ธุรกิจของเล่นคลายเครียดรุ่ง กระแส ‘สกุชชี่’ กลับมาฮิต เน้นซื้อแก้เครียดจิ้มๆ บีบๆ
จากของเล่นเด็กยุค 2010s ที่เคยฮิตในหมู่นักเรียนประถม วันนี้ “สกุชชี่” หรือของเล่นบีบคลายเครียด กำลังกลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง แต่การกลับมารอบนี้ไม่ได้ขายแค่ความน่ารัก กลิ่นหอม หรือความเป็นของสะสมเหมือนในอดีต
สิ่งที่กำลังถูกขายจริงๆ คือ ความรู้สึกตอนบีบ
ในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ หลายคนเริ่มซื้อของเล่นอย่างสกุชชี่มาบีบคลายเครียดกันอีกครั้ง บางคนทำคอนเทนต์ออกตามหาตามร้านของเล่น บางคนถ่ายคลิปจิ้ม บีบ กด ให้ดูเนื้อสัมผัส บางคนรีวิวรูปทรงต่างๆ ตั้งแต่ซาลาเปา ขนมปัง เค้ก โมจิ ลูกบอล ไปจนถึงทรงน้ำแข็ง
กระแสนี้ทำให้ของเล่นชิ้นเล็กๆ ฮิตขึ้นท่ามกลางวันที่ผู้คนเครียดมากขึ้น เศรษฐกิจไม่แน่นอน และค่าครองชีพกดดัน การจ่ายเงินหลักสิบถึงหลักร้อยเพื่อซื้อความรู้สึกดีขึ้นชั่วคราว
[ ตลาดของเล่นคลายเครียดโต ]
ข้อมูลจาก Business Research Company ระบุว่า ตลาดของเล่นคลายเครียดทั่วโลกมีมูลค่าราว 5.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.83 แสนล้านบาท ในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 7.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.48 แสนล้านบาท ภายในปี 2030
เมื่อความเครียดไม่ได้เป็นแค่ปัญหาสุขภาพจิตหรือภาวะส่วนตัวของผู้บริโภคเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นตลาดที่มีมูลค่า และเติบโตได้แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้สดใสนัก
เหตุผลหลักมาจากความเครียดสะสมของคนทำงานและคนใช้ชีวิตในเมือง ที่ต้องอยู่กับหน้าจอนานๆ ใช้สมองตลอดเวลา และต้องการบางอย่างให้มือได้ขยับโดยไม่ต้องคิดมาก
อีกเหตุผลคือความตื่นรู้เรื่องสุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ได้ปล่อยผ่านความรู้สึกเครียดของตัวเองเหมือนในอดีต แต่เริ่มมองหาวิธีจัดการอารมณ์ ความล้า และความกดดันในชีวิตประจำวัน
การบีบของเล่นสักชิ้นจึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระเสมอไป แต่มันคือการระบายที่เรียบง่าย ใช้เงินไม่มาก และให้ผลทางความรู้สึกทันที
[ จากของสะสมเด็กประถม สู่สินค้าคลายเครียดของทุกวัย ]
สำหรับใครที่โตมาในยุค 2010s น่าจะจำได้ว่า สกุชชี่เคยระเบิดกระแสมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นสกุชชี่เป็นของสะสมในหมู่เด็กประถมและวัยรุ่น มาในรูปขนมปัง สตรอว์เบอร์รี ตัวการ์ตูน หรือของกินน่ารักๆ บีบแล้วคืนรูปช้า มักมีกลิ่นผลไม้ปลอม และบางชิ้นมีราคาหลายร้อยถึงหลักพันบาท
