แอตต้า ลุ้นหืด นทท.จีนเข้าไทย 7 ล้านคน ปมคนจีนถูกเรียกค่าไถ่-หายตัว
แอตต้า ประเมินนักท่องเที่ยวจีน เที่ยวไทยปีนี้ 7 ล้าน เดิมเป้า 9 ล้าน จากต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น และความไม่มั่นในความปลอดภัย กรณีคนจีนถูกเรียกค่าไถ่-หายตัว
นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนยังคาดการณ์ และคาดหวังว่า ตลาดจีนเที่ยวไทยในปี 2569 นี้ จะทำได้ประมาณ 7 ล้านคน หลังจากต้นปีที่ผ่านมาคาดว่าจะอยู่ที่ 9 ล้านคนได้ แต่เมื่อเกิดปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบกับภาพรวมทั่วโลก อย่างสงครามตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาน้ำมัน และต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น รวมถึงปัจจัยลบเฉพาะตัวอย่างเรื่องภาพลักษณ์ความปลอดภัย ทำให้ภาคเอกชนประเมินว่าเป้าหมายนักท่องเที่ยวจีน 9 ล้านคนที่เคยวางไว้ถือว่า เป็นเรื่องยากแล้ว จึงต้องลุ้นเป้าหมายใหม่ และลุ้นให้รัฐบาลมีมาตรการจัดการปัญหาเรื่องความปลอดภัยในประเทศไทยที่ชัดเจนกว่าปัจจุบัน
นายธนพล กล่าวว่า ความกังวลที่มากสุดของผู้ประกอบการคือ สถานการณ์ภาพลักษณ์ของประเทศไทย ในสายตานักท่องเที่ยวชาวจีน เนื่องจากที่ผ่านมามีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข่าวการเรียกค่าไถ่นักท่องเที่ยวจีน หรือการหายตัวไปทั้งที่เพิ่งเข้ามาเที่ยวไทยได้ไม่นาน ซึ่งกรณีแบบนี้มีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในบางกรณีมีกระแสข่าวถึงการเกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่ที่เป็นคนไทยด้วย
ทำให้สร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างรุนแรงและไม่ใช่เฉพาะประเทศจีนเท่านั้น ขณะที่นโยบายของประเทศจีนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง แต่การตอบสนองของรัฐบาลไทยกลับถูกมองว่า ยังทำไม่เต็มที่เท่าที่ควร อีกทั้งขาดการสื่อสารที่สร้างความเชื่อมั่นได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมามีข่าวเชิงลบเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยในไทยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องใหญ่และเรื่องเล็ก ซึ่งหลายๆ เรื่องจะถูกส่งต่อในโลกออรนไลน์ของจีนอย่างกว้างขวาง แต่รัฐบาลอาจยังไม่ได้ทำอะไรในระดับชาติที่แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความปลอดภัยมาก หรือตอบโต้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านั้น
เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของภาคการท่องเที่ยวไทย สิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขคือ การวางแผนทำงานว่า เริ่มแรกจะทำอย่างไร ขั้นตอนต่อไป 2 หรือ 3 จะทำอะไรอีก มีการวัดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมอย่างไร เพื่อให้เกิดความมั่นใจมากกลับมา เพราะผลจากกระแสเชิงลบทำให้เอเยนต์ทัวร์ในจีนมองว่า ตลาดไทยเริ่มแย่ และไม่อยากเสียเวลาอธิบายเรื่องความปลอดภัยกับลูกค้าแล้ว จึงลดการลงทุนและชะลอการทำตลาดลง” นายธนพล กล่าว
นายธนพล กล่าวว่า ผู้ประกอบการในตอนนี้ต้องพยายามขยับตัวกันเอง โดยได้เริ่มแผนเชิงรุกด้วยการจัดโรดโชว์ในมณฑลซินเจียง เมืองอุรุมชี และหลานโจว ซึ่งถือเป็นตลาดใหม่ (New Market) ที่ยังมีศักยภาพสูงและไม่ได้ติดตามข่าวเชิงลบในไทยใกล้ชิดเท่ากับเมืองใหญ่ทางตอนใต้ โดยให้คะแนนความหวังสำหรับตลาดนี้สูงถึง 80 เต็ม 100 เนื่องจากซินเจียงเป็นมณฑลขนาดใหญ่ และเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในเส้นทางสายไหม
นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาผลักดันให้เกิดเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) จากอุรุมชีมายังประเทศไทยในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่กระหายการเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งซินเจียงถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังภูมิภาคอื่นๆ อาทิ ดูไบ หรือยุโรปได้ด้วย
นายธนพล กล่าวต่ออีกว่า การทำตลาดในตอนนี้ รัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐในด้านการท่องเที่ยวต้องทบทวนโครงสร้างการส่งเสริมการท่องเที่ยว ไม่ควรมุ่งเน้นเพียงแค่การดึงคนเข้า (Inbound) แต่ต้องสนับสนุนการส่งเสริมคนไทยไปต่างประเทศ (Outbound) ควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดสมดุลในการทำธุรกิจการบินและการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยว และให้ความสำคัญในการทำตลาดโดยเฉพาะระดับผู้นำประเทศ ตัวอย่างมาเลเซีย ที่เป็นคู่แข่งสำคัญด้านท่องเที่ยวไทย ปี 2568 เห็นรัฐมนตรีท่องเที่ยวของมาเลเซียลงพื้นที่ทำตลาดในจีนอย่างเข้มข้นถึง 2 ครั้ง และมีการเปิดเที่ยวบินตรงกัวลาลัมเปอร์-อุรุมชี เพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มมุสลิม ทำให้ไทยต้องเร่งเครื่องแล้วเช่นกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แอตต้า ลุ้นหืด นทท.จีนเข้าไทย 7 ล้านคน ปมคนจีนถูกเรียกค่าไถ่-หายตัว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th