[อ่าน 10 ตอนฟรี 2 ตอน] ระบบกลืนกินพรสวรรค์
ข้อมูลเบื้องต้น
ะบบกลืนกินพรสวรรค์ [我能采集万物]
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
เผยแพร่ครั้งแรกใน SHANGHAI SEVENCAT CULTURE MEDIA CO., LTD.
การแปลนี้จัดร่วมกับ SHANGHAI SEVENCAT CULTURE MEDIA CO., LTD.
ลิขสิทธิ์แปลไทย ⓒ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็นจอยบุ๊ค
---------------------------------------
นิยายแปลเรื่อง ระบบกลืนกินพรสวรรค์ [我能采集万物]
ผู้แต่ง : 存叶 ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook
จำนวน 1134 ตอนจบ
อ่านตอนล่วงหน้าก่อนใคร คลิก >> https://bit.ly/3Wiedda
เรื่องย่อ
ฉู่โม่ว ชายหนุ่มผู้เสียชีวิตท่ามกลางมหันตภัยซอมบี้ล้างพันธุ์มนุษย์ เขาเกิดใหม่อีกครั้งในโลกที่ถูกสัตว์อสูรจากต่างดาวรุกราน! อีกทั้งเพราะอณูสสารปริศนาในอากาศ โลกใบนี้จึงใช้อาวุธสงครามสมัยใหม่ไม่ได้!! แต่.. มนุษยชาติก็ยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว เพราะอณูสสารพวกนั้นกลับทำให้เกิดคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นความหวังขึ้นมา พวกเขาถูกเรียกว่า ‘ผู้ปลุกพลัง’! แต่น่าเสียดาย… ชายหนุ่มที่เป็นเจ้าของร่างของฉู่โม่วกลับไม่ใช่หนึ่งในนั้น เป็นแค่คนขี้แพ้ไร้ความสามารถ! ทว่าระหว่างกำลังผิดหวังอยู่นั้นเอง กลับมีหน้าต่างคำพูดปรากฏขึ้นตรงหน้า บ่งบอกว่า…. ‘ระบบกลืนกิน’ ของเขาถูกเปิดใช้งานแล้ว! ระบบนี้สามารถดูดกลืนซากมนุษย์หรือสัตว์อสูรมาเป็นกระบวนท่าต่อสู้ ความสามารถ และพลังเหนือธรรมชาติ! มาเปิดศักราชของนักบู๊สุดเทพแห่งโลกใบใหม่ไปด้วยกันกับระบบกลืนกินกินพรสวรรค์!
คุณอาจจะชอบเรื่องนี้
บทที่ 1 กลืนกินสัตว์ร้าย
บทที่ 1 กลืนกินสัตว์ร้าย
“นี่ฉัน… รอดตายมาได้จริง ๆ สินะ?”
ภายในห้องที่ระเนระนาดอย่างกับเพิ่งมีพายุพัดผ่านไป
ฉู่โม่วถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังจากความทรงจำแล่นผ่านเข้ามาในหัว
เขาไม่ใช่คนของโลกนี้… แต่มาจากอีกโลกหนึ่งที่เรารู้จักกันดี
ปี 2050 อุกกาบาตปริศนาพุ่งเข้าชนโลกและแพร่กระจายเชื้อไวรัสที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ภายในเวลาไม่นาน มันกลายเป็นสาเหตุให้ประชากรทั่วโลกต้องติดเชื้อ จนเปลี่ยนสภาพเป็นซอมบี้ไปตาม ๆ กัน และในท้ายที่สุด อารยธรรมของมนุษยชาติอันเป็นความภาคภูมิใจมาอย่างยาวนานก็พังทลายลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี
ซอมบี้ออกอาละวาด …จุดประสงค์เดียวของพวกมันคือทำลายล้าง
และฉู่โม่วที่รอดชีวิตมาจนถึงปีที่ห้าของอุบัติการณ์ซอมบี้กลืนโลก ก็ดันพลาดท่าตกลงไปในฝูงซอมบี้กระหายหิวเหล่านี้จนได้!
ความทรงจำสุดท้ายก่อนตาย คือคลื่นซอมบี้ที่ถาโถมเข้าใส่ตัวเขา! พวกมันกัดกินและฉีกกระชากร่างกายมนุษย์ราวกับสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง ภาพติดตาเหล่านั้นยังชัดเจนทุกอย่าง
ความเจ็บปวดจากกล้ามเนื้อที่ถูกซอมบี้ฉีกกัด… ยังคงสลักลึกในความทรงจำ
“โชคดีจริง ๆ…”
“อย่างน้อยฉันก็ยังมีชีวิตอยู่!”