แต่การกลับมารอบนี้มีหลายอย่างที่ต่างออกไป เพราะราคาถูกลงมาก บางชิ้นอยู่ในหลักสิบบาท รูปแบบหลากหลายขึ้น และกลุ่มคนเล่นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เด็กอีกต่อไป ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยก็ซื้อมาไว้บีบคลายเครียดระหว่างทำงาน ดูคอนเทนต์ หรือวางไว้บนโต๊ะทำงาน
ที่สำคัญ สิ่งที่ทำให้สินค้าขายได้ในรอบนี้ไม่ใช่แค่ความน่ารักหรือกลิ่นหอม แต่คือ “สัมผัส” และความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนบีบ กด จิ้ม หรือขยำ
อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้สกุชชี่กลับมาไว คือพลังของคอนเทนต์วิดีโอสั้น โดยเฉพาะ TikTok
ของเล่นประเภทนี้เหมาะกับแพลตฟอร์มวิดีโอมาก เพราะไม่ต้องอธิบายยาว แค่เห็นมือกดลงไปบนเจลหนึบๆ เห็นของยุบตัวช้าๆ หรือได้ยินเสียงตอนบีบ ก็ทำให้คนดูรู้สึกอยากลองตามได้ทันที
คอนเทนต์จำนวนมากจึงไม่ได้ขายข้อมูลสินค้าแบบตรงๆ แต่ขายความฟินผ่านภาพและเสียง ไม่ว่าจะเป็นคลิปตามหาของหายาก คลิปเปิดกล่องสุ่ม คลิปจิ้มให้ดู คลิปเปรียบเทียบความนิ่ม หรือคลิปรีวิวว่าสัมผัสแบบไหนบีบแล้วสะใจที่สุด
เมื่อของเล่นชิ้นหนึ่งกลายเป็นคอนเทนต์ที่ดูเพลินและกระตุ้นความอยากลอง กระแสจึงไม่ได้เกิดแค่ในร้านของเล่น แต่เกิดตั้งแต่บนหน้าฟีด แล้วไหลต่อไปยังร้านค้าปลีก สำเพ็ง สะพานเหล็ก และแพลตฟอร์มออนไลน
[ ตลาดไทยเริ่มขยับ จากอาร์ตทอยสู่ของเล่นบีบคลายเครียด ]
ถ้าไปเดินสำเพ็งหรือ Mega Plaza สะพานเหล็กในช่วงนี้ จะเห็นว่าร้านค้าไม่ได้วางแต่กล่องสุ่มอาร์ตทอยเหมือนก่อน หลายร้านเริ่มสั่งสกุชชี่เกรดพรีเมียมเข้ามาขาย เพราะวัยรุ่น เด็กนักเรียน และผู้ปกครองเริ่มเดินเข้ามาถามหาของเล่นไว้บีบคลายเครียดมากขึ้น
ในฝั่งค้าส่ง ร้านค้าบางแห่งใช้กลยุทธ์ขายขั้นต่ำ เช่น ซื้อ 3 ชิ้นขึ้นไปได้ราคาส่ง เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อหลายชิ้นและรู้สึกว่าคุ้มขึ้น
บางร้านเลือกขายแบบยกโหล 12 ชิ้น ในราคาประมาณ 160-300 บาท เพื่อรีบหมุนสินค้าและระบายให้ทันกระแส มากกว่าจะตั้งราคาสูงแล้วรอขายช้า เพราะของเล่นไวรัลมีความเสี่ยงสูงมาก หากปล่อยช้า กระแสเปลี่ยนเมื่อไหร่ สินค้าก็อาจกลายเป็นของค้างสต็อกทันที
นี่คือมุมธุรกิจที่น่าสนใจของกระแสสกุชชี่ เพราะร้านค้ารู้ดีว่า สินค้ากลุ่มนี้อาจทำเงินเร็ว แต่ก็มีโอกาสเจ็บเร็วเช่นกัน
[ 2 แบบที่กำลังฮิต แต่ละสายฟินต่างกัน ]
สำหรับสกุชชี่ต่างมีสัมผัสที่ต่างกัน หลักๆ ที่ฮิตก็มี 2 แบบคือ แบบแรกที่ฮิตมากแบบสายเจลหนึบ รูปทรงต่างๆ เช่น ขนม เค้ก ช้อคโกแลต โมจิ ลูกบอลหรือทรงลูกเต๋าที่เนื้อสัมผัสในอัดแน่นด้วยเจลพิเศษ บีบแล้วยุบตัวช้าๆ แล้วค่อยๆ คืนรูป หรือ Slow มาก มีสัมผัสที่ทำให้รู้สึกต้านมือ แบบนี้ตอบโจทย์คนที่อยากระบายพลังงาน
ของไทยแบรนด์ที่ฮิตกันใน TikTok คือ iBloom ที่มีทั้งสีลาย รูปทรงน่ารักๆ และที่สำคัญราคาหลักร้อยจนถึงหลักพัน บางร้านในสำเพ็งและ Mega สะพานเหล็กของหมดและขาดตลาด
ส่วนแบรนด์ในอเมริกาทีฮิตๆ ก็จะมี NeeDoh ซึ่งมาในรูปทรงน้ำแข็งหรือสี่เหลี่ยมที่เป็นตัวขายหลัก ตอนนี้หลังกระแสมา แบรนด์ขาดตลาดหนัก ทำให้ของก๊อประบาด
โดยแบรนด์ NeeDoh ก็รู้ได้ว่ากระแสสินค้าอาจจะหมดเร็วไปก็เลยผลิตน้อยกว่าความต้องการเพื่อยื้อกระแสไว้ด้วย
ส่วนอีกแบบคือสายโมจิซิลิโคน ทาบะสกุชชี่ (มีคนไทยทำขายเองด้วย เริ่มต้น 20–150 บาท) ทำจากซิลิโคนเหลว นุ่มนิ่มยืดหยุ่นสูง
มักมาในรูปอุ้งเท้าแมว ของกิน หรือตัวสัตว์น่ารัก ผิวสัมผัสเหนียวๆ หนึบๆ คล้ายแป้งโมจิสดๆ ฮิตมากในกลุ่มวัยรุ่นและนักเรียน และมักปรากฏในกล่องสุ่มยุคนี้
[ Fidget Spinner คือกรณีศึกษาที่ชัดมาก ]
ในช่วงต้นปี 2017 ของเล่นชิ้นนี้เคยครองตลาดออนไลน์ในสหรัฐฯ โดยคิดเป็นถึง 17% ของยอดขายของเล่นออนไลน์ทั้งหมด
แต่กระแสขึ้นถึงจุดสูงสุดในต้นเดือนพฤษภาคม และหลังจากนั้นก็ร่วงลงอย่างรวดเร็ว ร้านค้าที่สั่งสินค้ามาตุนเต็มโกดังต้องแบกรับความเสียหายหนัก เพราะเมื่อความสนใจของผู้บริโภคจบลง สินค้าก็แทบไม่มีทางระบายได้ในราคาเดิม
นักวิเคราะห์มองว่า สินค้าที่พึ่งพาความไวรัลเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มี utility หรือประโยชน์ใช้สอยที่แท้จริง มักมีหน้าต่างโอกาสสั้นมาก เมื่อคนเล่นซ้ำๆ แล้วรู้สึกว่าไม่มีอะไรใหม่ให้ค้นพบ ความสนใจก็จบ
[ ตลาดไทยเสี่ยงของล้น เพราะแห่นำเข้าพร้อมกัน ]
สำหรับตลาดไทย ความเสี่ยงของของเล่นไวรัลอาจยิ่งรุนแรงขึ้น เพราะพฤติกรรมของร้านค้าจำนวนมากมักแห่นำเข้าสินค้าพร้อมกันเมื่อเห็นกระแสเริ่มมา
ผลคือ ของที่เคยหายากในช่วงแรก อาจกลายเป็นของล้นตลาดในเวลาไม่นาน จากชิ้นละ 150 บาท อาจเหลือเพียง 20 บาทในกระบะเซลล์ภายในเดือนเดียว หากร้านค้าสั่งของมากเกินไปหรือเข้าตลาดช้ากว่ากระแส
นี่ทำให้ผู้ค้าบางรายเลือกใช้กลยุทธ์ขายเร็ว หมุนเร็ว และไม่กักสต็อกนาน เพราะรู้ดีว่าสินค้าแบบนี้ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องราคา แต่แข่งกับ “เวลา” และความเร็วของกระแสด้วย
การกลับมาของสกุชชี่อาจไม่ใช่แค่เทรนด์ของเล่นน่ารักๆ แต่เป็นสัญญาณเล็กๆ ของเศรษฐกิจความเครียด
ในวันที่คนต้องทำงานหนักขึ้น จ้องจอนานขึ้น เผชิญค่าครองชีพสูงขึ้น และอยู่กับความไม่แน่นอนมากขึ้น สินค้าราคาไม่แพงที่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นทันทีจึงมีพื้นที่ในตลาดเสมอ
ส่วนสกุชชี่รอบนี้เวลาจะตอบได้ว่า มันจะอยู่ยาวจนกลายเป็นของเล่นคลาสสิกอีกชิ้น หรือจะเป็นเพียงไวรัลระยะสั้นที่จบลงในกระบะเซลล์เหมือนหลายกระแสที่ผ่านมา
ที่มา
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-03/needoh-squishy-craze-sparks-shortages-resales-and-parent-frenzy?srnd=phx-businessweek