โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เดินตามธรรมชาติวิถี: ดิน ป่า น้ำ

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เดินตามธรรมชาติวิถี: ดิน ป่า น้ำ

เมื่อ IMPERIAL COLLEGE แห่งลอนดอน มหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นนำของโลก ประกาศมอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น เรียกว่า Distinguished Alumni Award 2026 ให้แก่คุณหญิง ดร.กัลยา โสภณพนิช เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ณ Imperial College, University of London

โดยประกาศว่า “เธออุทิศทั้งชีวิตให้กับการเปลี่ยนความอยากรู้อยากเห็นทางวิทยาศาสตร์ให้เกิดผลในระดับชาติ จากวัยเด็กในชนบทของประเทศไทยสู่การกำหนดนโยบายของรัฐบาล และการสนับสนุนการปกป้องสิ่งแวดล้อม เธอได้กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดของประเทศไทยในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์และความยั่งยืน”

คุณหญิง ดร.กัลยา เป็นหนึ่งใน 9 คน จาก 9 ประเทศ ได้รับเชิญเป็นตัวแทนผู้รับรางวัลทั้งหมดในการกล่าวสุนทรพจน์ ในงานดังกล่าว

Imperial Alumni ใช้คำว่า Distinguished Award เพราะถือว่าผู้รับเป็นศิษย์เก่าที่มีผลงานโดดเด่นและได้รับการยกย่องอย่างสูง แสดงให้เห็นความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านส่วนตัวและด้านอาชีพ เป็นผู้นำในสาขาของตนและสร้างผลกระทบอย่างสำคัญต่อสังคม

เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง

เกิดจากดิน

ถ้าเพียงดูจากนามสกุล โสภณพนิช เหมือนคนที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง ที่จริงได้ใช้

นามสกุลนี้ ก็อายุย่างเข้า 30 ปีแล้ว ที่ได้แต่งงานกับคุณโชติ โสภณพนิช ลูกเจ้าสัว ชิน โสภณพนิช อดีตเจ้าของธนาคารกรุงเทพ

ด.ญ.กัลยา เป็นลูกคนที่สองใน 8 พี่น้อง ยุค 80 ปีก่อน ก็เหมือนเด็กบ้านนอกทั่วไป ที่บ้านไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปาใช้ น้ำฝนคือน้ำกิน น้ำใช้คือน้ำคลอง แสงไฟยามค่ำคือตะเกียงน้ำมันก๊าด เป็นครอบครัวใหญ่ในตึกแถวที่สีคิ้ว พ่อกับแม่เปิดร้านโชห่วย ขายของกินของใช้สารพัด ทั้งหม้อ ไห กะละมัง สมุดดินสอ ลูกอม ผลไม้

กัลยาเป็น ‘เด็กวิ่งขายของ’ ประจำร้าน วิ่งเล่นไป ก็ขายของไป เธอมีหัวการค้า ตั้งแต่เล็ก เรียนหนังสือบนศาลาวัด แบบนั่งกับพื้นตลอด ป.1 – ป.4 ที่โรงเรียนวัดใหม่สีคิ้ว หลังเลิกเรียนและวันหยุด เธอตักน้ำฝนจากบ่อซีเมนต์หลังบ้านใส่ถัง คล้องแขนเดินตัวเอียงเอาน้ำไปขายที่สถานีรถไฟสีคิ้ว ที่ห่างจากบ้านราว 30 เมตร เมื่อรถไฟมาจอด เธอจะเดินขายน้ำฝนขนาดกระป๋องนมละ 1 สตางค์ (สตางค์แดงเป็นรู) ให้ผู้โดยสารบนรถ เป็นประจำ แล้วยังหาผลไม้ไปขายตามเวทีลิเก เวทีงิ้ว หรือเมื่อมีหนังกลางแปลงมาฉาย

