5 เหตุผล ทำไมประเทศไทยซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกไม่ได้เสียที
5 เหตุผล ทำไมประเทศไทยซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกไม่ได้เสียที
นับจนถึงวันนี้ อีกไม่เกิน 20 วัน ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่อเมริกาเหนือจะเริ่มขึ้นแล้ว แต่ประเทศไทยยังคงไม่ใกล้เคียงกับการจะซื้อลิขสิทธิ์ได้
ประเทศรอบๆ ไทยในอาเซียน ล้วนตกลงกับฟีฟ่าได้หมดแล้ว เหลือเพียงแค่ไทยที่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อลิขสิทธิ์ได้อย่างไร และในรูปแบบไหน
ทำไมประเทศไทยถึงดีลไม่สำเร็จเสียที กับการซื้อลิขสิทธิ์ครั้งนี้ ความยากอยู่ตรงไหน เราจะไปอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดในโพสต์นี้
1) กฎ Must Have ที่เคยมี ทำให้ภาคเอกชนลังเล
กฎ Must Have ของกสทช. ถูกบังคับใช้ในปี 2012 โดยระบุว่า “คนไทยต้องได้ดู 7 รายการกีฬาสำคัญผ่านทางฟรีทีวี โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินเพิ่ม” โดย 7 รายการดังกล่าว ประกอบด้วย ซีเกมส์, อาเซียนพาราเกมส์, เอเชียนเกมส์, เอเชียนพาราเกมส์, โอลิมปิก, พาราลิมปิกเกมส์ และ ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย
เมื่อมีกฎนี้ ทำให้ภาคเอกชน ไม่กล้าที่จะควักเงินซื้อลิขสิทธิ์เอง เพราะซื้อไป ก็ต้องโดนบังคับให้ฉายทางฟรีทีวีอยู่ดี ดังนั้นในฟุตบอลโลกปี 2018 และ 2022 จึงไม่มีสถานีโทรทัศน์เอกชน จ่ายเงินซื้อในฐานะ Official Broadcaster
รัฐบาลต้องยื่นมือลงมาช่วย ในปี 2018 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ให้ภาคเอกชนหลายเจ้าร่วมกันลงขัน ได้เงินมาพันล้าน เอาไปซื้อลิขสิทธิ์ได้ ส่วนในปี 2022 กสทช. ช่วยจ่ายเงินซื้อลิขสิทธิ์ 600 ล้านบาท
ในปี 2025 กสทช. จึงเอาลิสต์รายการ ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ออกจาก 7 อีเวนต์ที่เป็น Must Have โดยคาดหวังว่า จะมีสถานีโทรทัศน์สักช่อง อาจจะเป็น True Visions หรือ AIS Play เป็นคนซื้อลิขสิทธิ์ แต่สุดท้าย ทั้ง 2 เจ้าก็ยังนิ่งอยู่
ในอดีตเอกชนคุ้นชินกับการที่รัฐบาล ช่วยจ่ายลิขสิทธิ์ให้ตลอด ดังนั้นถ้าจะให้พวกเขาต้องมาจ่ายเองเต็มๆ พันล้าน ก็แน่นอนว่าไม่พร้อมจะจ่ายในราคานี้
2) คนไทยคุ้นเคยกับของฟรี
ในประวัติศาสตร์ของไทย ประชาชนไม่เคยจ่ายเงิน เพื่อดูฟุตบอลโลก หลายคนรู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่ต้อง “ดูฟรี” มันไม่ใช่พรีเมียร์ลีก หรือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ต้องเสียเงินซื้อ
เอกชนผู้ซื้อลิขสิทธิ์เกิดความลังเลใจที่จะจ่าย เพราะไม่มั่นใจว่า จะมีประชาชนซื้อแพ็กเกจฟุตบอลโลกมากพอหรือไม่ เพราะปกติก็คุ้นเคยกับการดูฟรีมาทุกๆ 4 ปีอยู่แล้ว
3) ช่วงเวลาถ่ายทอดสด ไม่ตอบโจทย์คนไทย
ฟุตบอลโลกที่อเมริกาเหนือหนนี้ ความยากคือ “จัด 3 ประเทศ” และที่อเมริกาก็มีหลายไทม์โซน ช่วงเวลาถ่ายจึงกระจัดกระจายมาก เริ่มตั้งแต่ห้าทุ่ม ไปจบเอา 11 โมงของอีกวัน
เวลาการถ่ายทอดสดนั้น ไม่ใช่ช่วงเวลา prime time ของไทยเลย คือในฟุตบอลโลก 2018 และ 2022 เตะที่รัสเซีย และ กาตาร์ สล็อตเวลาดีมากๆ เตะหัวค่ำ ไปจนเที่ยงคืน ถึงตีสอง คล้ายๆ กับ ดูพรีเมียร์ลีก แบบนี้คนไทยชอบ เพราะเวลาลงล็อก
