โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

การฝึกทักษะทางสังคม (Social Skills Training) ตัวช่วยเด็กออทิสติก-สมาธิสั้น

PPTV HD 36

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
Social Skills Training ช่วยเด็กพิเศษพัฒนาการสื่อสาร ควบคุมอารมณ์ เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ลดปัญหาเข้าสังคมและเพิ่มความมั่นใจ

ทักษะทางสังคม คือ ความสามารถในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม ซึ่งในหลายบริบทอาจไม่ได้ถูกกำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นสิ่งที่ผู้คนเข้าใจและยอมรับร่วมกัน (Social Norms) ทักษะนี้เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร การปฏิสัมพันธ์ การแบ่งปัน และที่สำคัญที่สุดคือ **การควบคุมพฤติกรรมตนเอง** ให้สอดคล้องกับความคิดและความคาดหวังของผู้อื่น

สำหรับเด็กพิเศษ ทักษะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เขาลดความแปลกแยกและเพิ่มโอกาสในการสร้างมิตรภาพ หากปราศจากทักษะทางสังคมที่เหมาะสม

ภูมิแพ้อาหารแฝง VS ภูมิแพ้อาหาร แบบไหนอันตรายกว่า? เปิดวิธีตรวจคัดกรอง

เตือนภัย! ไตวายเฉียบพลัน จากภาวะขาดน้ำฮีทสโตรก อันตรายถึงชีวิต

เด็กอาจมุ่งเน้นแต่ความต้องการของตนเองจนไม่สามารถทำความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้ ส่งผลให้การดำรงชีวิตในสังคมเป็นไปอย่างยากลำบาก

เด็กกลุ่มใดที่ควรได้รับการฝึกทักษะทางสังคม

แม้เด็กทุกคนจะต้องการการเรียนรู้ทางสังคม แต่กลุ่มเด็กที่ควรได้รับการฝึกอย่างเป็นระบบ (Social Skills Training) ได้แก่:

  • กลุ่มออทิสติก (Autism) ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่มีความบกพร่องโดยตรงด้านการเข้าสังคมและการสื่อสาร
  • กลุ่มภาวะสมาธิสั้น (ADHD) ที่มีปัญหาเรื่องการควบคุมตนเองและการจัดการพฤติกรรม
  • กลุ่มที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ หรือด้านอารมณ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นใจและการแสดงออกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้อื่น

ปัญหาทักษะทางสังคมที่พบบ่อยในเด็กพิเศษ

ปัญหาทางสังคมในเด็กพิเศษมักมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไปตามประเภทความบกพร่อง:

  • กลุ่มออทิสติก มักพบความยากลำบากในการตีความอวัจนภาษา เช่น สีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียง รวมถึงความบกพร่องในการปรับตัวเข้าหาสิ่งใหม่ๆ
  • กลุ่มสมาธิสั้น (ADHD) แม้เด็กอาจจะรู้กฎเกณฑ์ แต่ปัญหาคือการ "ยับยั้งชั่งใจ" (Impulse Control) ทำให้มักทำอะไรลงไปโดยไม่ทันคำนึงถึงผลกระทบต่อเพื่อนรอบข้าง จนบางครั้งพฤติกรรมนั้นกลายเป็นสิ่งที่ผู้อื่นไม่ยอมรับ

ประโยชน์ของ Social Skills Training

การฝึกทักษะสังคมอย่างเป็นระบบช่วยพัฒนาศักยภาพของเด็กในหลายมิติ

  • ด้านการสื่อสาร พัฒนาการใช้ภาษาให้เหมาะสมกับกาลเทศะและสถานการณ์
  • ด้านความเข้าใจผู้อื่น ช่วยให้เด็กเข้าใจมุมมองและความรู้สึกของคนรอบข้าง (Perspective Taking)
  • ด้านอารมณ์ เสริมสร้างความสามารถในการจัดการและควบคุมอารมณ์ตนเองเมื่อไม่ได้ดั่งใจ

หลักการและแนวคิดที่ใช้ในการฝึกทักษะทางสังคม

หัวใจสำคัญของการฝึกคือการเปลี่ยนจาก "นามธรรม" ให้เป็น "รูปธรรม" โดยใช้หลักการปรับพฤติกรรม (Behavioral Approach) และการเรียนรู้ผ่านการสังเกต เน้นการสร้างสถานการณ์จำลองเพื่อให้เด็กเห็นภาพชัดเจนว่าพฤติกรรมใดควรทำ และพฤติกรรมใดที่ส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์

รูปแบบของการฝึกโปรแกรม Social Skills Training

การฝึกจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของเด็กแต่ละคน โดยมีรูปแบบที่หลากหลาย เช่น:

  • การฝึกการรับรู้อารมณ์ เริ่มจากภาพใบหน้าในกระดาษ สู่การสังเกตสีหน้าคนจริง จนไปถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ที่ซับซ้อน เช่น "หากทำไอศกรีมหล่นจะรู้สึกอย่างไร" “เพราะเหตุใด”
  • การฝึกความคิดยืดหยุ่น สอนให้เด็กออทิสติกรู้จักการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง ไม่ยึดติดกับกฎ
  • การใช้บทบาทสมมติ (Role Play) เพื่อให้เด็กได้ฝึกการปฏิสัมพันธ์ในพื้นที่ปลอดภัยก่อนไปเผชิญสถานการณ์จริง
  • การใช้สื่อภาพและการวาดรูป เพื่ออธิบายเหตุการณ์และสร้าง "ตัวเลือกพฤติกรรม" ให้เด็กเห็นผลลัพธ์ที่ต่างกันของแต่ละการกระทำ