เมื่อเลื่อนสายตาลงมาสำรวจร่างกายตัวเอง ฉู่โม่วก็อดดีใจไม่ได้
เขารับรู้ผ่านความทรงจำที่ไหลเวียนทับซ้อนกัน เพราะร่างของเขาตอนนี้… เป็นร่างของชายหนุ่มวัยรุ่นที่มีชื่อเดียวกัน
ดูเหมือนว่าโลกใบนี้จะห่างไกลจากคำว่า ‘อันตราย’ มากกว่าโลกเก่าที่โดนซอมบี้ถล่มจนเทียบไม่ติด
ภายในปีศักราช 2200 ของดาวเคราะห์สีน้ำเงิน จู่ ๆ ก็มีช่องว่างระหว่างอวกาศมากมายปรากฏขึ้นมารอบโลก ก่อนที่สิ่งมีชีวิตอันทรงพลังหลากหลายเผ่าพันธุ์จะผุดออกมาจากช่องว่างเหล่านั้น
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่รู้จักมาก่อน มนุษยชาติจึงเลือกที่จะใช้ระเบิดปรมาณูเพื่อจัดการพวกมัน ทว่าสสารปริศนาที่ล่องลอยอยู่ในอากาศกลับทำให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นอัมพาต ตลอดจนอาวุธนำวิถีของกองทัพเองก็พลอยใช้การไม่ได้ไปด้วย
มนุษยชาติในโลกใบนี้ทำได้เพียงพึ่งพาอาวุธพื้นฐานในการต่อสู้ เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์เท่านั้น
แต่อาวุธพวกนี้จะมีทางเอาชนะสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวได้อย่างไรกัน?
พลังของพวกมันสามารถถล่มภูเขาทั้งลูกหรือแผดเผาผืนทะเลจนเหือดแห้งได้ไม่ยาก ไหนบางตนจะมีร่างกายแข็งแกร่งชนิดที่กระสุนเจาะทะลุชั้นผิวหนังของมันไม่ได้อีก
ณ ตอนนั้น
เขาไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่ามนุษยชาติจะต้องแบกรับความขมขื่น และยากลำบากมากมายขนาดไหนกัน
ทว่า…
กาลเวลาที่หมุนเวียนไป ทำให้มนุษย์บางคนได้ค้นพบถึงความจริงที่ว่า พวกเขาสามารถนำสสารปริศนาที่มีมากมายอยู่ในอากาศมาใช้ได้ในที่สุด และสสารเหล่านั้นก็ทำให้ร่างกายของพวกเขาได้รับพลังที่เหนือกว่าคนทั่วไปมาไว้ในครอบครองด้วย
การค้นพบซึ่งสิ่งนี้ มันทำให้มนุษยชาติมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากการวิจัยและทดลองอย่างไม่หยุดหย่อน วิทยาศาสตร์ก็ได้ให้คำตอบเกี่ยวกับสสารลึกลับนั้นได้ และมอบชื่อให้สสารดังกล่าวว่า ‘อณูแห่งชีวิต’
พลังงานที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตนี้ทำให้มนุษย์สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกาย และไขว่คว้ามาซึ่งความแข็งแกร่งไร้เทียมทาน!
พวกเขาเหล่านี้ถูกเรียกว่า ผู้ปลุกพลัง! (อะเวคเค่น)
แต่ก็นั่นก็เป็นเพียงแค่คนบางกลุ่มเท่านั้น เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายได้
หากใครก็ตามที่ต้องการจะก้าวเดินในวิถีแห่งผู้ปลุกพลัง พวกเขาจำเป็นต้องมีพรสวรรค์… พรสวรรค์ที่สูงส่งกว่าใคร ยิ่งสูงเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเติบโตได้มากขึ้นเท่านั้น!
หากพวกเขาไร้พรสวรรค์… ก็เป็นได้แค่คนธรรมดาไปตลอดชีวิต
ถึงอย่างนั้น แม้จำนวนผู้ที่ปลุกพลังขึ้นแล้วจะยังถือเป็นกลุ่มคนเล็ก ๆ แต่เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยฉุดรั้งและผลักดันมนุษยชาติให้กลับไปอยู่ในจุดที่สามารถเอาชีวิตรอดบนโลกอันเน่าเฟะแห่งนี้ได้แล้ว
“นี่มัน… ความโชคร้ายในความโชคดีชัด ๆ!”
