ธปท. เดินหน้าคุมเงินเทา จ่อตรวจเข้มฝากเงินเกิน 5 ล้านบาท ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ พร้อมคุมสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยความคืบหน้ามาตรการสกัดเงินเทาและเศรษฐกิจนอกระบบ โดยเตรียมเพิ่มเกณฑ์ตรวจสอบแหล่งที่มาและวัตถุประสงค์หรับการฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท หลังก่อนหน้านี้ออกเกณฑ์สอบการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทไปก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดถอนเงินสดก้อนใหญ่ลด 35% พร้อมเตรียมคุมสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL)
ประเด็นสำคัญ
- มาตรการคุมเงินสด-ทองคำ สกัดเส้นทางเงินเทา
- จ่อคุมสินเชื่อ BNPL คาดทำประชาพิจารณ์ภายในสิ้นปี
- ตรึงดอกเบี้ย 1% ย้ำนโยบายการเงินแค่ประคับประคอง
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ‘โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก’ หัวข้อ ‘นโยบายการเงิน รับมือวิกฤติสงคราม และการเงินโลก’ ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 โดยให้รายละเอียดมาตรการที่ ธปท. ทยอยออกมาต่อเนื่องเพื่อสกัดเศรษฐกิจนอกระบบ (Grey Economy)
“เรามีจุดยืนที่ชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเราตกเป็นช่องทางหรือมีส่วนส่งเสริมกิจกรรมเหล่านี้ การแก้ปัญหานี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จำต้องอาศัยเวลาและการออกมาตรการอย่างต่อเนื่อง”
มาตรการคุมเงินสด-ทองคำ สกัดเส้นทางเงินเทา
โดยหนึ่งในมาตรการที่เห็นผลชัดคือการตรวจสอบการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเริ่มใช้มาตรการตรวจสอบความจำเป็น (Customer Due Diligence) สำหรับผู้ถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท โดยต้องระบุเหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่โอนเงินหรือใช้เช็ค โดยพบว่า ยอดเบิกถอนเงินสดก้อนใหญ่ลดลงราว 35%
“จากนี้ไปเราจะเพิ่มความเข้มงวดในการสร้างมาตรฐานเดียวกันให้เกิดขึ้นในทุกธนาคาร ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ยอดการทำธุรกรรมเงินสดหน้าเคาน์เตอร์ลดลงได้อีกมาก”
ในไตรมาส 4 ของปีนี้ ธปท. เตรียมขยายไปสู่การฝากเงินเกิน 5 ล้านบาท ที่ต้องแจ้งที่มาของเงิน รวมถึงตรวจสอบการนำธนบัตรใบละ 1,000 บาทมูลค่าสูงมาขอแลกเป็นธนบัตรใบละ 100 หรือ 500 บาท ลูกค้าจะต้องสามารถอธิบายเหตุผลและความจำเป็นในการใช้ธนบัตรย่อยเหล่านั้นได้
ด้านการค้าทองคำ ธปท. เข้าไปกำกับการเทรดทองผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อลดผลกระทบต่อค่าเงินบาทและสกัดธุรกรรมผิดปกติ โดยวิทัยระบุว่าปริมาณการเบิกทองลดลงจากเฉลี่ยเดือนละ 4,000 กิโลกรัม เหลือประมาณ 700 กว่ากิโลกรัม
“มาตรการนี้ยังช่วยจัดการกับธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่ไม่ปกติ เช่น พฤติกรรมการซื้อทองคำผ่านแอปพลิเคชันในช่วงเช้าจำนวน 2 กิโลกรัม แล้วเดินทางไปเบิกถอนเป็นทองคำแท่งจากหน้าร้านในช่วงบ่าย เราได้เข้าไปกำกับดูแลให้มีการรายงานข้อมูล และหากพบความผิดปกติก็จะดำเนินการส่งเรื่องรายงานต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป” วิทัยกล่าว
นอกจากนี้ ธปท. ให้ทุกธนาคารเข้มงวดตรวจสอบบัญชีม้าและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ ซึ่งปิดบัญชีที่เกี่ยวข้องไปแล้วหลายพันบัญชี และกำลังประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อตรวจสอบการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี โดยเฉพาะ USDT ที่มีปริมาณสูงผิดปกติ