เธอยังขอให้แม่มุ้ยฮวง ซื้อหมูมาเลี้ยงในเล้าหลังบ้าน แล้วขยายไปเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ และปลูกผัก และเก็บผักข้างทางรถไฟไปขาย เรียกว่าอะไรที่เป็นรายได้ เธอขวนขวายทำ ช่วยพยุงฐานะครอบครัว ในฐานะหยี่แจ้ (พี่คนที่สอง) ก็ต้องเลี้ยงน้องไปด้วย ต้องแต่งตัว อาบน้ำ ป้อนข้าว เย็บเสื้อผ้าให้น้อง ต้องตื่นแต่ตีห้า ขนเสื้อผ้าไปซักน้ำที่คลองวัดเกาะ หาบน้ำมาใส่ตุ่ม แกว่งสารส้มให้ฝุ่นตกตะกอนเพื่อเป็นน้ำใช้ แล้วยังต้องรีดเสื้อผ้าด้วยเตาเหล็กใส่ถ่านไม้แบบโบราณ

เธอเกือบจะไม่ได้เรียน ตามความเชื่อของคนจีนแบบเก่า ที่ถือว่า ‘แต่งงานไปก็กลายเป็นคนบ้านอื่น’ แต่เพราะแม่สอนว่า “เป็นผู้หญิง ถ้าไม่เรียนหนังสือ โตขึ้นจะลำบาก” เธอจึงมุมานะขยันเรียน และสอบได้ที่ 1 ที่ 2 เป็นประจำ

จบชั้นประถมที่สีคิ้ว เข้าโรงเรียนสตรีวรนาถ เทเวศร์ เป็นโรงเรียนประจำ สอบเข้าได้เป็นที่หนึ่ง ต่อด้วยการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดม พญาไทได้ เป็นรุ่นที่ 21 เรียนแผนกวิทยาศาสตร์ตามที่ตั้งใจ

เพราะเรียนเก่งจึงสอบเข้าคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ เดิมตั้งใจจะเรียนแพทย์ แต่หักเหไปเรียนวิทยาศาสตร์ สอบได้เกียรตินิยมแล้วได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่ Imperial College of Science and Technology, University of London ที่นั่นปริญญาโท มีแต่สาขา ‘ฟิสิกส์นิวเคลียร์พลังงานสูง’ จึงต้องเรียนโดยก็ยังไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร ภาษาอังกฤษก็อ่อนแอ จึงเรียนไป ก็ทุกข์ไป แต่ก็เรียนจบ และสามารถผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนปริญญาเอก สาขาฟิสิกส์นิวเคลียร์พลังงานสูง ที่หาคนเรียนได้ยาก แต่ก็ฝ่าด่านหินมาได้อย่างทรหด

เธอกลับมาเป็นอาจารย์วิชาฟิสิกส์ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ

ที่จุฬาฯ นี้เอง ศ. ดร. ระวี ภาวิไล ชวนไปเป็นอาสาสมัครทำงานด้านการศึกษาถวายในหลวง รัชกาลที่ 9 ในตำแหน่งเลขานุการและผู้จัดการโครงการสารานุกรมไทย สำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ระหว่างปี 2521-2560 สามารถผลิตสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนถึง 40 เล่มที่กลายเป็น “โรงเรียนประจำบ้าน” ของเด็กไทยทั่วประเทศ

เป็นสารานุกรมคุณภาพที่ออกแบบอย่างสวยงาม และเหมาะสมสำหรับเยาวชน 3 ช่วงวัย นับเป็นงานสำคัญที่กระจายอยู่ในห้องสมุดของโรงเรียนทั่วประเทศ และฝากไว้เป็นสมบัติของแผ่นดินไปอีกนานเท่านาน

ทั้งๆ ที่เกิดจากดินสีคิ้ว และโคลนในคลอง แต่สามารถพาตนเองเรียนจบปริญญาเอก กลับมาเป็นอาจารย์ และยังถวายงานสร้างสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนได้อย่างน่าภาคภูมิ

สู่การสร้างป่า

คุณหญิง ดร.กัลยา พูดว่า “ทรัพยากรในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่สร้างใหม่ได้ เกลือ แร่ธาตุต่างๆ เอาขึ้นมาใช้แล้วก็หมดไป มีต้นไม้อย่างเดียว ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ ที่สร้างได้ และฟื้นคืนได้ในชั่วชีวิตเรา”

ทำให้นึกถึง พุทธวาทะธรรม ใน ‘วณปสูตร’ ว่า

“ผู้ปลูกต้นไม้ สร้างสวน สร้างป่า

สร้างร่มเงา ย่อมมีอานิสงส์ ไหลต่อเนื่อง”