ส่วนสินค้าต่างๆ จัดอีเวนต์ง่าย ปาร์ตี้ดูบอลก็จัดง่าย เพราะเวลาลงตัว ดูบอลเสร็จนอน ตื่นเช้ามาเรียนหนังสือ หรือทำงานพอดี แต่ช่วงเวลาฟุตบอลโลกหนนี้ มีหลายแมตช์ ที่คาบเกี่ยวกับช่วงเวลาทำงาน หรือไปเรียน ทำให้การขายทำได้ยาก
4) ค่าลิขสิทธิ์แพงมหาศาลมาก
ในอาเซียน มีหลายประเทศที่ซื้อลิขสิทธิ์ไปแล้ว และได้ราคาถูกกว่าไทยอย่างมาก เช่น เวียดนาม ที่ช่อง VTV ซื้อไปครองด้วยราคา 550 ล้านบาท ถูกกว่าที่ฟีฟ่าเสนอให้ไทยมากกว่าครึ่ง
ประเทศไทยนั้น ต้องจ่ายเงินให้ฟีฟ่า 1,300 ล้านบาท และถ้ารวมค่าโปรดักชั่นต่างๆ ที่ต้องทำ มีโอกาสต้องใช้เงินทุนมากถึง 1,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่มหาศาลมาก โดยเฉพาะกับทัวร์นาเมนต์ที่ไทยไม่มีส่วนร่วมด้วย
ฟีฟ่านั้น มองว่าไทยเป็นตลาดใหญ่ มีค่าครองชีพที่สูงกว่าเวียดนาม ดังนั้นค่าลิขสิทธิ์ก็ต้องแพงตามไปด้วย และเชื่อเสมอว่าไทยมีรัฐหนุนหลัง ตั้งราคาแค่ไหน ยังไงก็ขายได้ มันเป็นแบบนั้นมาตลอดทุกครั้ง
กับฟุตบอลโลกที่เตะ 104 แมตช์ ถ้าต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ 1,300 ล้านบาท ก็เท่ากับว่า เฉลี่ยค่าใช้จ่าย แมตช์ละประมาณ 15 ล้านบาท มันแพงมากเกินไป และถ้าฟีฟ่าไม่ลดลงบ้าง การซื้อขายก็เกิดขึ้นยาก
5) ภาครัฐกลัวโดนกระแสสังคมถล่ม
รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล พยายามยื่นมือเข้ามาช่วยซื้อลิขสิทธิ์แล้ว แต่ทันทีที่มีข่าวว่า จะเอาเงินของรัฐมาช่วยจ่าย ก็โดนแรงต่อต้านทันที ว่าเอาเงินภาษี ไปจ่ายซื้อความบันเทิงเป็นพันล้าน ในช่วงเวลาแค่ 40 วัน
นั่นทำให้รัฐบาลไม่กล้าขยับมาก เพราะอาจโดนถล่มได้เสมอ ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามกู้เงินหลักแสนล้าน แต่ในเคสนี้กลับใช้เงินพันล้านอย่างไม่ประหยัด เป็นจุดที่สังคมตั้งคำถาม
สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง คือรัฐบาลจะใช้การหว่านล้อมภาคเอกชน ช่วยกันผลักดันให้ฟุตบอลโลกถ่ายทอดสดให้ได้ โดยไม่ต้องควักเงินของรัฐมากเกินไป
จริงๆ นี่เป็นจุดที่ทดสอบความสามารถของรัฐบาลอนุทิน มีหลายคนยกไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะยุค พล.อ.ประยุทธ์ ต่อให้ใช้กำลังภายในอย่างไร แต่สุดท้ายก็สามารถทำให้การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเกิดขึ้นได้จริง
นี่คือเหตุผลหลักๆ ที่การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ยังไม่สามารถปิดดีลลิขสิทธิ์ได้ในเวลานี้ และถ้ารัฐบาลไม่สามารถผลักดันได้สำเร็จ นี่อาจเป็นครั้งแรกในรอบ 56 ปี ที่ประเทศไทย ไม่มีถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม ยังพอมีเวลาเหลืออยู่เล็กน้อย ต้องอย่าลืมว่าในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย คุ้นเคยมากกับการเซ็นสัญญาในช่วงเวลาเดดไลน์
ตัวอย่างเช่น ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ประเทศไทยมาซื้อลิขสิทธิ์ได้ในช่วงเวลาอีกแค่ 3 วันก่อนนัดเปิดสนาม ทำให้ไทยเป็นชาติสุดท้ายของโลกที่เซ็นสัญญากับฟีฟ่าได้สำเร็จ
เหตุการณ์นี้ก็อาจเกิดขึ้นกับไทยได้อีกครั้งในปีนี้ ดังนั้นสำหรับแฟนฟุตบอลก็ต้องมีความหวังไว้ก่อน และลุ้นว่ารัฐบาลยุคอนุทิน จะโชว์ความสามารถปิดจ๊อบได้ไหม ให้คนไทยได้ดูแบบลิขสิทธิ์โดยไม่ต้องไปดูช่องเถื่อน