“เราจะให้ความสำคัญกับส่วนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยการใช้เงินสดหรือช่องทางของธนาคารพาณิชย์จะถูกคุมเข้มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลา และที่ผ่านมาทางธนาคารพาณิชย์ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการช่วยกันระดมความคิดและแก้ไขปัญหา”
จ่อคุมสินเชื่อ BNPL คาดทำประชาพิจารณ์ภายในสิ้นปี
ธปท. ยังเตรียมกำกับดูแลสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later หรือ BNPL) ที่วิทัยยอมรับว่ามีความซับซ้อนสูง เพราะมีผู้เล่นหลากหลายและรูปแบบธุรกรรมต่างกัน โดยตั้งเป้าเห็นความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้
วิทัยระบุว่า เป้าหมายหลักไม่ใช่การควบคุมผู้ประกอบการ แต่เน้นเรื่องวินัยการใช้เงิน เนื่องจากปัจจุบัน BNPL เติบโตเร็วและมีการใช้งานในกลุ่มเด็กและเยาวชนมากเกินความจำเป็น
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างสรุปแนวทางกับอุตสาหกรรม ก่อนเข้าสู่การทำประชาพิจารณ์ (Hearing) ที่ตามกฎหมายใหม่ต้องทำ 2 ครั้ง ใช้เวลารวมเกือบ 3 เดือน โดยคาดว่าจะเริ่มทำ Hearing ภายในสิ้นปีนี้ และมาตรการช่วงแรกอาจเริ่มจากส่วนที่ไม่รุนแรงก่อน แล้วค่อยเพิ่มความเข้มงวด
ตรึงดอกเบี้ย 1% ย้ำนโยบายการเงินแค่ประคับประคอง
ในภาพรวมนโยบายการเงิน วิทัยย้ำว่าหน้าที่หลักคือดูแลเสถียรภาพระบบการเงินและเสถียรภาพด้านราคา โดยคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% พร้อมระบุว่านโยบายการเงินยุคนี้เน้นการประคับประคองเศรษฐกิจ ไม่ใช่การกระตุ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของนโยบายการคลัง
ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ธปท. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง มาอยู่ที่ 1% พร้อมเพิ่มมาตรการเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยวิทัยมองว่าเงินเฟ้อขณะนี้มาจากด้านอุปทาน และคาดว่าเงินเฟ้อไทยปีนี้จะต่ำกว่า 2.8% ที่คาดไว้ และตลอดปีจะไม่มีเดือนใดเกิน 4.5% ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม
ด้านการเติบโตของเศรษฐกิจ ธปท. คาดว่าจีดีพีปีนี้โต 2.3% ซึ่งวิทัยมองว่ายังไม่ดี แต่ไม่ได้แย่เท่ากับที่เคยกังวลว่าจะเหลือ 1.5% หากสงครามทำให้สินค้าจำเป็นขาดแคลน โดยเศรษฐกิจไทยยังโตแบบ K-Shape ที่จัดสรรทรัพยากรเหลื่อมล้ำ ทั้งกลุ่ม SME ที่เข้าถึงทรัพยากรได้น้อยกว่ารายใหญ่ และการส่งออกที่กระจุกตัวในบางภาค
สำหรับคำถามที่ว่าทำไม ธปท. ไม่ทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) วิทัยอธิบายว่า เมื่อ ธปท. ปล่อยเงินผ่านธนาคารพาณิชย์ เงินเกือบทั้งหมดกลับเข้ามาที่ ธปท. ผ่านตลาดซื้อคืนในวันรุ่งขึ้น ไม่ได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ขณะที่การซื้อพันธบัตรระยะยาวก็ไม่ได้ทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง การทำ QE แบบต่างประเทศจึงไม่ได้ผลดีในไทย
ส่วนค่าเงินบาท วิทัยระบุว่าการขึ้นลงเป็นไปตามความต้องการของตลาดเป็นหลัก โดย ธปท. จะเข้าดูแลเมื่อผันผวนเร็วเกินไปทั้งด้านอ่อนและแข็งค่า เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนผู้ประกอบการและเสถียรภาพการเงิน แต่ต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์สากล เช่น เกณฑ์ของสหรัฐฯ ที่จำกัดการแทรกแซงไม่เกิน 2% ของจีดีพี