คำว่า ‘อานิสงส์ไหลต่อเนื่อง’ มีความหมายลึกซึ้งกว้างไกล ว่าป่าหรือต้นไม้นั้น มันทำหน้าที่ของมันโดยไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีวันเสาร์อาทิตย์ ให้ลมหายใจต่อผู้คน ให้บ้านเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์บกสัตว์น้ำ สัตว์มีปีก เป็นตาน้ำที่ผุดพราย ให้น้ำต่อสรรพชีวิตดุจสายธารที่น้ำไหลต่อเนื่อง ไม่มีที่สิ้นสุด

พูดอีกนัยหนึ่งคือ ป่าและต้นไม้นั้นทำบุญอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องให้ใครเห็น ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เป็นการให้ต่อผู้คนทุกรูปนาม ไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่น้อยใจ ไม่บ่น ไม่ริษยา และไม่นินทาใครทั้งนั้น

ด้วยแรงบันดาลใจจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงตรัสเสมอว่า ‘ป่าคือชีวิต’ ทำให้คุณหญิง ดร.กัลยา โสภณพนิช ตั้งมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ทำหน้าที่ปลูกป่า เพื่อคืนชีวิตให้แผ่นดิน

“ลูกผมเรียนจบปริญญาตรีแล้วนะครับ คุณหญิงมาปลูกป่าที่บ้านผม เงินที่ได้จากการปลูกการดูแลป่า ทำให้ผมส่งลูกเรียนจบมหาวิทยาลัย”

เป็นเสียงสะท้อนกลับของชาวบ้าน เพราะมูลนิธิฯ เลือกไปปลูกป่าในภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำที่เชียงราย เชียงใหม่ และภาคอีสาน ที่อุดรธานี เพื่อให้ป่าซับน้ำไว้อย่างถาวร

คุณหญิงให้ข้อมูลว่า “วิธีการปลูกป่าของเรา ต้องไประดมสรรพกำลัง ทั้งภาคราชการ เช่นกรมป่าไม้ ภาคธุรกิจ อปท. ภาคประชาสังคม คือไปตั้งแคมป์ในพื้นที่ ทำแนวกันไฟ ให้ชาวบ้านมาเป็นยามไฟ ชาวบ้านมีรายได้ทั้งจากการปลูก การดูแล การทำแนวกันไฟ เราปลูกหนึ่งปี ต้องดูแลสองปี เพื่อให้ต้นไม้อยู่รอด ส่วนหนึ่งที่ตายก็ต้องปลูกเสริม ในเวลา 5 ปี ที่ทำมา ปลูกป่าไปแล้ว 20,000 กว่าไร่ ปลูกคราวละ 5,000 ไร่ หมุนเวียนไป ปลูกแล้วก็ส่งให้กรมป่าไม้ดูแลรับผิดชอบต่อไป วิธีนี้เท่ากับ ‘รัฐได้ป่า ชาวบ้านได้เงิน’ ชาวบ้านเป็นคนปลูก ก็จะเป็นยามไฟดูแลป่าไปด้วย การเผาป่าก็ไม่มี ฝุ่น PM ก็ไม่เกิด ปลูกมาแล้ว 40 ปี เป็นจำนวนต้นไม้มากกว่า 20 ล้านต้น ป่าทอนกำลังน้ำให้ ไม่ไหลแรง ป้องกันน้ำท่วม น้ำหลาก ลดโลกร้อน สัตว์ทั้งมวลได้อาศัย คนก็ได้อากาศสะอาดหายใจ นี่คือคุณูปการสำคัญ”

จัดการน้ำ

นาเพียงโมเดล

ที่ ตำบลนาเพียง อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เป็นตัวอย่าง การบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ เป็นการจัดการน้ำที่ชลประทานไปไม่ถึง

คุณหญิงกัลยา ชี้ว่า เทวดาให้น้ำฝนหล่นลงดิน ปีละ 245,000 ล้านลูกบาศก์เมตรทั่วประเทศ แต่พื้นดินอิสานได้ใช้น้ำฝนเพียง 3.5 % ในขณะที่ทั่วประเทศเฉลี่ยแล้วได้ใช้น้ำจากฝนเพียง 5.5% เท่านั้น เปรียบเทียบได้ว่า 100 หยดฝน มีเพียง 3.5 หยดเท่านั้นที่เลี้ยงแผ่นดินอิสาน น้ำฝน 96.5 หยด เป็นน้ำหลาก น้ำล้นไหลลงแม่น้ำและทะเล ปัญหาจึงไม่ใช่ไม่มีน้ำ เพราะน้ำฝนมีแน่นอน แต่ขาดการจัดการที่ดี จึงเกิดภาวะน้ำแล้งน้ำหลากเป็นประจำ ระบบชลประทานให้น้ำชาวบ้านได้เพียง 20 % อีก 80 % ขึ้นอยู่กับเมตตาของฟ้าฝน ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงชี้ทางสว่างไว้ว่า น้ำนั้น ‘ต้องมีที่ให้อยู่ และมีทางให้ไป’

“จากต้นแบบ ความสำเร็จของหมู่บ้านลิ่มทอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่บริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ลิ่มทองโมเดล เป็นระบบจัดการน้ำอย่างยอดเยี่ยมที่ได้รับเชิญไปนำเสนอในที่ประชุม G7 ที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ถือว่าเป็นการจัดการน้ำโดยชุมชนที่ดีที่สุดในโลก ด้วยนวัตกรรมบริหารจัดการน้ำเข้าสู่พื้นที่เรือกสวนไร่นาอย่างทั่วถึง”

นาเพียงโมเดล เป็นการต่อยอดความสำเร็จ มีผลมหาศาล คลุมพื้นที่ 20,000 กว่าไร่ 2,300 ครัวเรือน

ภาพคุณหญิง ดร.กัลยา โสภณพนิช ผู้ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นจาก Imperial College 1

ขณะนี้ได้นำเทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยที่สุดของโลก ชื่อว่า TEM 2 GO เป็นเครื่องมือส่องพื้นดินด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและดาวเทียม ที่สามารถเอกซเรย์ลงสู่พื้นดิน ไปถึงชั้นหินอุ้มน้ำได้อย่างแม่นยำ และเยาวชนไทยได้พัฒนาให้สามารถเห็นภาพได้เป็นระบบสามมิติ ว่าน้ำใต้ดินบริเวณไหนมีกรวดหินดินทราย แร่ธาตุ ปริมาณน้ำที่ตรงความเป็นจริง เอาเครื่องไปวางส่องในเวลา 20 นาที สามารถจะอ่านทางมือถือได้ถึง 378 จุด

TEM 2 GO ทำให้สามารถเก็บกักน้ำ นำน้ำใต้ดินมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเสถียรด้วยการเติมน้ำและสูบน้ำจากใต้ดินมาใช้ในหน้าแล้ง เกษตรกรปลูกถั่วเหลืองพันธุ์เกษตร 80 สร้างรายได้ 5,000 บาท ต่อไร่ ต่อหนึ่งรอบ 100 วัน และปลูกได้ปีละ 2 รอบ เป็นการแก้ปัญหาหนี้สินในครัวเรือน สร้างความมั่นคงทางอาหารและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม และทำได้ต่อเนื่องตลอดไป

เด็กหญิงบ้านนอกคนหนึ่ง มีชีวิตอยู่กับดินโคลน ต้องออกเหงื่อแรงช่วยพ่อแม่หารายได้ตั้งแต่เยาว์วัย ยกระดับตนเองด้วยการใฝ่เรียนใฝ่รู้ และเดินตามความฝัน ผ่านสารานุกรมไทย ผ่านการปลูกป่า ให้แผ่นดิน บริหารจัดการน้ำให้ชาวบ้านทำการเกษตร เพิ่มความมั่นคงทางอาหารและรายได้ให้ชุมชน ตามแนวของในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างแน่วแน่ตลอดมา บัดนี้ล่วงเข้าวัย 87 ปีแล้ว แต่ยังเคลื่อนไหวอย่างแข็งขันตามธรรมชาติวิถีอย่างต่อเนื่อง แม้จะพ้นจากหัวโขนทางการเมืองแล้วก็ตาม

จึงควรค่าแก่การได้รับยกย่องเป็นผู้รับรางวัลอย่างสมควร สมค่า สมภูมิปัญญา และสมภูมิธรรม ที่สร้างสมมาตลอดชีวิต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...