่อื่นๆตนเองไม่เคยทำ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้คุมตัว นายวิโรจน์ เข้าห้องขัง

ต่อมา “นางเอื้อม” อายุ 60 ปี นายจ้างของ “นายวิโรจน์” ที่ถูกควบคุมตัวจากบ้านพัก จ.ราชบุรี เปิดเผยกับทีมข่าวภายหลังเดินทางมายื่นขอประกันตัว “นายวิโรจน์” ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว โดยระบุว่าตัวเองทำธุรกิจเกี่ยวกับนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนและมีสามีเป็นคนจีน จึงมีญาติของสามี ที่เป็นคนจีนมาทำงานในฐานะลูกจ้างคอยสื่อสารเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าจากประเทศจีนให้เป็นระยะเวลา 10 ปี เข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาตทำงาน หรือเวิร์กเพอร์มิต เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่นเดียวกับ “นายวิโรจน์” ที่เป็นลูกจ้างของตนเช่นเดียวกัน

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ “นายวิโรจน์” มีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเป็นพ่อของเด็กชาวจีน ซึ่งข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ทราบว่าเด็กคนนี้มีแม่เป็นชาวจีนชื่อ “นางหยาง เว่ยเซีย” มีพ่อแท้ๆชื่อ “นายนิ“ และมี นายวิโรจน์ อายุ 50 ปี ลูกจ้างของตนเซ็นรับเป็นพ่อของเด็กชาวจีน 3 คน ประกอบด้วย เด็กชายอายุ 9 ขวบ เด็กหญิงอายุ 7 ขวบและเด็กหญิงอายุ 3 ขวบ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นลูกของ “นางหยาง” และ “นายนิ“ โดยการที่ให้ ”นายวิโรจน์“ ไปเซ็นเป็นพ่อของเด็กทั้ง 3 คน และครอบครัวคิดว่าเป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายสามารถทำได้ เพราะเด็กทั้ง 3 คนเกิดที่ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งมี “นางสุนีย์” เป็นพยาบาลอยู่ที่นั่น ทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาจีนให้ แต่ไม่รู้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในขบวนการพ่อทิพย์อย่างไร

ทั้งนี้ “นางสาวเอื้อม” ยืนยันว่า “นายวิโรจน์” ไม่ได้รับค่าจ้างตามที่มีข่าวปรากฏออกไปก่อนหน้านี้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีชาวจีนรายอื่น ติดต่อให้ “นายวิโรจน์” เซ็นเอกสารเป็นพ่อด้วยหรือไม่? “นางสาวเอื้อม” กล่าวว่า ตนเองไม่ทราบรายละเอียด และย้ำว่าเอกสารที่เป็นประเด็นไม่ใช่เอกสารของบริษัทตนเอง เพราะตนเดินทางมาเพียงเพื่อช่วยประกันตัว “นายวิโรจน์” เท่านั้น พร้อมกับยืนยันว่าตนและหลานที่เป็นชาวจีนไม่ใช่กลุ่มจีนเทา ไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นนอมินีของบุคคลใด และไม่มีความจำเป็นต้องกระทำเช่นนั้น เนื่องจากบริษัทมีเจ้าของกิจการอย่างถูกต้องอยู่แล้ว

นอกจากนี้ “นางเอื้อง” ยังเล่าอีกว่า สาเหตุหนึ่งที่ให้ “นายวิโรจน์” เซ็นเป็นพ่อของเด็กนั้น เพราะครอบครัวคนจีนหลายครอบครัวมีความเชื่อว่าถ้ามาทำมาหากินอยู่ในประเทศไทย และคลอดลูกในประเทศไทย ก็อยากจะให้ได้สัญชาติไทย เพื่อที่จะทำมาหากินได้สะดวก อยู่ในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น ซึ่งย้ำว่าเป็นเพียงความเชื่อที่หลานคนจีนอ้างกับตนเท่านั้น ส่วนตนเองเป็นคนไทยโดยกำเนิด

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความรู้สึกหลังทราบข่าวการจับกุม “นางเอื้อม” กล่าวว่า รู้สึกตกใจ เพราะผู้ที่ถูกจับกุมหลายคนเคยเป็นลูกจ้างของบริษัทตน

ส่วนคำถามที่ว่า เชื่อหรือไม่ว่านายวิโรจน์ บริสุทธิ์ใจและไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ? ”นางเอื้อม“ กล่าวว่า ตนเชื่อ เพราะ ”นายวิโรจน์“ ไม่มีความจำเป็นต้องไปรับเงินหรือผลประโยชน์จากบุคคลอื่น ไม่ได้มีปัญหาเดือดร้อนเรื่องการเงิน และภรรยาของนายวิโรจน์ เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2-3 ปี โดยมีบุตรแท้ๆ ที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และปัจจุบันลูกสาวเป็นผู้ดูแลอุปการะ ”นายวิโรจน์“

สำหรับการเดินทางมายังสถานีตำรวจในวันนี้ ”นางเอื้อม“ กล่าวว่า เดินทางมาเพื่อยื่นขอประกันตัว ”นายวิโรจน์“ แต่ได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่า คดีนี้ไม่อนุญาตให้ประกันตัวทุกกรณี เนื่องจากเป็นคดีใหญ่ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกพื้นที่ได้แจ้งให้เดินทางมารอดำเนินการเรื่องการประกันตัวที่นี่

ส่วนหลักทรัพย์ที่เตรียมมาสำหรับการยื่นประกันนั้น ได้รับแจ้งให้เตรียมหลักทรัพย์ไว้ประมาณคนละ 65,000-100,000 บาท จึงได้เตรียมเงินตามจำนวนดังกล่าวไว้ล่วงหน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...