ผู้บริหารท้องถิ่นรอเฮ ลุ้นคลอดกฎหมาย ปลดล็อกห้ามนั่งเกิน2วาระ8ปี
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่ว่าจะเป็นระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัด-เทศบาล-องค์การบริหารส่วนตำบล เป็นอีกหนึ่งกลไกภาครัฐในการพัฒนาพื้นที่และดูแลแก้ไขปัญหาประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ขณะเดียวกันก็มี “กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น” คอยกำกับดูแลอีกทางหนึ่ง
วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รหัส มท.4-สส.สตูล พรรคภูมิใจไทย ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวถึงการกำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นว่า เป็นกรมที่มีรายละเอียดการทำงานเยอะมาก ความยากของการดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีจำนวนมากร่วม 7,000 หน่วย ซึ่งทุกหน่วยมีความต้องการของตัวเอง อย่างงบที่ขอเข้ามาที่เป็นเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เหยียบ 300,000 ล้านบาท แต่เราได้รับอนุมัติแค่ 50,000 ล้านบาท ซึ่งการทำงานในส่วนของ สถ.ยากตรงที่ว่า หน่วยเยอะแล้วเราต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ ในขณะที่ทุกวันนี้ท้องถิ่นได้รับการถ่ายโอนภารกิจหลายอย่างมาให้ อปท.รับผิดชอบ แต่งบประมาณที่มีอยู่ต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้สามารถดูแลคนได้เต็มที่และดีที่สุด จุดนี้คือความยากของงานในส่วนของการดูแลท้องถิ่น ยังไม่รวมงานรูทีนต่างๆ แต่ว่าในเรื่องงบประมาณ เราก็พยายามกระจายให้เต็มที่ และตอนนี้กำลังเซตอัปในเรื่องของนโยบายรัฐบาลเพื่อดูว่าจะขับเคลื่อนเรื่องอะไรเป็นพิเศษบ้าง
ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญเรื่องการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ก็ต้องมาพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้เราสามารถเอาท้องถิ่นไปขับเคลื่อนเรื่องของพวกโซลาร์เซลล์ได้ ตอนนี้กำลังดูวิธีการและระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงเรื่องของน้ำ เพราะกำลังจะเข้าช่วงเอลนีโญ ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาคก็จะให้บริการได้แค่พื้นที่ส่วนหนึ่ง แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศยังอยู่ในการดูแลของท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นส่วนใหญ่ก็จะมีประปา เช่น ประปาหมู่บ้าน แต่สุดท้ายแล้วมันไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่องของการบริหาร เพราะว่าเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ คือก็มีบางท้องถิ่นที่ทำได้ดี แต่ส่วนใหญ่ก็บริหารไม่ค่อยไหว ก็เลยกำลังคิดว่าหากจะทำเป็นนโยบายที่จะบอกว่าโอเคให้ท้องถิ่นขับเคลื่อนเรื่องนี้ แล้วโยนกลับไปให้การประปาส่วนภูมิภาคดูแลในเรื่องการบริหารได้หรือไม่ ที่ในทางพื้นฐานมันทำได้ ส่วนการประปาส่วนภูมิภาคก็ขยายของเขาไปตามงบประมาณที่หน่วยงานทำอยู่ ซึ่งปีหนึ่งๆ ที่มีการขอสนับสนุนงบประมาณเข้ามาก็อยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท แต่หากเรามีนโยบายว่าต้องการขับเคลื่อนเรื่องน้ำ จะมีเม็ดเงินประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท ที่ส่วนใหญ่จะไปทำเรื่องน้ำสะอาดให้เข้าถึงประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้มากขึ้น
เมื่อถามถึงกรณี อปท.มักมีข่าวเรื่องเกี่ยวกับทุจริตงบประมาณ การทำโครงการที่ไม่โปร่งใส มีการฮั้วประมูล โดยก็มักมีข่าวว่า สตง.ตรวจเจอปัญหาข้างต้นอยู่บ่อยครั้ง วรศิษฎ์-รมช.มหาดไทย กล่าวว่า จริงๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะท้องถิ่น แต่มีอยู่ในทุกหน่วยมากกว่า ตรงนี้ผมอยากจะให้แยกออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือที่ผิดพลาดโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ที่อาจเกิดจากความไม่เข้าใจในระเบียบต่างๆ หรือไม่แม่นในตัวระเบียบที่เกี่ยวข้อง ด้วยการที่มี อปท.ร่วมกว่า 7,000 หน่วย โดยแต่ละหน่วยบางทีมีความเข้าใจที่ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน ตอนนี้ก็มีการคุยกับทีมทำงานอยู่ว่า เมื่อมาถึงยุคนี้แล้วก็อยากจะสร้างระบบในการให้คำแนะนำในเรื่องกฎหมาย-ระเบียบต่างๆ ของท้องถิ่นให้กับเจ้าหน้าที่ได้ใช้ทุกคน ยกตัวอย่างเช่น เรามีกฎหมายทั้งหมดกี่ฉบับ ที่ต้องนำเข้าระบบการให้คำแนะนำ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการสอบถามต่างๆ ที่ทางแต่ละหน่วยทำขึ้นมาถามกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น-ฝ่ายกฎหมายของกรมว่า อันนี้ อปท.ทำได้หรือทำไม่ได้ แล้วก็รวมถึงนำระบบ AI เข้ามาเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ เพื่อที่ต่อไปเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นสามารถที่จะสอบถามเป็นไกด์ไลน์ว่ากับเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้ หากจะทำแบบนี้ทำได้หรือทำไม่ได้ เพื่อจะเป็นไกด์ไลน์ในการให้ข้อมูล ซึ่งคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของท้องถิ่นได้เยอะ อันนี้คือกลุ่มคนส่วนที่หนึ่งที่คิดว่าถ้าเกิดเราทำตรงนี้ขึ้นมา จะทำให้เจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องของระเบียบ กฎหมายในระดับที่ดีขึ้น
ในส่วนที่สอง คนที่ตั้งใจทุจริต ถ้าแบบนี้ก็ว่ากันไป เพราะมีหน่วยงานต่างๆ ที่คอยกำกับดูแลตรวจสอบอยู่ ซึ่งด้วยความที่เป็นการเมืองจึงหนีไม่พ้นการตรวจสอบ อย่างน้อยฝั่งตรงข้ามก็เล็งอยู่แล้ว เรื่องดังกล่าวจึงต้องแยกเป็นสองส่วน ซึ่งในส่วนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในการกำกับดูแลเรื่องการป้องกันการทุจริตตรงนี้ชัดเจนอยู่แล้ว และกำลังจะคุยกับทางอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นด้วยว่าควรที่จะต้องมีช่องทางที่ทำให้คนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานของท้องถิ่นได้มากกว่านี้ วันนี้มีหน่วยงานตรวจสอบอย่าง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) แต่หน่วยงานต่างๆ คงไม่สามารถที่จะเป็นตาสับปะรดได้เท่ากับคนในพื้นที่ ผมยังอยากเห็นภาพว่าจากที่พอเลือกตั้งเสร็จก็จบแค่นั้น แล้วก็ไปติดตามดูว่าคนที่ได้รับเลือกเขาทำงานดีหรือไม่ หากเกิดทำงานดี เลือกตั้งรอบหน้าก็เลือกอีก แต่หากเกิดทำงานไม่ดีก็เปลี่ยนคน ส่วนใหญ่จะจบแค่นั้น แต่ผมอยากจะให้มีกระบวนการที่มันเกิดขึ้นระหว่างนั้น
อย่างเช่นว่า โอเค คุณเข้าไปทำหน้าที่ คุณมีการ Commit (ให้สัญญา) ในเรื่องของนโยบายว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งในช่วงดังกล่าวควรให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอะไรกับตรงนี้ เช่นคอยติดตามอะไรได้บ้าง ถ้าเกิดว่าสิ่งที่ได้แถลงไว้ว่าจะทำแล้วไม่ได้ทำตามโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ ทางประชาชนสามารถทำอะไรได้บ้าง เพราะการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเป็นการตรวจสอบที่ดีที่สุด ประชาชนรู้พื้นที่-ข้อมูล เพราะฉะนั้นถ้าเกิดผู้บริหารท้องถิ่นหรือท้องถิ่นมีการทำอะไรที่มันผิดแปลกไปจากสิ่งที่มันควรจะเป็น กลุ่มคนกลุ่มนั้นจะเป็นกลุ่มแรกที่รู้
-จากที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มองว่ากฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติต่างๆ ที่เกี่ยวกับท้องถิ่นมีอะไรบ้างที่เป็นปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัดของท้องถิ่น เพราะก่อนหน้านี้ก็มีความพยายามเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายที่ไม่ให้ผู้บริหารท้องถิ่นอยู่เกินสองสมัย?
