รวบ "วิโรจน์" พ่อทิพย์ รับเซ็นอุ้มลูกจีน 3 หน แลกเงิน 9,000 บาท
สารภาพแล้ว! คุมตัว “วิโรจน์” พ่อไทยทิพย์เข้าห้องขัง รับสารภาพเซ็นรับรองลูกจีน 3 ครั้ง ได้ค่าจ้างรวม 9,000 บาท อ้างเห็นแก่เพื่อนร่วมงาน-ไม่รู้ว่าผิดกฎหมายร้ายแรง
วันที่ 9 ก.ค.2569 จากกรณีที่ พล.ต.อ.สําราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.) นำกำลังตำรวจนครบาล และ นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, เจ้าหน้าที่คณะทำงานเฉพาะกิจ DOPA N.I.C.E., สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เปิดปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” พ่อไทย (ทิพย์) รับจ้างแจ้งเกิดเท็จให้ต่างด้าว ร่วมกับ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และ เจ้าหน้าที่เขต ใช้คนไทย (ทิพย์) เปิดทางปั้นเด็กต่างด้าวที่เกิดมาให้ได้สัญชาติโดยสายเลือดและการเกิดในแผ่นดินไทย ก่อเกิดสิทธิหน้าที่และประโยชน์ทุกด้าน ทั้งทางด้านสังคม การศึกษา การครองครองสังหาและอสังริมทรัพย์ กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ศาลจึงได้ออกหมายจำนวน 40 และ 42 หมายค้น ประกอบด้วย น.ส.สุนีย์ (สงวนนามสกุล) เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 ราย / น.ส.ศิริพร (สงวนนามสกุล) เจ้าหน้าที่เขต 1 ราย พ่อไทย (ทิพย์) จำนวน 17 ราย และ แม่ต่างด้าว จำนวน 16 ราย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
จากนั้นเมื่อเวลา 19.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวชายชาวไทยรายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ลงนามรับรองเป็นบิดาของเด็ก เข้าห้องขังภายหลังการสอบปากคำแล้วเสร็จ โดยระหว่างถูกคุมตัว ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามถึงสาเหตุที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ซึ่งชายคนดังกล่าวอ้างว่า ตนถูกหลอกให้เข้ามาเกี่ยวข้อง และไม่ได้รับค่าจ้างแม้แต่บาทเดียว ก่อนจะเดินเข้าห้องขังไปโดยไม่ตอบคำถามเพิ่มเติม
ต่อมาเมื่อเวลา 20.30 น. ฝ่ายสืบสวนได้ควบคุมตัว นายวิโรจน์ อายุ 50 ปี หนึ่งในบุคคลที่เซ็นชื่อเป็นพ่อของเด็กชาวจีน เข้ามาสอบปากคำ ซึ่งจะตัวเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ตนเองกับคู่สามีภรรยา ที่ตนไปเซ็นเป็นพ่อให้ เป็นเพื่อนร่วมงานกันมานานแล้ว ซึ่งทั้งสองคนได้มาวอนขอให้ตนเองเซ็นรับรองบุตรเข้าทะเบียนบ้านของตน ด้วยการให้ตนเองรับบทเป็นพ่อ โดยได้ค่าจ้างครั้ง 3,000 บาท เป็นค่าเดินทาง รวมแล้ว 3 ครั้ง เป็นเงิน 9,000 บาท และเป็นการไปจดทะเบียนที่เดียวกันทั้งสามครั้ง ใน จ.ราชบุรี แต่จำไม่ได้ว่าเป็นสถานที่ใด ตอนนั้นยอมรับว่า ไม่รู้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
นายวิโรจน์ ยังบอกอีกว่า ตนเองเซ็นรับรองบุตรให้เพียงแค่สามี - ภรรยาคู่นี้เท่านั้น เพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน ส่วนคู่อื่นๆตนเองไม่เคยทำ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้คุมตัว นายวิโรจน์ เข้าห้องขัง
ต่อมา “นางเอื้อม” อายุ 60 ปี นายจ้างของ “นายวิโรจน์” ที่ถูกควบคุมตัวจากบ้านพัก จ.ราชบุรี เปิดเผยกับทีมข่าวภายหลังเดินทางมายื่นขอประกันตัว “นายวิโรจน์” ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว โดยระบุว่าตัวเองทำธุรกิจเกี่ยวกับนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนและมีสามีเป็นคนจีน จึงมีญาติของสามี ที่เป็นคนจีนมาทำงานในฐานะลูกจ้างคอยสื่อสารเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าจากประเทศจีนให้เป็นระยะเวลา 10 ปี เข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาตทำงาน หรือเวิร์กเพอร์มิต เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่นเดียวกับ “นายวิโรจน์” ที่เป็นลูกจ้างของตนเช่นเดียวกัน
เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ “นายวิโรจน์” มีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเป็นพ่อของเด็กชาวจีน ซึ่งข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ทราบว่าเด็กคนนี้มีแม่เป็นชาวจีนชื่อ “นางหยาง เว่ยเซีย” มีพ่อแท้ๆชื่อ “นายนิ“ และมี นายวิโรจน์ อายุ 50 ปี ลูกจ้างของตนเซ็นรับเป็นพ่อของเด็กชาวจีน 3 คน ประกอบด้วย เด็กชายอายุ 9 ขวบ เด็กหญิงอายุ 7 ขวบและเด็กหญิงอายุ 3 ขวบ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นลูกของ “นางหยาง” และ “นายนิ“ โดยการที่ให้ ”นายวิโรจน์“ ไปเซ็นเป็นพ่อของเด็กทั้ง 3 คน และครอบครัวคิดว่าเป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายสามารถทำได้ เพราะเด็กทั้ง 3 คนเกิดที่ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งมี “นางสุนีย์” เป็นพยาบาลอยู่ที่นั่น ทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาจีนให้ แต่ไม่รู้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในขบวนการพ่อทิพย์อย่างไร
ทั้งนี้ “นางสาวเอื้อม” ยืนยันว่า “นายวิโรจน์” ไม่ได้รับค่าจ้างตามที่มีข่าวปรากฏออกไปก่อนหน้านี้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีชาวจีนรายอื่น ติดต่อให้ “นายวิโรจน์” เซ็นเอกสารเป็นพ่อด้วยหรือไม่? “นางสาวเอื้อม” กล่าวว่า ตนเองไม่ทราบรายละเอียด และย้ำว่าเอกสารที่เป็นประเด็นไม่ใช่เอกสารของบริษัทตนเอง เพราะตนเดินทางมาเพียงเพื่อช่วยประกันตัว “นายวิโรจน์” เท่านั้น พร้อมกับยืนยันว่าตนและหลานที่เป็นชาวจีนไม่ใช่กลุ่มจีนเทา ไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นนอมินีของบุคคลใด และไม่มีความจำเป็นต้องกระทำเช่นนั้น เนื่องจากบริษัทมีเจ้าของกิจการอย่างถูกต้องอยู่แล้ว
นอกจากนี้ “นางเอื้อง” ยังเล่าอีกว่า สาเหตุหนึ่งที่ให้ “นายวิโรจน์” เซ็นเป็นพ่อของเด็กนั้น เพราะครอบครัวคนจีนหลายครอบครัวมีความเชื่อว่าถ้ามาทำมาหากินอยู่ในประเทศไทย และคลอดลูกในประเทศไทย ก็อยากจะให้ได้สัญชาติไทย เพื่อที่จะทำมาหากินได้สะดวก อยู่ในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น ซึ่งย้ำว่าเป็นเพียงความเชื่อที่หลานคนจีนอ้างกับตนเท่านั้น ส่วนตนเองเป็นคนไทยโดยกำเนิด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความรู้สึกหลังทราบข่าวการจับกุม “นางเอื้อม” กล่าวว่า รู้สึกตกใจ เพราะผู้ที่ถูกจับกุมหลายคนเคยเป็นลูกจ้างของบริษัทตน
ส่วนคำถามที่ว่า เชื่อหรือไม่ว่านายวิโรจน์ บริสุทธิ์ใจและไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ? ”นางเอื้อม“ กล่าวว่า ตนเชื่อ เพราะ ”นายวิโรจน์“ ไม่มีความจำเป็นต้องไปรับเงินหรือผลประโยชน์จากบุคคลอื่น ไม่ได้มีปัญหาเดือดร้อนเรื่องการเงิน และภรรยาของนายวิโรจน์ เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2-3 ปี โดยมีบุตรแท้ๆ ที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และปัจจุบันลูกสาวเป็นผู้ดูแลอุปการะ ”นายวิโรจน์“
สำหรับการเดินทางมายังสถานีตำรวจในวันนี้ ”นางเอื้อม“ กล่าวว่า เดินทางมาเพื่อยื่นขอประกันตัว ”นายวิโรจน์“ แต่ได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่า คดีนี้ไม่อนุญาตให้ประกันตัวทุกกรณี เนื่องจากเป็นคดีใหญ่ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกพื้นที่ได้แจ้งให้เดินทางมารอดำเนินการเรื่องการประกันตัวที่นี่
ส่วนหลักทรัพย์ที่เตรียมมาสำหรับการยื่นประกันนั้น ได้รับแจ้งให้เตรียมหลักทรัพย์ไว้ประมาณคนละ 65,000-100,000 บาท จึงได้เตรียมเงินตามจำนวนดังกล่าวไว้ล่วงหน้า