ลพบุรี เมืองสามพันปี สืบเนื่องถึงปัจจุบัน โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
นายวชิระ เกตุพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานในการประชุมวางแผนผังเมืองนโยบาย จังหวัดลพบุรี โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องต่างๆ มีองค์กรส่วนท้องถิ่น และภาครัฐต่างๆ ในจังหวัดลพบุรี เพื่อพัฒนาให้เป็นเมืองน่าอยู่ด้วยสิ่งแวดล้อม เนื่องจากจังหวัดลพบุรีมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 3,000 ปี ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน
มีเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดในอีก 5 ปีข้างหน้าคือมีอาหารปลอดภัยและท่องเที่ยววิถีใหม่ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนลพบุรีให้ดีขึ้นในทุกด้านและอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลิตอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษและได้มาตรฐานสากลเพื่อสุขภาพที่ดีของคนลพบุรี
ปรับรูปแบบการท่องเที่ยวให้ตอบสนองพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกำหนดการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานสากลให้คนลพบุรีมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น และส่งผลให้คนลพบุรีมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
[ที่มา : ข่าวสด ฉบับวันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม 2566 (กรอบ ตจว.) หน้า 2]
ตื่นเต้น เพราะเป็นครั้งแรกได้อ่านข่าวผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด บอกว่าลพบุรีเป็นเมืองสามพันปี
ก่อนหน้านี้หลายสิบปีมาแล้วพูดซ้ำซากแค่ลพบุรีเป็นจังหวัดมีอายุเก่าแก่แค่สมัยพระนารายณ์—เชยระเบิด
ขอสนับสนุนเรื่องลพบุรี เมืองสามพันปี และขอบอกเพิ่มเติมว่าลพบุรี เมืองสามพันปี ที่ไม่เคยร้าง เพราะมีคนอยู่สืบเนื่องตลอดไม่ขาดสายตราบจนทุกวันนี้
จ. ลพบุรีต้องสร้าง “มิวเซียม” แสดงประวัติศาสตร์สังคม บอกความเป็นมายาวนานสามพันปี ถึงจะแซบ
อย่าโยนไปกรมศิลปากร เพราะนั่นถนัดทำ “พิพิธภัณฑ์” เก็บของเก่าตายซากด้วยเศียร พระ, แขนพระ, ขาพระ, ตีนพระ, และศิวลึงค์ โดยไม่มีคนและไม่มีชุมชนบ้านเมือง
จะขอบอกเล่าความเก่าแก่ของลพบุรีที่เกี่ยวข้องเมืองศรีเทพกับเมืองละโว้ ดังนี้
เมืองศรีเทพ-เมืองละโว้
เมืองศรีเทพ (เพชรบูรณ์) กับเมืองละโว้ (ลพบุรี) อยู่ลุ่มน้ำเดียวกัน คือ ลุ่มน้ำป่าสัก โดยเมืองศรีเทพอยู่ตอนบน ส่วนเมืองละโว้อยู่ตอนล่าง
นอกจากนั้นยังมีเครือข่ายถึงลุ่มน้ำมูล-ชี ที่เชื่อมถึงลุ่มน้ำโขง อาจมีลักษณะอย่างปัจจุบันเรียก “บ้านพี่เมืองน้อง”
