โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แบงก์ชาติยืนยันอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันรับมือเงินเฟ้อไหว ไร้สัญญาณเงินทุนไหลออก แม้เทรนด์ธนาคารกลางทั่วโลกจ่อขึ้นดอกเบี้ย

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
แบงก์ชาติยืนยันอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันรับมือเงินเฟ้อไหว ไร้สัญญาณเงินทุนไหลออก แม้เทรนด์ธนาคารกลางทั่วโลกจ่อขึ้นดอกเบี้ย

แบงก์ชาติยืนยันอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 1.00% รับมือเงินเฟ้อไหว ย้ำไม่เห็นสัญญาณเงินทุนไหลออก แม้เทรนด์ธนาคารกลางทั่วโลกจ่อขึ้นดอกเบี้ย ชี้บาทอ่อน 5.7% ไม่ได้นำภูมิภาค ยังห่วงเศรษฐกิจโตต่ำแบบ K-Shaped ‘ครัวเรือนรายได้ต่ำ’ ได้รับแรงกดดันสูงกว่า ‘ครัวเรือนรายได้สูง’

ประเด็นสำคัญ

  • ไม่เห็นสัญญาณเงินทุนไหลออกไทย แม้เทรนด์ทั่วโลกปรับขึ้นดอกเบี้ย
  • ย้ำเงินบาทไม่ได้แข็งนำภูมิภาค
  • เตือนจับตาผลกระทบเอลนีโญต่อเงินเฟ้อครึ่งปีหลัง
  • เงินเฟ้อไทย ‘ลดลงเร็วกว่า’ เมื่อเทียบกับต่างประเทศ
  • ข้อมูลแบงก์ชาติชี้ รายได้คนไทย ‘ไม่พอ’ รายจ่าย
  • ‘ครัวเรือนรายได้ต่ำ’ ได้รับแรงกดดันสูงกว่า ‘ครัวเรือนรายได้สูง’

วันนี้ (24 มิถุนายน) ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน และ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวในงานแถลงข่าวผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 3/2569 ว่า ยังไม่มีแรงกดดันให้ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องดูแลความเสี่ยงเงินเฟ้อในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม กนง.ยังคงพร้อมปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินนโยบายการเงิน ตามสถานการณ์ หากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงไป

“เรามองว่า ทิศทางเงินเฟ้ออยู่ในวิสัยที่ควบคุมได้ด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนี้ แต่ในช่วงที่เหลือของปี หากเงินเฟ้อพุ่งขึ้นเยอะๆ เราก็พร้อมจะปรับเปลี่ยน ถ้าจำเป็นต้องขึ้น (อัตราดอกเบี้ยนโยบาย) เราก็ต้องขึ้น” ดร.ดอนกล่าว

ดร.ดอนอธิบายต่อว่า แม้อัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศเคยเร่งตัวขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน (Supply Shock) เช่นเดียวกับไทย แต่ในต่างประเทศยังมีแรงกดดันจากอุปสงค์ (Demand) ที่เข้ามาผสม เนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีกว่าไทย ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศยังอยู่ในระดับสูงกว่ากรอบเป้าหมาย แม้จะมีแนวโน้มปรับลดลงในปีหน้า ขณะที่ประเทศไทย อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเป้าหมายทั้งในปี 2569 และปี 2570 ทำให้ กนง. ยังไม่จำเป็นต้องให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเพิ่มเติมในระยะนี้

ไม่เห็นสัญญาณเงินทุนไหลออกไทย แม้เทรนด์ทั่วโลกปรับขึ้นดอกเบี้ย

ดร.ดอนกล่าวว่า แม้ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การที่อัตราดอกเบี้ยไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าต่างประเทศ อาจสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น ซึ่งอาจส่งผลดีต่อภาคส่งออก รวมถึงช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และภาคเกษตรกรรมบางส่วน อย่างไรก็ตาม จากสถิติในอดีต พบว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยมักไม่ได้ส่งผลต่อค่าเงินบาทและการเคลื่อนย้ายเงินทุนมากเท่ากับที่ทฤษฎีคาดการณ์ไว้ ทำให้ปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณการไหลออกของเงินทุนที่น่ากังวล

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ และการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึงหรือมีลักษณะ K-Shape Recovery โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ยังมีความเปราะบาง กนง. จึงเห็นว่าการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันยังมีความเหมาะสมมากกว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะนี้

โดยกนง. ยังคงติดตามพัฒนาการของเงินทุนเคลื่อนย้าย ตลอดจนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึงอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเหมาะสมของนโยบายการเงินในระยะต่อไป

