โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกาะประเด็นการเมือง จับตา ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ดึงแต้มฝ่ายบริหาร

เดลินิวส์

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ในช่วงใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย. 69 จะทำให้การจับจ่ายในภาคส่วนต่างๆ คึกคักขึ้นมากน้อยขนาดไหน โดยเฉพาะความพอใจของประชาชน จะมีความเห็นอย่างไร เชื่อว่ารัฐบาลคงคาดหวังว่า โครงการนี้จะช่วยสร้างคะแนนนิยม หลังจากถูกวิจารณ์ในด้านลบอย่างต่อเนื่อง

เริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ผลักดัน เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังเคยช่วยสร้างคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อ “คนละครึ่งพลัส” จนทำให้พรรคภูมิใจไทย (ภท.) คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 ได้ สส. 192 ที่นั่ง ดังนั้นคงต้องรอดู การผลักดันโครงการในรอบนี้ จะช่วยดึงคะแนนนิยมฝ่ายบริหารได้มากแค่ไหน หลังช่วงที่ผ่านมาเผชิญปัญหาหมู่บ้านกระสุนตก ถูกโจมตีในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องไลน์ปริศนา “ช่วยน้ำเงินด้วย” และระบอบสีน้ำเงินกำลังกินรวบประเทศ การสร้างเรื่องบวกให้เกิดขึ้นกับฝ่ายบริหาร จึงมีความสำคัญมากในทางการเมือง

ด้าน “นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขอเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 กว่า 26 ล้านคน ใช้สิทธิเริ่มใช้จ่ายวันแรกผ่านแอปเป๋าตัง ตั้งแต่ 6 โมงเช้า วันที่ 1 มิ.ย. 69 เป็นต้นไป โดยจะได้รับวงเงินสนับสนุนค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการกับร้านค้าที่เข้าร่วม ในอัตรา 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้ กรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด ไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเตรียมเติมเงินเข้า จี วอลเล็ต หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ ไว้ล่วงหน้าก่อนวันเริ่มใช้จ่าย เพื่อใช้สำหรับสแกนใช้จ่ายในโครงการฯ หรือทยอยเติมเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มจากร้านค้า ผ่านผู้ให้บริการระบบฟู้ด เดลิเวอรี จะใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 15 มิ.ย.เป็นต้นไป

สำหรับความคืบหน้าของการลงทะเบียนร้านค้า ล่าสุด มีร้านค้าที่พร้อมเปิดให้บริการ 721,644 ราย แบ่งเป็นร้านค้ารายเดิม 659,913 ราย และร้านค้ารายใหม่ 61,731 ราย นอกจากนี้ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัคร และยืนยันสิทธิ 329,454 ราย จึงขอเชิญชวนร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมคนละครึ่งพลัส สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมได้ต่อเนื่องถึง 30 ก.ย. 69 ส่วนร้านค้าใหม่สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้ถึง 31 ก.ค. 69
ด้าน "นายธนะโชค รุ่งธิปานนท์" รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า การรับเงินโครงการไทยช่วยไทยพลัส สำหรับผู้ได้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน ได้มีการโอนวงเงินสำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 1,000 บาท เพื่อเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่ 1 มิ.ย.นี้เป็นต้นไป และหลังจากนั้นจะทยอยโอนต่อเนื่อง 4 เดือน เดือนละ 1,000 บาท ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ก.ย. 69 โดยวงเงินนี้ ไม่สามารถถอนเป็นเงินสด หรือสะสมในเดือนถัดไปได้

รายงานข่าวแจ้งเพิ่มว่า กระทรวงการคลังได้ออกกฎเหล็ก ห้ามนำวงเงินไทยช่วยไทย พลัส ไปใช้จ่ายกับกลุ่มสินค้าและบริการ ดังนี้ สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ ไวน์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล และบัตรเงินสดทุกประเภท รวมถึงการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า ตลอดจนไม่ให้ร้านเสริมสวย ร้านทำผม ร้านตัดผม และร้านนวดแผนโบราณ นวดสปาเข้าร่วมด้วย ที่สำคัญการชำระเงินต้องเป็นไปตามมูลค่าสินค้าหรือบริการจริงเท่านั้น ห้ามผู้ประกอบการทอนเงินสด หรือรับแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการคืนเป็นเงินสดไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น หากฝ่าฝืนจะถูกตัดสิทธิทั้งร้านค้าและประชาชน พร้อมกับยึดเงินคืนทันที

สำหรับสูตรการเติมเงินเพื่อใช้จ่ายให้คุ้มค่า กรณีต้องการให้รัฐช่วยจ่ายเต็ม 200 บาทต่อวัน จะต้องซื้อสินค้าที่ 333 บาท โดยรัฐช่วยจ่าย 200 บาท และใช้เงินตัวจ่ายเองอีก 133 บาท หรือหากคิดเป็นยอดสูงสุดต่อเดือน 1,000 บาท จะต้องเติมเงินส่วนตัวเข้าไป 667 บาท โดยสามารถซื้อสินค้ามูลค่ารวม 1,667 บาท อย่างไรก็ตามหากต้องซื้อสินค้ามากกว่านั้น สามารถทำได้แต่รัฐจะช่วยสมทบได้ไม่เกินวันละ 200 บาท และเดือนละไม่เกิน 1,000 บาท เช่น ซื้อสินค้าวันละ 400 บาท จะต้องเติมเงินเอง 200 บาท โดยรัฐจะจำกัดช่วยจ่ายแค่ 200 บาทเท่านั้น

จากนี้ไปในช่วงใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย. 69 จะส่งผลทำให้การจับจ่ายในภาคส่วนต่างๆ คึกคักขึ้นมากน้อยขนาดไหน โดยเฉพาะความพอใจของประชาชน จะมีความเห็นอย่างไร เชื่อว่ารัฐบาลคงคาดหวังว่า โครงการนี้จะช่วยสร้างคะแนนนิยมขึ้นมา หลังจากถูกวิจารณ์ในด้านลบอย่างต่อเนื่อง

ส่วนงานทางด้านนิติบัญญัติ ที่ฝ่ายบริหารไม่เห็นด้วย กับการตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ขึ้นตรวจสอบโครงการ ที่ใช้งบประมาณด้วยวงเงินสูงมาก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลก็ไม่สนับสนุนให้ตั้งคณะ กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ คำถามคือ การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท รัฐบาลจะเปิดทางให้ผู้แทนต่างพรรค เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบหรือไม่ โดย "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ว่า วันที่ 4 มิ.ย. จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร จะพยายามอย่างเต็มที่ ให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมา เพื่อติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท รวมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงาน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่า จะมีการใช้เงินแบบไหน ซึ่งเราพูดตั้งแต่ต้นว่า ไม่ใช่เรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกู้เงิน

เราจึงต้องตรวจสอบตรงนี้ อย่างไรก็ตามสภาชุดนี้ รัฐบาลมักจะไม่ยอมให้มีการตั้ง กมธ. เราก็ต้องบอกตรงๆ ว่าผิดหวัง ที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ให้ความสำคัญกับตัวแทนของประชาชนไปมีส่วนร่วม ในการติดตามตรวจสอบโครงการต่างๆ อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ ก็เป็นอีกโครงการหนึ่ง ซึ่งเรากำลังหารือกันอยู่ว่า ภาคประชาชน หรือฝ่ายค้าน หรือนักวิชาการ ที่เห็นว่ารายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มีความผิดปกติ ดังนั้นเราก็คงต้องมาทำกันเอง ให้ตัวเลขจริงปรากฏต่อรัฐบาลให้ได้ เรายังหวังอยู่ว่ากรณีของเงินกู้นั้น น่าจะยอมตั้ง กมธ.ขึ้นมา เพราะเป็นการใช้เงินจำนวนมาก และไม่ได้อยู่ในระบบงบประมาณ

