รวบคอมมานโดล่อซื้อ! จับ 2 นายหน้าคาห้างเมืองทอง ลอบขาย “บัญชีม้านิติบุคคล” ส่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์
เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 7 มิ.ย. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. พร้อมด้วย กำลังเจ้าหน้าที่ กก.4 บก.ปพ. เปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญ หลังสืบทราบเบาะแสขบวนการมิจฉาชีพข้ามชาติและกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ กำลังเร่งเสาะหาบัญชีเงินฝากในรูปแบบ “นิติบุคคล” เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินและหลอกลวงประชาชนในวงกว้าง โดยปฏิบัติการครั้งนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย ขณะกำลังนัดหมายส่งมอบของกลาง บริเวณห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านเมืองทองธานี
การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากสายลับได้เข้าแจ้งเบาะแสว่ามีกลุ่มผู้ค้าบัญชีม้ากำลังเร่งหาลูกค้าเพื่อขายสมุดบัญชีธนาคารพร้อมเอกสารจดทะเบียนบริษัท ซึ่งถือเป็นสินค้า “เกรดพรีเมียม” ในตลาดมืด เนื่องจากบัญชีนิติบุคคลสามารถทำธุรกรรมได้มูลค่าสูงและมีความน่าเชื่อถือมากกว่าบัญชีบุคคลธรรมดา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ก่อนวางแผนซ้อนแผนเข้าล่อซื้อ โดยทำทีเป็นผู้ต้องการซื้อบัญชีดังกล่าวเพื่อนำไปใช้งาน
เมื่อถึงเวลานัดหมายในช่วงค่ำวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระจายกำลังเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณจุดนัดพบในย่านเมืองทองธานี กระทั่งพบผู้ต้องหาทั้งสองราย คือ น.ส.บุณยานุช หรือ “มิ้น” อายุ 30 ปี และนายวรวุฒิ หรือ “แม็ค” อายุ 40 ปี เดินทางมายังที่เกิดเหตุด้วยท่าทีมีพิรุธ เมื่อสายลับส่งสัญญาณยืนยันว่ามีการเจรจาตกลงซื้อขายของกลางเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโดจึงแสดงตัวเข้าจับกุมทันที ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้ต้องหาทั้งสอง
จากการตรวจค้นพบของกลางสำคัญอยู่ในซองไปรษณีย์สีเหลือง ประกอบด้วย สมุดบัญชีธนาคาในนาม “หจก.แห่งหนึ่ง ” จำนวน 1 เล่ม พร้อมเอกสารหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และโทรศัพท์มือถือที่ติดตั้งแอปพลิเคชันธนาคารพร้อมใช้งาน จำนวน 2 เครื่อง
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าไม่ได้เป็นเจ้าของบัญชีตัวจริง แต่ได้รับงานต่อมาจากเครือข่ายใหญ่อีกทอดหนึ่ง โดยนายวรวุฒิให้การว่าได้รับของกลางมาจากบุคคลชื่อ “เจมส์” ย่านพระราม 2 ซึ่งรับช่วงต่อมาจากนายหน้าอีกรายที่เรียกกันว่า “NB” ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี โดยขบวนการนี้มีการแบ่งค่าตอบแทนกันอย่างเป็นระบบ โดยผู้ต้องหาแต่ละรายจะได้รับส่วนแบ่งในฐานะนายหน้าคนละประมาณ 10,000 บาทต่อการส่งมอบแต่ละครั้ง
พฤติการณ์ของกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าวถือเป็นภัยต่อสังคมอย่างร้ายแรง เนื่องจากบัญชีในรูปแบบนิติบุคคลมักถูกนำไปใช้เป็นฐานในการรับโอนเงินจากการหลอกลวงเหยื่อในคดีฉ้อโกงประชาชน หรือใช้ฟอกเงินจากธุรกิจผิดกฎหมาย ซึ่งยากต่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยผู้ต้องหาทั้งสองถูกแจ้งข้อกล่าวหาฐาน “ร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือเผยแพร่ เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์” อันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปากเกร็ด ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป