โอกาสใหม่ของแรงงานSilver Age 50+
ในวันที่สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว “การดูแล" กำลังกลายเป็นหนึ่งในบริการที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ท่ามกลางตัวเลือกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คำถามที่ยังค้างอยู่ในใจของลูกหลานจำนวนไม่น้อยคือ “คนที่มาดูแล…คือใคร?” “ไว้ใจได้แค่ไหน?”เพราะการดูแลผู้สูงวัย ไม่ใช่เพียง “บริการ” แต่คือ “ความสบายใจ” ของทั้งครอบครัว
บริการอย่างการพาไปโรงพยาบาล ไปทำธุระ หรือแม้แต่ไปนั่งเป็นเพื่อน อาจดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ในความรู้สึกของผู้ใช้จริง มันคือการ “ฝากชีวิต” ของคนที่เรารักไว้กับ “คนที่เราไม่รู้จัก” ขณะที่ผู้สูงวัยเองก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยในการ “เปิดใจ” จุดนี้จึงกลายเป็น Pain Point สำคัญของธุรกิจกลุ่ม Silver Age Service Providers เพราะต่อให้โมเดลดีแค่ไหน ถ้าความไว้ใจยังไม่เกิด บริการนั้นก็ยังไปไม่สุด
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่เราจะ “ควบคุมคุณภาพคนดูแล” อย่างไร แต่คือเราจะ “ออกแบบคนดูแล” ใหม่ได้หรือไม่ และคำตอบหนึ่งที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ คือ “Silver Age ดูแล Silver Age” แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงผู้สูงวัยช่วงปลายมาดูแลกันเอง แต่หมายถึง กลุ่มวัย 50-70 ปี หรือกลุ่มเกษียณอายุเร็ว (Early/Young Retirees) ที่ยังแข็งแรง มีพลัง และมีศักยภาพ เข้ามาดูแลผู้สูงวัยช่วงปลายวัยประมาณ 75-85 ปีขึ้นไป กล่าวคือ ไม่ใช่ภาพของ “คนอายุ 80 ดูแลคนอายุ 83” แต่คือคนวัยใกล้เกษียณที่ยังแอ็กทีฟ และเข้าไปดูแล “รุ่นพ่อแม่ของใครสักคน”
ลองนึกภาพอดีตผู้จัดการธนาคาร อดีตพยาบาล หรืออดีตพนักงานองค์กร พวกเขาอาจเกษียณจากงานประจำแล้ว แต่ยังมีเวลา ยังมีพลังและยังมีทักษะ สิ่งที่พวกเขามี ไม่ใช่แค่ “แรงงาน” แต่คือ “ประสบการณ์ชีวิต” คุยกับแพทย์รู้เรื่อง เข้าใจระบบโรงพยาบาล ใจเย็น อดทนและมีความเห็นอกเห็นใจ และที่สำคัญคือ “คุยกันรู้เรื่อง” เพราะแม้อายุอาจต่างกัน แต่ “บริบทชีวิต” ใกล้กันพอจะเข้าใจ นี่คือ “ความไว้ใจ” ที่ไม่สามารถสร้างได้ด้วยการอบรมเพียงอย่างเดียว
บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี ระบุว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การเติมเต็มช่องว่างของบริการ แต่คือ การเปลี่ยนบทบาทของ Silver Age ในระบบเศรษฐกิจ จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็น “ภาระที่ต้องดูแล” สู่การเป็น “แรงงานคุณภาพ” โดยเฉพาะกลุ่ม Active Silver (50-70 ปี) ที่ยังมีศักยภาพ และยังต้องการ “มีบทบาท” คำถามจึงไม่ใช่แค่เราจะดูแลพวกเขาอย่างไร แต่คือ เราพร้อมหรือยังที่จะมองพวกเขาใหม่
เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยน ความต้องการบริการดูแลก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริการในกลุ่มนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “ดูแลพื้นฐาน” อีกต่อไป แต่กำลังแตกแขนงเป็นอีโคซิสเต็มขนาดใหญ่ เช่น 1. Companion Services ไปเป็นเพื่อน พาไปทำกิจกรรม พูดคุย ลดความเหงา 2. Medical Support พาไปโรงพยาบาล ช่วยสื่อสารกับแพทย์ และจัดการขั้นตอนต่างๆ 3. Lifestyle Assistance ทำธุระ ไปช็อปปิ้ง พาไปเที่ยวระยะสั้น 4. Active Aging Services พาไปเรียน/เวิร์กช็อป เข้าร่วมสังคมใหม่
คำถามที่ตามมาคือ ถ้าความต้องการแรงงานกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น เรามี “ระบบรองรับ” แล้วหรือยัง? มีที่ Upskill/Reskill สำหรับคนวัยเกษียณหรือไม่ มีมาตรฐานอาชีพ สำหรับ caregiver รุ่นใหม่หรือไม่ มีองค์กรที่พร้อม “จ้าง” คนกลุ่ม Silver Age อย่างจริงจังหรือไม่ เพราะหากไม่มีระบบเหล่านี้ โอกาสก็อาจยังเป็นเพียง “โอกาสบนกระดาษ”
เคทีซีระบุอีกว่า ธุรกิจกลุ่มนี้ไม่ได้โตเพราะเทรนด์ แต่โตเพราะ “โครงสร้างประชากร” และมีแนวโน้มจะกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมบริการที่สำคัญของไทยในอนาคต ที่น่าสนใจคือ เป็นอุตสาหกรรมที่ “เติบโตไปพร้อมกันสองด้าน” ฝั่งผู้สูงวัยได้รับการดูแลที่มีคุณภาพ ในขณะที่ฝั่งคนวัยเกษียณ ได้งาน ได้บทบาท ได้คุณค่า หรือพูดอีกแบบ นี่คือโมเดลที่ “คนวัยเดียวกัน…ดูแลกันเอง” สำหรับคนทำงานวัยใกล้เกษียณ หรือวัยเกษียณ นี่อาจไม่ใช่แค่การทำงานเพื่อรายได้ แต่คือการได้ใช้ความสามารถ ได้พบผู้คน และรู้สึกว่ายัง “มีคุณค่า” เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการเกษียณอาจไม่ใช่เรื่องการเงิน แต่คือ “การไม่มีบทบาท”
อย่างไรก็ตาม ผู้สูงวัยในวันนี้ไม่ได้ต้องการเพียงการดูแล แต่ต้องการใช้ชีวิต เคทีซีจึงมุ่งสร้างอีโคซิสเต็มที่ช่วยให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในทุกช่วงวัย ในวันที่คนไทยมีอายุยืนขึ้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “อยู่ได้นานขึ้น” แต่คือ “มีโอกาสใช้ชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีความหมาย” เพราะการมีงาน มีรายได้ มีเป้าหมาย และมี “อิสระในการใช้ชีวิต” ย่อมดีกว่าการอยู่แบบเงียบเหงา ปล่อยให้วันเวลาค่อยๆ พาความคิดและหัวใจให้ถดถอย และในความเป็นจริง ไฟในตัวคน…ไม่เคยดับตามอายุ เพียงแค่รอ “พื้นที่ที่เหมาะสม” ให้ลุกขึ้นมาอีกครั้ง.
รุ่งนภา สารพิน