ด้าน "นายชัยชนะ เดชเดโช" สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. เปิดเผยว่า รู้สึกผิดหวัง ภายหลังที่ประชุมสภามีมติไม่เห็นชอบให้ตั้งคณะ กมธ.วิสามัญ เพื่อศึกษาปัญหาและความเหมาะสมของโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งใช้งบประมาณสูงถึง 1 ล้านล้านบาท การที่รัฐบาลปฏิเสธการตั้ง กมธ.วิสามัญ เพื่อศึกษารายละเอียดของโครงการ ถือเป็นการปิดกั้นโอกาสในการรับฟังความคิดเห็น และตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้าน ขอเรียกร้องให้ สส.ภาคใต้ในพรรคร่วมรัฐบาลทบทวนจุดยืนของตนเอง และคำนึงถึงเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ มากกว่าการยึดตามมติพรรค สิ่งสำคัญที่สุดคือการรับฟังเสียงของประชาชน ไม่ใช่รับฟังเพียงคำสั่งจากผู้นำพรรค ในช่วงหาเสียงทุกคนบอกว่าจะยืนเคียงข้างประชาชน แต่เมื่อถึงเวลาตัดสินใจ กลับไม่รับฟังเสียงของประชาชนเลย

ส่วน "นายพีรวัส สมวงศ์" รองโฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวภายหลังที่ประชุมสภามีมติไม่เห็นชอบให้ตั้งคณะ กมธ.วิสามัญเพื่อศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า พรรครู้สึกผิดหวังต่อท่าทีของ สส.ฝ่ายรัฐบาล ที่ไม่เปิดโอกาสให้มีการศึกษาโครงการดังกล่าวอย่างรอบด้าน ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในหลายพื้นที่ การตั้งคณะ กมธ.วิสามัญ ไม่ใช่การขัดขวางการพัฒนาประเทศ แต่เป็นกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติ ในการตรวจสอบ ศึกษา และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วม โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการ ทั้งเรื่องการเวนคืนที่ดิน ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศทางทะเล ตลอดจนผลกระทบต่อชุมชน และอาชีพของประชาชน

“การที่ สส.ฝ่ายรัฐบาลลงมติไม่ตั้ง กมธ.วิสามัญ เท่ากับเป็นการปล่อยให้รัฐบาลสามารถดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ต่อไป โดยตัดขาดการมีส่วนร่วมของฝ่ายนิติบัญญัติ และลดโอกาสที่ประชาชนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และเสนอความคิดเห็นต่อโครงการสำคัญระดับประเทศ” นายพีรวัส กล่าวและว่า โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นเมกะโปรเจกต์ ที่ใช้งบประมาณมหาศาล และอาจสร้างผลกระทบในระยะยาว สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่แค่คำว่าการพัฒนา แต่ต้องเป็นการพัฒนาที่โปร่งใส เป็นธรรม และรับฟังเสียงคนในพื้นที่อย่างแท้จริง เพราะหากโครงการเดินหน้า ไม่มีการตรวจสอบที่เพียงพอ สุดท้ายผู้ที่ต้องแบกรับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชน ยืนยัน พรรค กธ.จะยังคงติดตามโครงการแลนด์บริดจ์อย่างใกล้ชิด และจะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้การพัฒนาโครงการต่างๆ ของประเทศ เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน

ต้องรอลุ้นความต้องการของพรรคฝ่ายค้าน ที่จะผลักดันให้ตั้งคณะ กมธ.ตรวจสอบ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท จะได้รับไฟเขียวจากรัฐบาล ถ้าไม่เปิดทางให้มีการตรวจสอบ อาจถูกวิจารณ์และโจมตีว่า มีอะไรซุกซ่อนอยู่หรือหมกเม็ดหรือไม่

"ทีมข่าวการเมือง"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...