หมู่บ้านเริ่มแรก เมืองศรีเทพกับเมืองละโว้ มีชุมชนหมู่บ้านเริ่มแรกพร้อมกัน ราว 3,000 ปีมาแล้วนับถือศาสนาผี มีความเชื่อเรื่องขวัญ
ชุมชนเมือง เมืองศรีเทพกับเมืองละโว้ เติบโตเป็นชุมชนเมือง บนเส้นทางการค้าทองแดงของ “สุวรรณภูมิ” ราว 2,000 ปีมาแล้ว หรือราว พ.ศ. 500
นับถือศาสนาผี มีความเชื่อเรื่องขวัญ มีประเพณีฝังศพครั้งที่ 2
มีคนจากหลายทิศทางเคลื่อนย้ายไปมาแล้วตั้งบ้านเรือนหนาแน่น
ค้าขายอินเดีย-จีน เมืองศรีเทพกับเมืองละโว้ มีการติดต่อค้าขายทั้งอินเดียและจีน ส่งผลให้เมืองมั่งคั่งขยายตัวเติบโต
นับถือศาสนาผี มีความเชื่อเรื่องขวัญร่วมกัน
มีคนหลายชาติพันธุ์มากกว่าเดิม
รับศาสนาจากอินเดีย เมืองศรีเทพกับเมืองละโว้ รับศาสนาจากอินเดีย คือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ ผสมกับศาสนาผี เริ่มผี-พราหมณ์-พุทธ หลัง พ.ศ. 1000
มีความเชื่อปนกัน ขวัญกับวิญญาณ
ชนชั้นสูงมีเผาศพและเก็บกระดูกไว้บูชา
ชื่อเมือง ศรีเทพ เป็นชื่อสมมุติใหม่ แต่เริ่มสมมุติเมื่อไร? ไม่รู้ ส่วนชื่อจริงว่าอะไร? ไม่พบหลักฐาน
ละโว้ เป็นชื่อจริงตามคำพื้นเมืองดั้งเดิม มีรากจาก ลโว หรือลูโว เป็นภาษาละว้า แปลว่า ภูเขา (จิตร ภูมิศักดิ์)
ทวารวดี แปลว่าเมืองที่มีประตูจำนวนมากเป็นกำแพง หมายถึงเมืองที่มั่งคั่งและมั่นคงด้วยการค้าทุกทิศทาง
เป็นชื่อเมืองของพระกฤษณะ ซึ่งเป็นอวตารพระวิษณุนารายณ์ในคัมภีร์จากอินเดีย
เจ้าเมืองศรีเทพและเจ้าเมืองละโว้ ยกย่องทวารวดีเป็นนามขลังและศักดิ์สิทธิ์ จึงเชิญเป็นชื่อเมือง (ในพิธีกรรม) ของเครือข่ายเครือญาติทั้งศรีเทพและละโว้ว่าทวารวดี
บันทึกจีน “โตโลโปตี” พระถังซำจั๋งจารึกแสวงบุญไปอินเดีย แล้วมีบันทึกว่ามีดินแดน “โตโลโปตี” อยู่ติดดินแดน “อี้ซานนาปู้หลอ” (อีศานปุระ) คือกัมพูชา
ต่อมานักปราชญ์ตะวันตกถอดคำจีน “โตโลโปตี” ตรงกับคำสันสกฤตว่า “ทวารวดี” มีตำแหน่งอยู่บริเวณฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาต่อเนื่องกับกัมพูชา ซึ่งตรงกับลุ่มน้ำป่าสัก โดยมีเมืองสำคัญคือศรีเทพกับละโว้
พระกฤษณะ จันทรวงศ์ พระกฤษณะเป็นเจ้าของเมืองทวารวดีในคัมภีร์จากอินเดีย
เมืองศรีเทพ พบปฏิมากรรมขนาดใหญ่ สลักหิน รูปพระกฤษณะ
เมืองละโว้ พบจารึกระบุนาม “วาสุเทพ” บิดาพระกฤษณะ หรือหมายถึงพระวิษณุนารายณ์ก็ได้
พระกฤษณะอยู่ในจันทรวงศ์ (หรือโสมวงศ์) หมายถึงวงศ์พระจันทร์ (ส่วนพระรามอยู่ใน สุริยวงศ์)
มหากาพย์มหาภารตะระบุว่าปุรุราวัส (ปฐมกษัตริย์จันทรวงศ์) มีหลานชายชื่อ ยยาติ ซึ่งมีลูกอีก 5 คน ชื่อว่า ยทุ, ตุรวาสุ, ทรุหยุ, อนุ และปุรุ อันเป็นชื่อของชนเผ่าโบราณทั้ง 5 ที่ปรากฏในคัมภีร์พระเวท
ตำนานจันทรวงศ์ถูกสร้างขึ้นเพื่อผูกโยงความเป็นเครือญาติระหว่างเผ่าต่างๆ ในอินเดีย ที่เก่าก่อนพุทธกาลให้เป็นพวกเดียวกัน ในขณะเดียวกันก็สร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้กับสายตระกูลที่ถูกนับเป็นพวกเดียวกันว่ามีเชื้อสายของเทพเจ้า
มหาภารตะยังระบุด้วยว่าพระกฤษณะซึ่งเป็นอวตารของพระนารายณ์เกิดในราชวงศ์ยทุวงศ์ จึงถือกันว่าพระกฤษณะเป็นสาย “จันทรวงศ์”
[จากบทความเรื่อง คำว่า “พงศาวดาร” เป็นร่องรอยความเชื่อเรื่องวงศ์วานของเทพเจ้า โดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 17-23 กุมภาพันธ์ 2566]
จันทรวงศ์ เมืองละโว้ พระราชพงศาวดารเหนือระบุว่าพระเจ้าจันทโชติได้เสวยราชสมบัติกรุงละโว้ พ.ศ. 1595 มีอัครมเหสีทรงพระนามพระนางปฏิมาสุดาดวงจันทร์ มีพระราชโอรสทรงพระนามพระนารายน์ราชกุมาร
พระเจ้าจันทโชติสิ้นพระชนม์ พระนารายน์ราชกุมารยังเยาว์อยู่ เชื้อพระวงศ์หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ (พงศวาดารเหนือเรียกมหาอำมาตย์) ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาบ้านเมืองแทนสืบมาร่วม 11 ปี สิ้นอายุลงใน พ.ศ. 1623
พระนารายน์จึงได้เสวยราชสมบัติ ขณะนั้นมีพระชันษา 25 ปี
ครองกรุงละโว้อยู่ระยะหนึ่งก็ย้ายลงมาสร้างเมืองอโยธยา
ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ตั้งข้อสังเกตถึงนามพระเจ้าจันทโชติ มีคำว่า “จันทร์” เป็นเครื่องชี้ให้รู้ว่าเมืองละโว้นับถือพระกฤษณะแห่งจันทรวงศ์ แม้นามมเหสีมีคำว่า “ดวงจันทร์” ก็จันทรวงศ์
รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง) แนะนำหลักฐานสนับสนุนเรื่องนี้ว่าทับหลังมุขด้านใต้ของพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ. ลพบุรี มีปูนปั้นรูปพระกฤษณะปราบช้างและสิงห์ เหล่านี้มาจากความทรงจำที่เป็นหลักฐานยืนยันว่าเมืองละโว้ คือ ทวารวดีของพระกฤษณะ ตั้งแต่หลัง พ.ศ.1000
ครั้นหลัง พ.ศ. 1600 มีการเปลี่ยนแปลง 2 เรื่อง คือ (1.) ชนชั้นนำบางกลุ่มนับถือศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา และ (2.) สร้างเมืองอโยธยา เป็นศูนย์กลางของพุทธ เถรวาท แบบลังกา
ส่วนละโว้ยังครองตนเป็นเมืองและประชาชนนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และพุทธมหายาน แล้วถูกเรียกว่า “ขอม” ตั้งแต่นั้นมา
“ขอม” กลายตนเป็นไทย เมื่อรัฐอโยธยาปกครองด้วยกษัตริย์พูดภาษาไทย เท่ากับภาษาไทยมีอำนาจเสมอภาษาเขมร แต่ภาษาไทยสื่อสารกับการค้าจีนได้มากกว่า ดึงดูดให้ “ขอม” กลายตนเป็นไทย เรียกตนเองว่าไทย
ละโว้ถูกเรียกลพบุรี หลังพระนารายณ์ย้ายที่ประทับไปอยู่ละโว้ ก็ปรับเปลี่ยนชื่อเมืองเป็นลพบุรี (เมืองของพระลพ-โอรสพระราม) ให้เข้ากับความเชื่อเรื่องพระราม