ย้ำเงินบาทไม่ได้แข็งนำภูมิภาค

นอกจากนี้ ดร.ดอนยังกล่าวถึงสกุลเงินบาทที่มีการปรับอ่อนค่าลงราว 5.7% นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) โดยชี้ว่าเป็นการอ่อนค่าลงตามทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐฯ โดยเงินบาทไม่ได้เป็นการอ่อนค่านำภูมิภาค และยังตามหลังสกุลเงินวอนของเกาหลีใต้ที่อ่อนค่าลง 6% นับตั้งแต่ต้นปี และริงกิตอินโดนีเซียที่อ่อนค่าลง 6.6% นับตั้งแต่ต้นปี

เตือนจับตาผลกระทบเอลนีโญต่อเงินเฟ้อครึ่งปีหลัง

อย่างไรก็ตาม กนง. ยังคงติดตามความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มส่งผลชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี และอาจทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคเกษตรและต้นทุนสินค้าอาหารในระยะต่อไป

ตามผลการศึกษาของ National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) คาดการณ์โอกาสเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ว่าจะมีความรุนแรงปรากฏขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี และรุนแรงสุดในช่วงไตรมาส 4

เงินเฟ้อไทย ‘ลดลงเร็วกว่า’ เมื่อเทียบกับต่างประเทศ

ดร.ดอนกล่าวว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อไทยมีการปรับลดลง (Disinflation) เร็วกว่าเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เนื่องจากไทยไม่มีเงินเฟ้อในภาคบริการ ทำให้ไม่ต้องเผชิญภาวะ Wage-Price Spiral หรือวงจรที่ราคาสินค้าและค่าจ้างปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องซึ่งกันและกัน

ในหลายประเทศ อัตราเงินเฟ้อภาคบริการมีความเชื่อมโยงกับการปรับเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน เมื่อราคาสินค้าและบริการปรับสูงขึ้น แรงงานเรียกร้องค่าจ้างเพิ่ม และต้นทุนที่สูงขึ้นจะถูกส่งผ่านกลับไปยังราคาสินค้าอีกทอดหนึ่ง จนกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อรอบสอง (Second-Round Effect)

ขณะที่ประเทศไทย การเติบโตของค่าจ้างแรงงานยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อจากด้านอุปสงค์ยังไม่เกิดขึ้นในวงกว้าง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเป้าหมาย แม้ในอีกด้านหนึ่งจะสะท้อนว่ารายได้แรงงานไทยยังเติบโตไม่มากนัก

ข้อมูลแบงก์ชาติชี้ รายได้คนไทย ‘ไม่พอ’ รายจ่าย

ดร.ดอน กล่าวว่า การบริโภคภาคเอกชนซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจะยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหารายได้ของประชาชนที่เติบโตช้าลงสวนทางกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

โดยข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนถึงค่าครองชีพของประชาชนในไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวสูงกว่าอัตราการเติบโตของรายได้ลูกจ้างนอกภาคเกษตรในช่วงเวลาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ดร.ดอนกล่าวต่อว่า แม้ว่าจะมีแรงกดดันดังกล่าว แต่ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้อาจจะยังไม่เห็นการชะลอตัวของการบริโภคที่รุนแรงมากนัก เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากมาตรการของรัฐ

โดยวันนี้ ธปท.ยังได้ปรับเพิ่มประมาณการการบริโภคภาคเอกชนเป็น2.6% ในปีนี้ (จาก 1.6% ในประมาณการก่อน ) และ 1.4% ในปีหน้า

ภาพ ดร.ดอน นาครทรรพ แถลงข่าวผลการประชุม กนง. 1

‘ครัวเรือนรายได้ต่ำ’ ได้รับแรงกดดันสูงกว่า ‘ครัวเรือนรายได้สูง’

โดยตามการคำนวณของธปท. โดยใช้ข้อมูล Online Price จากผู้ประกอบการรายใหญ่อย่าง BigC Lotus และ Tops ของกรมการค้าภายใน ได้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงราคาของกลุ่มสินค้า 2 ประเภท ได้แก่ สินค้าราคาถูก (สินค้าที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 50) และสินค้าราคาแพง (สินค้าที่มีราคาต่อหน่วยสูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 50)

โดยพบว่า หลังเกิดสงคราม ‘ดัชนีราคาสินค้าราคาถูก’ ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและชัดเจน ขณะที่ ‘ดัชนีราคาสินค้าราคาแพง’ กลับทรงตัว ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมากนัก และเพิ่งจะขยับขึ้นเล็กน้อยในช่วงเดือนพฤษภาคม

ดร.ดอนระบุว่า จากข้อมูลนี้สะท้อนว่า ครัวเรือนรายได้ต่ำกำลังได้รับแรงกดดันจากค่าครองชีพสูงกว่าครัวเรือนรายได้สูง เนื่องจากกลุ่มสินค้าราคาถูกเป็นกลุ่มสินค้าที่คนส่วนใหญ่บริโภค และส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...