รัฐบาลโดยมติ ครม.ได้มีการยืนยันร่าง พ.ร.บ.ที่ค้างมาจากสภาชุดที่แล้วก่อนยุบสภา เพื่อให้มีการนำกลับมาพิจารณาใหม่ (ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น-ร่าง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด-ร่าง พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล-ร่าง พ.ร.บ.เทศบาล) ซึ่งก็มีเรื่องของคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งระดับท้องถิ่น รวมถึงผู้บริหารท้องถิ่น โดยมีการปรับเกณฑ์อายุของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นต้องมีอายุ 25 ปีขึ้นไป (จากเดิมที่กำหนดให้ต้องมีอายุ 35 ปีขึ้นไป) แต่ต้องบอกว่าเกณฑ์ดังกล่าวยังเป็นในส่วนของหลักการ ซึ่งล่าสุดมีการส่งร่างกฎหมายเกี่ยวกับท้องถิ่นทั้งหมด 4 ฉบับไปให้วุฒิสภาพิจารณาเมื่อวันจันทร์ที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา และที่ประชุมวุฒิสภาเห็นชอบรับร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการของวุฒิสภา ซึ่งหากว่าทาง สว.เห็นว่าเกณฑ์อายุ 25 ปีอาจจะดูต่ำไป ก็ขยับเกณฑ์ขึ้นมาได้ เช่นอาจเป็น 30 ปี หรือหากวุฒิสภาไม่เห็นด้วย คือมองว่าอายุ 35 ปีเหมาะสมแล้ว ทางวุฒิสภาก็ต้องปรับแก้ส่งกลับมา
แต่ผมมองว่าอย่างนี้หลายคนให้ความเป็นห่วงเรื่องของคุณสมบัติผู้สมัคร เรื่องของอายุ และอะไรก็แล้วแต่ แต่ผมอยากบอกว่าจริงๆ แล้วไม่ได้แปลว่าคนสมัครทุกคนจะได้เป็นนายกฯ ของ อปท. วันนี้เป็นการเปิดโลกให้กว้างขึ้น ให้คนได้เห็นอะไรเยอะขึ้น ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ เยอะขึ้น ถูกไหม แล้วสุดท้ายการตัดสินก็คือเจ้าของบ้าน ถ้าวันนี้คนที่อายุ 25 ปี หรือ 30 ปี ที่เรามองว่าเด็ก เขาจะทำให้ตัวเองมีความน่าเชื่อถือ มีคนเชื่อถือเขาว่าเขาสามารถขับเคลื่อนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ แล้วเขามีความสามารถ มันมีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่ให้โอกาสเขา ถูกไหม เพราะฉะนั้นผมว่าเป็นการเปิดโลกให้กว้างขึ้นมากกว่า
นอกจากนี้ ก็มีการแก้ไขปลดล็อกกฎหมายปัจจุบันที่ไม่ให้ผู้บริหารท้องถิ่นอยู่เกินสองสมัย ก็คือเป็นได้ต่อเนื่อง แต่จริงๆ ผมอยากให้เรามองอย่างนี้ว่า ทั้งเรื่องคุณสมบัติผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งและเรื่องของวาระการดำรงตำแหน่งอาจจะเป็นกรอบ แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราต้องยึดมั่นถือมั่น ให้ความสำคัญมากที่สุด คือการตัดสินใจของคนในพื้นที่ การตัดสินใจของคนที่เป็นเจ้าของบ้าน อย่างตอนที่ร่าง พ.ร.บ.