โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คณะทหารหนุ่ม (58) | รอยล้อประวัติศาสตร์ "เทเล็กซ์อัปยศ"

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 29 ธ.ค. 2566 เวลา 06.16 น. • เผยแพร่ 05 ต.ค. 2566 เวลา 02.03 น.

รอยล้อประวัติศาสตร์

หลังจากขึ้นบริหารประเทศเมื่อมีนาคม พ.ศ.2523 ปัญหาสำคัญประการแรกที่รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ต้องประสบคือวิกฤตการณ์จากเกิดการขาดแคลนน้ำตาลทรายภายในประเทศขณะที่ราคาในตลาดโลกถีบตัวสูงขึ้น

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ 2523 รัฐบาลจึงจำเป็นต้องประกาศขึ้นราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศจากกิโลกรัมละ 7.50-8.00 บาท เป็น 13.00 บาท ทำให้เกิดกระแสคัดค้านและโจมตีรัฐบาล รวมทั้งรัฐมนตรีที่รับผิดชอบอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ วิกฤตที่ต่อเนื่องมาจากสมัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ก็คือความผันผวนของราคาน้ำมันซึ่งส่งผลอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ รัฐมนตรีเศรษฐกิจภายใต้การกำกับดูแลของนายบุญชู โรจนสเถียร พรรคกิจสังคม พยายามแก้ไขโดยเปิดเจรจากับผู้ผลิตน้ำมันโดยตรง ทำให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า “เทเล็กซ์อัปยศ” เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ 2524

ขณะที่ พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีอุตสาหกรรม พรรคชาติไทย เดินทางไปเจรจาขอซื้อน้ำมันดิบราคาตายตัว 2 ปีจากซาอุดีอาระเบีย แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จากพรรคกิจสังคมกลับส่งเทเล็กซ์ไปขอระงับการเจรจา เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างพรรคชาติไทยและพรรคกิจสังคมซึ่งต่างโจมตีซึ่งกันและกันว่าอีกฝ่ายได้ผลประโยชน์

ในที่สุดวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2524 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงแก้ปัญหาด้วยการปรับคณะรัฐมนตรีให้พรรคกิจสังคมออกจากการร่วมรัฐบาล ขณะที่พรรคชาติไทยยังคงร่วมรัฐบาลต่อไป แล้วรับสหพรรคคือ สยามประชาธิปไตย เสรีธรรม และพรรครวมไทย เข้าร่วมรัฐบาลแทน

สถานการณ์ทางการเมืองในปี พ.ศ 2523 ถึงต้นปี พ.ศ.2524 ของรัฐบาลเปรม 1 จึงมิได้แตกต่างจากสมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ แต่อย่างใด โดยเฉพาะปัญหาของการแตกแยกอย่างหนักระหว่างพรรคชาติไทยกับพรรคกิจสังคม

ครั้งที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่นำพรรคกิจสังคมเข้าร่วมรัฐบาลเนื่องจากมั่นใจในเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภา จนกลายเป็นเหตุหนึ่งของปัญหาเสถียรภาพรัฐบาล ครั้นมาถึงรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พรรคกิจสังคมจึงเป็นพรรคการเมืองแรกที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เดินทางด้วยตนเองไปเชื้อเชิญหัวหน้าพรรค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ถึงบ้านพักซอยสวนพลู แต่เพียงไม่ถึงปีถัดมา พรรคกิจสังคมก็ถูกปรับออกจากการร่วมรัฐบาล

อย่าลืมว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคมนั้น ได้รับการตั้งสมญาจากสื่อมวลชนว่า “เฒ่าสารพัดพิษ”

คณะทหารหนุ่มไม่พอใจ

คณะทหารหนุ่มมีความไม่พึงพอใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองขณะนั้นเป็นอย่างยิ่ง พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร ซึ่งกำลังได้รับความชื่นชมจากเหตุการณ์โน่นหมากมุ่น ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ในกรณีเทเล็กซ์ว่า

“อยากให้ทุกฝ่ายสามัคคีกันในการที่จะพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า อย่าเห็นแก่ผลประโยชน์ แสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง ทหารก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง เมื่อเราเห็นการหาผลประโยชน์เข้าตัวเองแบบหน้าด้านๆ แล้ว ทหารทนไม่ได้ ข้าราชการทั่วไปโกงยังเอาเขาเข้าคุกได้ นักการเมืองโกงเราก็ควรเอาเข้าคุกเหมือนกัน”

ดร.บุญชนะ อัตถากร ก็มีความเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมืองในระยะ 3 เดือนแรกของปี พ.ศ.2524 สอดคล้องกันว่า การต่ออายุราชการทำให้ความนิยมในหมู่ประชาชนต่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ลดน้อยลง และทำให้ทหารแตกแยกกัน ซึ่งไม่เป็นผลดี

ขณะที่ภัยคุกคามจากเวียดนามในกัมพูชาก็มิได้ลดลงแต่อย่างใด

2524 คณะทหารหนุ่มผงาด…

ผลการโยกย้ายเมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ.2523 สมาชิกคณะทหารหนุ่มเข้าคุมตำแหน่งสำคัญในการปฏิวัติรัฐประหารระดับกรมในกรุงเทพมหานครและใกล้เคียงไว้ได้เกือบทั้งหมด และยังมีนายทหารระดับผู้บังคับกองพันที่เป็นผู้สนับสนุนคณะทหารหนุ่มอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ดังนี้

กองทัพภาคที่ 1

กรมทหารราบที่ 1 กรุงเทพมหานคร พ.อ.ปรีดี รามสูตร เป็นผู้บังคับการกรม

กรมทหารราบที่ 11 กรุงเทพมหานคร คณะทหารหนุ่มไม่ได้เป็นผู้บังคับการกรม แต่ พ.ท.บุญยัง บูชา เป็นผู้บังคับกองพันที่ 2 โดยมี พ.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี แกนนำ จปร.5 เป็นผู้บังคับการกรม

กรมทหารราบที่ 31 ลพบุรี พ.อ.ชาญบูรณ์ เพ็ญตระกูล เป็นผู้บังคับการกรม

กรมทหารราบที่ 2 ปราจีนบุรี พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร เป็นผู้บังคับการกรม

กองพันทหารสารวัตรที่ 11 กรุงเทพมหานคร พ.อ.สาคร กิจวิริยะ เป็นผู้บังคับกองพัน

ส่วนบัญชาการกองทัพบก

กรมทหารช่างที่ 11 กรุงเทพมหานคร พ.อ.แสงศักดิ์ มังคละศิริ เป็นผู้บังคับการกรม

กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรุงเทพมหานคร พ.อ.นานศักดิ์ ข่มไพรี เป็นผู้บังคับการกรม

กรมทหารปืนใหญ่ที่ 21 ลพบุรี พ.อ.บวร งามเกษม เป็นผู้บังคับการกรม

กรมทหารราบที่ 19 กาญจนบุรี พ.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เป็นผู้บังคับการกรม

กรมทหารม้าที่ 1 กรุงเทพมหานคร พ.อ.ชูพงศ์ มัทวพันธุ์ เป็นผู้บังคับการกรม

กรมทหารม้าที่ 4 กรุงเทพมหานคร พ.อ.มนูญ รูปขจร เป็นผู้บังคับการกรม

กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 กรุงเทพมหานคร พ.อ.บุญศักดิ์ โพธิ์เจริญ เป็นผู้บังคับการกรม

ส่วนการศึกษา

กรมนักเรียนนายร้อย กรุงเทพมหานคร พ.อ.วีระยุทธ อินวะษา เป็นผู้บังคับการกรม

จะเห็นได้ว่าสมาชิกคณะทหารหนุ่มคุมกำลังถึง 14 กรมด้วยกัน นอกจากนี้ ยังมีนายทหารระดับผู้บังคับกองพันในหน่วยต่างๆ ที่สนับสนุนคณะทหารหนุ่มรวมอยู่อีกจำนวนหนึ่งคือ

พ.อ.ถนัด พากษ์ปฏิพัทธ์ ผู้บังคับกองพันทหารสื่อสารที่ 1 กรุงเทพมหานคร

พ.ท.รณชัย ศรีสุวนันท์ ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 17 สระบุรี

พ.อ.ประเสริฐ กาสุวรรณ ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 11 ลพบุรี

พ.ท.สุทิน เชียงทอง ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 31 ลพบุรี

พ.ท.ไพฑูรย์ นาครัตน์ ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 19 กาญจนบุรี

พ.ท.องอาจ ชัมพูนทะ ผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 กรุงเทพมหานคร

พ.ท.สุรพล ชินะจิตร ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรุงเทพมหานคร

พ.ท.ประภาส พูนขำ ผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 ปราจีนบุรี

พ.ท.วรเชษฐ์ วัชรบุญโชติ ผู้บังคับกองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 ปราจีนบุรี

นอกจากนั้น หน่วยกำลังรบสำคัญที่วางกำลังพร้อมรบเต็มอัตราศึกเพื่อรักษาอธิปไตยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ล้วนเป็นหน่วยในความรับผิดชอบของคณะทหารหนุ่มเกือบทั้งสิ้น ได้แก่ กรมทหารราบที่ 2 ของ พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร กรมทหารราบที่ 9 ของ พ.อ.พัลลภ ปิ่นมณี และ กรมทหารราบที่ 31 ของ พ.อ.ชาญบูรณ์ เพ็ญตระกูล ทั้ง 3 กรมนี้มีความพร้อมรบทั้งด้านกำลังพล ยานพาหนะ และอาวุธยุทโธปกรณ์

ทั้งหมดสามารถเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครได้โดยใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 3 ชั่วโมง

ขณะเดียวกัน สมาชิกคณะทหารหนุ่มซึ่งต่างปกปิดตัวเองมาโดยตลอดนับแต่เริ่มรวมตัวเมื่อ พ.ศ.2516 ครั้นถึงต้นปี พ.ศ.2524 จึงเริ่มเปิดเผยตัว

พ.อ.ชาญบูรณ์ เพ็ญตระกูล ให้สัมภาษณ์เป็นครั้งแรกต่อหนังสือพิมพ์ประชามิตร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2524 และในเดือนเดียวกันนี้ พ.อ.ธานี เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา ก็ให้สัมภาษณ์มติชนสุดสัปดาห์

โดยก่อนหน้านี้ พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร และ พ.อ.จำลอง ศรีเมือง แกนนำคณะทหารหนุ่มก็ได้ให้สัมภาษณ์หรือแสดงความคิดเห็นเป็นระยะๆ มาก่อนแล้ว

แล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ

เอกสารประกอบการประชุม 27 มิถุนายน พ.ศ.2523 “ปฏิญญา 27 มิถุนายน” มีข้อความสำคัญบางส่วนที่น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับสถานการณ์เมื่อต้นปี พ.ศ.2524 ได้แก่

“การเข้าไปมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะสถานการณ์ทางการเมืองและในทางกองทัพเป็นปัจจัยผลักดัน และเข้าไปเพราะความจำเป็นบีบบังคับ”

“เราจำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะเราไม่อาจฝากความมั่นคงของชาติไว้กับนักการเมืองโสโครกเหล่านั้น หรือแม้แต่กับผู้ใหญ่ในกองทัพที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ยอมตัวอยู่ภายใต้ระบบการเมืองอันเน่าเฟะเหล่านั้น เพียงเพื่อเสวยสุขกับผลประโยชน์ที่นักการเมืองเหล่านั้นหยิบยื่นให้”

“ระบบการเมืองของเราในปัจจุบันยังไม่อาจได้รับความไว้วางใจว่าจะเป็นระบบที่มีเสถียรภาพ และสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสมต่อเนื่องนี่เองที่กลุ่มของเราจำเป็นต้องเข้าไปพัวกันกับการเมืองอยู่เสมอ”

“การเลือกเข้าไปมีบทบาทในปัญหาสำคัญๆ ที่มีลักษณะวิกฤต เราก็เลือกเกี่ยวข้องเฉพาะกรณีที่เกิดปัญหาวิกฤตจริงๆ เท่านั้น”

“เมื่อเราไม่อาจทนนิ่งเฉยดูดายต่อสภาพการณ์เช่นนั้นได้ เราจึงเริ่มเคลื่อนไหวด้วยการเสนอแนะข้อคิดเห็น ด้วยการผลักดันให้ผู้ใหญ่ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อความรับผิดขอบอันควรมี”

และที่น่าสนใจเป็นพิเศษ…

“ในบางครั้งเมื่อเราเข็น (ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบต่อปัญหา) ไม่ขึ้นจริงๆ เราต้องถึงกับลงทุนกระทำแบบรับผิดชอบตนเองไปก่อน แล้วจึงเชิญผู้ใหญ่มาเป็นประธานงานที่เราทำเสร็จไปแล้ว”

แล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...