ทักษะสำคัญที่เด็กจะได้ฝึกในโปรแกรม

ในโปรแกรมการฝึก ทักษะพื้นฐานที่เด็กจะได้เรียนรู้และทำซ้ำจนชำนาญประกอบด้วย

  • การทักทายและเริ่มต้นบทสนทนา รู้จักจังหวะการเข้าหาผู้อื่นและการใช้คำพูดเบื้องต้น
  • การฟังและตอบโต้ทางสังคม ฝึกการรอให้คนอื่นพูดจบและตอบโต้ให้ตรงประเด็น
  • การรอคอยและการแบ่งปัน ผ่านกิจกรรมหรือเกม เช่น บันไดงู ซึ่งช่วยฝึกการขออนุญาตและการผลัดกันเล่น (Turn-taking)
  • การจัดการความขัดแย้ง ฝึกวิธีการประนีประนอมเมื่อมีความเห็นไม่ตรงกับผู้อื่น

การพัฒนาเด็กพิเศษต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ (Multidisciplinary Team) ของทีมสหวิชาชีพ

  • กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ทำหน้าที่วินิจฉัยและวางแนวทางการรักษาภาพรวม
  • นักจิตวิทยา ดูแลด้านอารมณ์ ความคิด และการปรับพฤติกรรมเชิงลึก
  • นักกิจกรรมบำบัด ช่วยพัฒนาทักษะการใช้ชีวิตและการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นในเชิงปฏิบัติ
  • นักแก้ไขการพูด มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการสื่อสารและภาษาเพื่อสังคม (Pragmatics)

การประเมินผลและการวัดผล

ก่อนการฝึกจะมีการประเมินพื้นฐาน (Baseline) เพื่อดูระดับความสามารถของเด็ก และกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น "ภายใน 1 เดือน หรือการฝึก 5 ครั้ง เด็กต้องสามารถทักทายผู้อื่นได้เอง 3 ครั้งโดยไม่ต้องเตือน" การกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนจะช่วยให้ผู้ปกครองเห็นพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมและมีกำลังใจในการฝึกต่อ

บทบาทของครอบครัวในการเสริมทักษะทางสังคม

ครอบครัวคือหัวใจสำคัญที่สุดของความสำเร็จ เนื่องจากทักษะทางสังคมเกิดจากการเรียนรู้ผ่านการเลี้ยงดูในชีวิตประจำวัน หากเด็กมาพบผู้เชี่ยวชาญเพียงสัปดาห์ละครั้งย่อมไม่เพียงพอ ผู้ปกครองควรนำเทคนิคกลับไปฝึกที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ “พฤติกรรมของผู้ปกครอง” ยังมีอิทธิพลอย่างมาก เด็กมักเรียนรู้การจัดการอารมณ์จากการสังเกต หากเราตอบสนองต่อปัญหาด้วยอารมณ์ที่รุนแรง เด็กย่อมซึมซับพฤติกรรมนั้นไปใช้ การปรับสภาพแวดล้อมที่บ้านให้เหมาะสมและเป็นแบบอย่างที่ดีจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ลูกก้าวเดินในสังคมได้อย่างมั่นใจและมีความสุขในระยะยาว

การพาเด็กมาพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินเมื่อพบปัญหาซ้ำๆ ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่คือการมอบโอกาสให้ลูกได้รับการช่วยเหลือที่ตรงจุด เพื่อให้เขาสามารถพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างยั่งยืน

คำถามที่พบบ่อยจากผู้ปกครอง (FAQ)

ควรเริ่มฝึกตั้งแต่อายุเท่าไร

ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไรยิ่งดี โดยเฉพาะเมื่อเริ่มเห็นสัญญาณว่าเด็กมีความยากลำบากในการสื่อสารหรือเข้าสังคม การฝึกตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดปัญหาในระยะยาว

เด็กไม่ชอบเข้าสังคม จำเป็นต้องฝึกหรือไม่

จำเป็นอย่างยิ่ง หากความไม่ชอบเข้าสังคมนั้นมาจากการขาดทักษะ ไม่ใช่แค่บุคลิก การฝึกจะช่วยให้เด็กอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม แม้จะไม่ใช่เด็กที่ชอบสังคมมากก็ตาม

ใช้เวลานานแค่ไหนจึงเห็นผล

ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของเด็กและความสม่ำเสมอในการฝึก โดยทั่วไปต้องมีการตั้งเป้าหมายชัดเจนและฝึกซ้ำอย่างต่อเนื่องจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม

ผู้ปกครองสามารถมีส่วนร่วมอย่างไร

ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญที่สุด โดยนำเทคนิคจากผู้เชี่ยวชาญไปฝึกในชีวิตประจำวัน เป็นแบบอย่างที่ดี และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ทางสังคมของเด็ก

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...