เข้าที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็มีสมาชิกหลายคนอภิปรายว่า การไม่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นจะทำให้คนเป็นยาวไปได้ตลอดเลยหรือไม่ ซึ่งก็เป็นยาวได้ตลอดถ้าหากว่าคนเลือกเขา ถ้าเกิดว่าเขาทำได้ดี กลับกันวันนี้เราเห็นได้ทั่วไป บางคนมาลงและเป็นได้แค่สมัยเดียว พอสมัยที่สองลงเลือกตั้งอีก ก็ไม่ได้รับเลือกจากประชาชนก็มีเยอะแยะ อย่างเรื่องภาระหน้าที่งานของท้องถิ่น ลำพังแค่จะทำให้ตอบสนองความต้องการที่เป็นเบสิกของคนยังทำได้ลำบาก เพราะฉะนั้นการที่จะทำขับเคลื่อนในประเด็นต่างๆ ที่เหนือกำลังตัวเอง เช่น ท้องถิ่นอยากผลักดันเรื่องของศูนย์บำบัดฯ แต่ท้องถิ่นไม่มีงบประมาณ หรืออยากจะทำสวนสาธารณะ สร้างพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ชุมชน อยากที่จะสร้างแหล่งสำรองน้ำดิบ ท้องถิ่นไม่มีงบประมาณ เอาเฉพาะเรื่องเหล่านี้ที่ท้องถิ่นต้องประสานไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่ไปขอมือขอไม้เขาให้เข้ามา ใช้เวลาเยอะมาก กลายเป็นว่าบางทีสมัยเดียว แล้วยิ่งถ้าเกิดเข้ามาในช่วงรอยต่อของการทำงบประมาณ เท่ากับว่าผู้บริหารท้องถิ่นจะมีเวลาทำงบประมาณแค่ 2 ปีเอง สองครั้งเท่านั้นเอง เข้ามาครั้งแรก คนก่อนหน้านี้เขาอาจทำไปแล้ว คนใหม่เข้ามาก็มีเวลาทำในช่วงปีที่ 2 หรือปีที่ 3 พอปีที่ 4 หมดวาระแล้ว
เพราะฉะนั้นการวางแผนโครงสร้างการพัฒนาระยะยาวทำได้ค่อนข้างยากมาก แล้วคนก็จะรีบมองว่า เฮ้ย ถ้าอย่างนั้นต้องทำอะไรที่มันเห็นผลเลย ซึ่งการทำอะไรที่มันเห็นผลเลยก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสียหมด แต่สุดท้ายแล้วมันเป็นการเปิดโอกาสให้กว้างขึ้น แล้วก็ให้คนมีตัวเลือกมากขึ้น วันนี้คนที่อายุไม่ได้เยอะที่เขาประสบความสำเร็จในชีวิตก็มีไม่น้อย แล้วมุมมองเขาบางทีน่าสนใจมาก ทำไมเราต้องไปปิดกั้นโอกาสคนเหล่านั้น
-แต่ก็มีข้อท้วงติงว่าหากไม่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งเอาไว้ มันก็ทำให้การเมืองท้องถิ่นเกิดการผูกขาด โดยเฉพาะในแต่ละจังหวัด ระบบบ้านใหญ่ในจังหวัดก็จะได้เป็นผู้บริหารท้องถิ่นต่อ ก็จะเกิดฝังรากลึกในแต่ละจังหวัด?
บ้านใหญ่ไม่ได้แปลว่าจะชนะเลือกตั้งเสมอไป บ้านใหญ่แพ้เลือกตั้งเยอะมากเลย โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ เราจะเห็นว่าบ้านใหญ่ไม่ใช่คำตอบที่แน่นอน สุดท้ายแล้วมันอยู่ที่ว่าคุณตอบสนอง แล้วก็ยึดโยงกับเจ้าของบ้าน (ประชาชน) เขาได้ดีแค่ไหนมากกว่า ต่อให้วันนี้คุณเป็นบ้านใหญ่ คุณก็แพ้ได้ ถ้าเกิดคุณไม่ตอบสนองสิ่งที่เจ้าของบ้านอยากจะได้ อันนี้เป็นเรื่องที่ปกติมากเลย.