ฉู่โม่วพูดเสียงเบา
ในโลกใบเดิมของเขา… ที่มนุษยชาติต้องเผชิญหน้ากับมหัตภัยซอมบี้ล้างโลก ไม่มีใครมีพลังอะไรแบบนี้เลย เมื่อเทียบกับฝูงซอมบี้พวกนั้นแล้ว พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับก้อนเนื้อที่ยังสามารถวิ่งได้เท่านั้น
ยังไงเสียโลกใบนี้ก็โชคดีกว่าโลกของเขามากมายนัก
“ถ้าไม่ติดว่า…”
“ไอ้ร่างนี้มันดันไม่มีพรสวรรค์อะไรเลยเนี่ยสิ!”
ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองไปยังฝ่ามือทั้งสองข้างด้วยท่าทีผิดหวัง
ในยุคที่อสุรกายมากหน้าหลายตากำลังคืบคลานอยู่นั้น หากจะบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็คงจะไม่ได้เสียทีเดียว
มนุษย์ต่างมีชีวิตอยู่รอดได้เพราะพึ่งพาพลังของเหล่าผู้ปลุกพลัง
ต่อให้มีพลังเพียงน้อยนิด แต่นั่นก็มากพอแล้วที่จะทำให้เขาสามารถก้าวเดินเข้าไปในเส้นทางของเหล่าผู้ปลุกพลังได้
แต่มนุษย์ที่ไม่มีพลังอะไรเลย ในยุคแบบนี้ พวกเขาไม่มีค่าพอที่จะเป็นผู้รอดชีวิตด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้เจ้าของร่างเดิมจึงตัดสินใจที่จะยอมแพ้ต่อโชคชะตา เพราะรู้ดีว่าตัวเขานั้นไม่มีพลังที่จะไปต่อในวิถีของผู้ปลุกพลังได้อย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้นแล้ว ฉู่โม่วจึงสามารถก้าวข้ามมาใช้ร่างกายนี้ได้
แกร๊ก!
ขณะที่ฉู่โม่วกำลังระลึกความทรงจำของเขาอยู่นั้นเอง ประตูห้องของตนก็พลันเปิดออก
เขาเห็นเงาของบางสิ่งบางอย่างกำลังเดินเข้ามา หลังจากผลักประตูห้องเขาให้เปิดกว้าง
ร่างนั้นดูจะมีอายุราว ๆ สิบเจ็ดถึงสิบแปดปี ตัวสูง รูปร่างดี ผมแกละสองข้างหยักศกเหมือนปุยเมฆ สวมใส่ชุดสบาย ๆ แต่ก็ดูแปลกตา ข้อเสียอย่างเดียวเท่าที่เห็นได้ในตอนนี้ ก็คือการที่เธอดูจะเย็นชาอยู่สักหน่อย
เมื่อเห็นฉู่โม่ว หญิงสาวเพียงกล่าวทักทายอย่างไม่ใส่ใจนักว่า “กลับมาแล้ว”
จากนั้นก็วางของที่ดูเหมือนจะเป็นของเขาลงบนโต๊ะ ก่อนจะกลับไปยังห้องตัวเอง
ในระหว่างนั้น อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรกับฉู่โม่วเลย รวมถึงไม่หันมามองเขาด้วย
ชายหนุ่มมองไปยังประตูที่อีกฝ่ายปิดให้ ด้วยความรู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ
ทว่าตอนนั้นเอง… ข้อมูลบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในห้วงความทรงจำของเขา
เฉินซีเวย
เธอคนนี้เป็นลูกสาวของเพื่อนที่สนิทชิดเชื้อกับครอบครัวเจ้าของร่างที่ฉู่โม่วใช้อยู่
สมาชิกของสองครอบครัวเป็นผู้ปลุกพลังทั้งหมด และสนิทสนมจนชักชวนไปปราบสัตว์อสูรด้วยกันอยู่เสมอ รักใคร่กันมากถึงขนาดที่เมื่อฉู่โม่วกับเฉินซีเวยอายุได้ราว ๆ สองถึงสามปี สองครอบครัวถึงกับหมั้นหมายจะให้ทั้งคู่แต่งงานกันเลยด้วยซ้ำไป
จนกระทั่งสองปีก่อน…
ครอบครัวของเฉินซีเวยได้มาชักชวนครอบครัวของเจ้าของร่างฉู่โม่วไปสำรวจตามปกติ แต่ครั้งนี้ พวกเขาทั้งหมดไม่ได้กลับมาอีก
เหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ทำให้เจ้าของร่างฉู่โม่วไม่สามารถยอมรับได้
เขาคิดอยู่ตลอดว่าต้องเป็นครอบครัวของเฉินซีเวยแน่ ๆ ที่ฆ่าครอบครัวของเขา และมันก็ทำให้ชายหนุ่มพลอยเกลียดตัวเฉินซีเวยที่เป็นลูกสาวไปด้วย
ความเกลียดชังเช่นนี้ก่อตัวขึ้นมาอย่างเงียบงัน
ยิ่งไปกว่านั้น ภายในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ฉู่โม่วยังค้นพบว่า หลังจากที่ครอบครัวของทั้งสองคนตายจากไปแล้ว เฉินซีเวยถึงกับย้ายมาอยู่ที่บ้านของฉู่โม่วเพื่อคอยดูแลชีวิตประจำวันของเขา
แล้วยิ่งเป็นตอนที่เฉินซีเวยรู้ว่าฉู่โม่วไม่มีพรสวรรค์ที่จะทำให้เดินทางเข้าสู่วิถีแห่งผู้ปลุกพลังได้ เธอที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงก็ไม่เคยถอดใจในตัวเขา
เพื่อที่จะหาโอกาสให้ฉู่โม่วสามารถเป็นผู้ปลุกพลัง เธอถึงกับยอมเสี่ยงอันตรายอยู่หลายต่อหลายครั้งในการออกไปจากฐานที่มั่นและล่าสัตว์ร้ายกลับมา หวังว่าจะหาวิธีเปลี่ยนมันเป็นพลังให้กับฉู่โม่วได้
และทุก ๆ ครั้งที่หญิงสาวกลับมา …เธอจะมาพร้อมกับเนื้อของสัตว์ร้ายที่ล่ามันมาด้วยความยากลำบาก เพื่อให้ฉู่โม่วรับประทาน เผื่อว่าร่างกายของเขาจะนำพลังของสัตว์ร้ายมาพัฒนาเป็นพลังของเขาได้
ถึงจะยังไม่มีหนทางที่รับประกันได้ว่าสำเร็จแน่นอน แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าปล่อยให้เขาอ่อนแอเหมือนคนธรรมดาตลอดไป
แต่ช่างน่าเสียดาย…
ที่เจ้าของร่างนี้ไม่เห็นใจเธอเลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มเอาแต่ต่อว่าเฉินซีเวย… ว่าเป็นฆาตกรที่ฆ่าพ่อกับแม่ของเขามาโดยตลอด แถมยังเกลียดเธอมากขึ้นไปทุกวันอีกด้วย
ทั้งที่การได้อยู่ด้วยกันภายใต้ชายคาเดียวกันของหนุ่มสาว ควรจะทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาพัฒนามากขึ้นไปแท้ ๆ แต่กลับกลายเป็นว่ามีแต่ความตึงเครียดระหว่างเขาและเธอเท่านั้นที่พัฒนาขึ้น
“ชีวิตฉันจะไม่ได้เจอกับความสุขเหมือนกับที่คนอื่นเจอบ้างหรือไงน่ะ…”
ระลึกความทรงจำเรื่องนี้ได้หมด ฉู่โม่วได้แต่ถอนหายใจอยู่คนเดียว
ตัวเขาหลุดมาจากโลกที่ล่มสลายกลายเป็นเมืองร้าง ดังนั้นย่อมเข้าใจความหมายของคำว่า ‘พยายาม’ ดี ว่ามันจำเป็นต่อสภาพแวดล้อมเช่นนี้อย่างไร
ยิ่งตัวเฉินซีเวยเองยิ่งแล้วใหญ่ เธอคนนี้ไม่เพียงแต่จะไร้เทียมทาน แต่ยังพยายามฝึกฝนจนใช้วรยุทธ์ได้อย่างช่ำชอง แม้จะมีอายุไล่เลี่ยกับเจ้าของร่างเก่าของเขาเท่านั้น
แต่ต่างกันราวกับฟ้ากับเหว
แต่ในฐานะที่เขาไม่ต่างอะไรจากคนนอก คงจะพูดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องคนอื่นไม่ได้
ถ้าไม่ใช่เพราะ…
“ในเมื่อตอนนี้ฉันใช้ร่างของนายอยู่ จากวันนี้เป็นต้นไป ฉันคือ ฉู่โม่ว!”
“ฉันจะใช้ชีวิตในส่วนของนายให้คุ้มค่าเอง!”
เขาตั้งมั่นในใจ
แม้ว่าร่างกายนี้จะไร้ซึ่งพลังใด ๆ แต่ชีวิตก็ยังต้องเดินต่อไป
การได้ชีวิตใหม่นั้น ถือเป็นของขวัญที่ฟ้าประทานมาจริง ๆ
ฉู่โม่วเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมานิดหน่อยแล้ว เพราะเช่นนั้นจึงตัดสินใจลุกไปเตรียมทำอะไรง่าย ๆ มาทาน
แต่จังหวะนั้นเอง
สายตาก็เหลือบไปมองยังก้อนเนื้อที่มาจากซากสัตว์ร้ายที่เฉินซีเวยนำมาวางไว้ให้บนโต๊ะ เขาก็ต้องชะงักไปชั่วขณะ
แววตาของชายหนุ่มสั่นสะท้านอย่างเหลือเชื่อ!
เหนือซากสิ่งมีชีวิตปริศนาดังกล่าว มีกล่องข้อความที่ถูกเขียนไว้ราวกับภาพลวงตาปรากฏขึ้น มันระบุว่า
[เป้าหมาย : สัตว์ร้ายขนาดกลาง ระดับ 1 ตัวเซเบิลสายฟ้าสีม่วง!]
[สามารถกลืนกินได้!]
[ต้องการกลืนกินหรือไม่?]
…
บทที่ 2 กลืนกินธาตุสายฟ้า ปลุกพลังหมัด 1.4 ตัน!
บทที่ 2 กลืนกินธาตุสายฟ้า ปลุกพลังหมัด 1.4 ตัน!
“นี่คือ… การชี้นำของพระเจ้างั้นเหรอ?”
“หรือว่าเป็นความสามารถที่ซ่อนอยู่กัน?”
เมื่อฉู่โม่วเห็นข้อความที่ลอยอยู่ตรงหน้า ตัวเขาเองไม่ได้รู้สึกเป็นกังวลแต่อย่างใด กลับกัน ชายหนุ่มกำลังวิเคราะห์สิ่งนี้อย่างใจเย็น
การผ่านประสบการณ์อันน่าขมขื่นมานานถึงห้าปี ก่อนจะกลับชาติมาเกิดใหม่ในร่างคนอื่น มันทำให้สภาพจิตใจของเขาสงบนิ่งมาก แม้จะเจอเรื่องที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนก็ตาม
“ข้อความพวกนี้… โผล่แค่บนตัวของสัตว์อสูรงั้นเหรอ? จะว่าไป ฉันว่าฉันไม่เคยเห็นข้อความแบบนี้ตอนมองไปที่เฉินซีเวยเลยนี่นา”
“แสดงว่ามันมีผลแค่กับสัตว์อสูร… ไม่สิ หรือว่า…”
เขาหันมองไปยังร่างตัวเซเบิลสายฟ้าสีม่วงที่อยู่บนโต๊ะ ก่อนเริ่มหรี่ตาลงพลางบ่นพึมพำเบา ๆ “หรือว่าจะมีผลแค่กับซากศพที่สามารถกินได้แค่อย่างเดียว?”
ตอนนี้ข้อมูลที่พอจะเดาได้นับว่าค่อนข้างน้อย แถมยังช่วยให้ฉู่โม่วเข้าถึงสิ่งที่ต้องการจะรู้ได้เพียงนิด
แต่ไม่ว่าสิ่งนี้จะเป็นอะไร ไม่ว่าจะเป็นความสามารถที่ซ่อนอยู่หรือพระเจ้าชี้ทาง จากเท่าที่เห็นนี้… อย่างไรก็ถือว่าเป็นเรื่องดี
ฉู่โม่วอยากทดสอบมันมากกว่านี้…
ดังนั้น
ชายหนุ่มตัดสินใจหันหน้าเข้าหาตัวเซเบิลสายฟ้าสีม่วง ยื่นมือออกไปเหนือร่างของมัน และพูดเบา ๆ “กลืนกิน!”
ทันทีที่เสียงของเขาเงียบลง ฝ่ามือของฉู่โม่วก็เปล่งแสงสีทองออกมาห่อหุ้มร่างไร้วิญญาณของตัวเซเบิลสายฟ้าเอาไว้
แสงสีทองนั้นดึงเอาอณูสีทอง ที่มีลักษณะคล้ายละอองออกมาจากเป้าหมาย และเข้ามาในมือของเขา
[การกลืนกินเสร็จสิ้น!]
[ได้รับ ‘ธาตุสายฟ้าระดับ 2’ !]
[ต้องการ ‘หลอมรวม’ หรือไม่?]
พลังธาตุสายฟ้าเหรอ?
แววตาของฉู่โม่วสะท้อนความประหลาดใจ
ตั้งแต่ที่มนุษยชาติเริ่มค้นพบวิธีการดูดกลืนสสารลึกลับที่เกี่ยวข้องกับพลังแห่งสวรรค์และโลกมาพัฒนาร่างกายตนเอง หลังจากนั้นอีกหลายปี การสำรวจกับการพัฒนาก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันนี้ พวกเขาสามารถแยกย่อยคุณสมบัติต่าง ๆ ออกมาได้อย่างสมบูรณ์ในที่สุด
โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายของผู้ปลุกพลังที่ตื่นขึ้นนั้นจะไม่มีคุณสมบัติพิเศษอะไรแฝงมาด้วย
แค่แบ่งเป็นระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ อ่อนแอ ต่ำ กลาง ไปจนระดับสูง
นอกจากนั้นจะขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของแต่ละคน
พรสวรรค์โดยกำเนิดที่จะทำให้ผู้ปลุกพลังมีความสามารถพิเศษแตกต่างจากไปจากคนอื่น ๆ
ยกตัวอย่างเช่น บนโลกใบนี้มีธาตุหลักอยู่ห้าธาตุ ได้แก่ ดิน น้ำ ทอง ไฟ และไม้ก็จริง แต่โลกยังมีธาตุอื่นอย่าง ลม สายฟ้า และแสงสว่างอยู่อีกด้วย
ถ้าผู้ปลุกพลังคนนั้นสามารถควบคุมความสามารถพิเศษของตัวเองได้อย่างชำนาญ และผสานเข้ากับธาตุที่เหมาะสม
เขาก็จะได้รับคุณสมบัติเพิ่มเติมเมื่อใช้งานความสามารถดังกล่าวด้วย
ไม่ว่าจะเป็นธาตุดินที่ขึ้นชื่อเรื่องพลังป้องกัน แต่ในขณะเดียวกันก็แข็งแกร่งจนธาตุอื่นเปรียบได้ยาก
หรือธาตุลมที่ประจักษ์แล้วว่าสามารถมอบความคล่องแคล่วว่องไวให้แก่ผู้ถือครองได้
ไม่ว่าจะเป็นธาตุไหนเอง ต่างก็มีความแข็งแกร่งในตัวมันเองทั้งนั้น และเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะธาตุไหนก็สามารถนำไปผสานเข้ากับความสามารถพิเศษได้!
เพราะแบบนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า…
เพียงแค่สามารถปลุกพรสวรรค์ของตนเองขึ้นมาได้ ผู้ปลุกพลังคนนั้นก็จะแข็งแกร่งกว่าผู้ปลุกพลังระดับเดียวกันที่มีแค่พละกำลังทางกายภาพเป็นไหน ๆ!
และด้วยธาตุสายฟ้าระดับสองที่ฉู่โม่วได้มานี้ ก็ทำให้เขามีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้ใช้ธาตุสายฟ้าที่เก่งกาจได้ด้วย!
“หลอมรวม!”
ฉู่โม่วเลือกคำสั่งหลอมรวมอย่างไม่ลังเล
ครืน!
ร่างกายเหมือนถูกฟ้าผ่า สุรเสียงดังกัมปนาทผุดขึ้นจากทั่วร่างราวกับแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางบ่อกักเก็บกระแสไฟฟ้า
เสียงคำรามของสายฟ้าคลั่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่ามันกำลังเคลื่อนผ่านอวัยวะทั้งกล้ามเนื้อ หรือกระดูกไป
ความเจ็บปวดอันหาที่เปรียบไม่ได้กัดกินหัวใจของฉู่โม่วตลอดกระบวนการ
ถึงกระนั้น เขายังพยายามกัดฟันสู้ทนโดยไม่ปริปากร้องใด ๆ ทั้งสิ้น
โชคดี…
ที่ความเจ็บปวดดังกล่าวไม่ได้คงอยู่เป็นเวลานาน มันหายไปอย่างรวดเร็วราวกับเป็นมวลน้ำที่ไหลออกจากท่อ เหลือทิ้งไว้เพียงความผ่อนคลายเท่านั้น
หัวใจเต้นแรงดั่งสัญญาณรัวกลอง มันสูบฉีดเลือดที่อัดแน่นไปด้วยพลังใหม่ไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย
ขณะเดียวกัน เขาก็สามารถมองเห็นอัสนีสีม่วงอ่อนปรากฏขึ้นตามผิวหนังทั่วทั้งร่างกายด้วยตาเปล่า
มันใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง จึงหายกลับเข้าไปในร่างกายดังเดิม
ฉู่โม่วที่เฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จนกระทั่งมันจบลง เขาทดลองยื่นมือออกไปด้านหน้า
ทำจิตใจให้สงบนิ่ง
ทันใดนั้น สายฟ้าสีม่วงก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขา!
“สำเร็จ!”
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อของฉู่โม่วแสดงความดีใจออกมาชนิดไม่สามารถปกปิดไว้ได้
“ต้องไปทดสอบสักหน่อยแล้ว!”
หลังจากที่ปรับปรุงธาตุสายฟ้าที่เพิ่งรับมาให้เข้าที่เข้าทางได้แล้ว เขาพลันรับรู้ได้ทันทีในความรู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นแล้ว… ยิ่งทำให้ร้อนใจอยากจะทดสอบมันเสียเหลือเกิน!
เนื่องจากเฉินซีเวยนั้นต้องฝึกฝนวรยุทธ์ ดังนั้นเธอจึงจำเป็นต้องออกกำลังกายและฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ ภายในบ้านของพวกเขาจึงมีห้องสำหรับฝึกซ้อมการต่อสู้แบบพิเศษถูกสร้างเอาไว้ด้วย
ภายในห้องฝึกซ้อม
นอกจากเครื่องมีสำหรับซ้อมการต่อสู้แล้ว มันยังมีเครื่องสำหรับทดสอบความแข็งแกร่งถูกติดตั้งเอาไว้ให้เห็นอย่างสง่า
เจ้าเครื่องทดสอบที่ว่านั้นมีลักษณะเป็นเหมือนแท่นหินที่สูงราว ๆ สองเมตร และที่ด้านบนสุดของมันมีจอแสดงผลติดตั้งอยู่
สิ่งนี้ไม่ใช่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่เป็นอุปกรณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยอณูแห่งชีวิต
มูลค่าของมันเองก็จัดว่าสูงมากทีเดียว
เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า มีเพียงผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะสามารถครอบครองมันได้
แต่ด้วยความที่ศักยภาพของเฉินซีเวยจัดอยู่ในระดับสูงจึงได้รับการสนับสนุนจากสถาบัน เธอจึงได้สิทธิ์พิเศษในการนำเครื่องมือนี้มาใช้เป็นการส่วนตัวได้
ตอนนั้นเอง
ที่เครื่องทดสอบความแข็งแกร่ง มีผลลัพธ์การทดสอบเพียงแค่แถวเดียวเท่านั้น
3.79 ตัน!
“เครื่องทดสอบความแข็งแกร่งนี่เป็นแค่ด่านแรกเท่านั้น ระดับสูงสุดที่เครื่องนี้สามารถรับได้ก็คือ 4.53 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับทั่วไปของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้น เฉินซีเวยสามารถสร้างแรงต่อยได้มากกว่า 3.63 ตันเข้าไปแล้ว… อีกไม่นานเธอเองก็น่าจะเป็นจอมยุทธ์ได้แล้วแน่ ๆ!”
เห็นผลการทดสอบที่แสดงออกมานั่นแล้วฉู่โม่วก็หรี่ตาลง
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเฉินซีเวยถึงกลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่ทางสถาบันต้องทะนุถนอมไว้ขนาดนั้น!
จอมยุทธ์ เป็นหนึ่งในสามขั้นของผู้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ หรือ วรยุทธ์ ซึ่งแบ่งออกเป็น ผู้ฝึกยุทธ์ จอมยุทธ์ และปรมาจารย์ยุทธ์
การที่สามารถบรรลุเข้าสู่การเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปีนั้นจัดว่าเก่งกาจมากทีเดียว!
เฉินซีเวยอายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น! ดังนั้นจึงสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า เธอคือผู้ที่มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง!
“พลังของฉันจะแข็งแกร่งขนาดไหนนะ? หมัดของฉันจะได้สักกี่ตัน?”
ฉู่โม่วคิดก่อนจะสูดหายใจเข้าไปลึก ๆ
เขากำหมัดแน่นก่อนจะต่อยเข้าไปที่เครื่องทดสอบตรงหน้าเต็มแรง
ตึง!
หลังแรงสั่นสะเทือน จอแสดงผลที่อยู่ด้านบนสุดของแป้นก็สว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับตัวเลขแสดงพลังหมัดที่พุ่งทะยานมาอย่างรวดเร็ว
0.69 ตัน!
เห็นค่าตัวเลขเช่นนี้ ฉู่โม่วก็ดูตกใจจนออกนอกหน้า
นั่นเพราะเขาเพิ่งจะปลุกความสามารถในตัวขึ้นมาได้เท่านั้น การที่ได้พลังหมัดที่สูงขนาดนี้ ถือได้ว่าเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนชนิดเทียบไม่ติด!
“ต่อไป ลองเพิ่มพลังของธาตุสายฟ้าลงไปดูแล้วกัน!”
ชายหนุ่มหรี่ตาลงอีกครั้งก่อนจะเริ่มเค้นเอาธาตุสายฟ้าที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายให้ไปรวมอยู่ที่กำปั้น เมื่อทำได้แล้ว เขาก็ปล่อยหมัดเข้าใส่เครื่องทดสอบความแข็งแกร่งอีกครั้ง
ตึง!
ด้วยกระแสไฟฟ้าสีม่วงที่ไหลเวียนอยู่ในมือ ทันทีที่มันเข้าปะทะกับแท่นหินเบื้องหน้า กระแสไฟฟ้าเหล่านั้นก็ช็อตใส่แท่นหินแทน
ทันใดนั้นเอง
เครื่องทดสอบก็สั่นอีกครั้ง คราวนี้มันสั่นแรงขึ้นจนตัวเลขของการทดสอบรอบก่อนหน้าหายไป ก่อนแทนที่ด้วยค่าวัดใหม่ที่สูงถึง 1.4 ตัน!
สิ่งนี้ทำเอาฉู่โม่วถึงกับเหงื่อตก
1.4 ตัน!
เขาอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นไปกับค่าวัดที่สูงลิ่ว
หนึ่งจุดสี่ตันเลยนะ!
ความแข็งแกร่งระดับนี้ มันเทียบเท่าได้กับผู้ปลุกพลังระดับกลางเลย!
“ความสามารถของธาตุสายฟ้านี่ช่างน่ากลัวจริง ๆ!”
“แค่ปลุกความสามารถให้ตื่นขึ้นมาได้ ก็สามารถต่อยได้รุนแรงถึง 0.69 ตัน และเพียงแค่เสริมพลังของธาตุสายฟ้าเข้าไป พลังหมัดก็เพิ่มขึ้นเกือบจะเท่าตัว!”
“แถมธาตุสายฟ้านี้ยังเป็นแค่ระดับ 2 ด้วย ถ้าหากฉันสามารถหาธาตุสายฟ้าระดับที่ 2 หรือสูงกว่ามาเพิ่มพลังได้ มันจะขนาดไหนกันนะ!?”
ฉู่โม่วกำหมัดแน่นอีกครั้ง ภายในใจเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
คิดได้ดังนั้น ภาพของร่างตัวเซเบิลสายฟ้าสีม่วงที่วางอยู่บนโต๊ะก็ลอยกลับเข้ามาในหัว
“ลองดูซิว่าจะกลืนกินเพิ่มได้ไหม!”
ฉู่โม่วเดินออกจากห้องฝึกซ้อม ก่อนจะรีบกลับไปหาร่างไร้วิญญาณของตัวเซเบิลสายฟ้าอีกครั้ง แล้วยื่นมือไปทำแบบเดียวกับตอนก่อนหน้า “กลืนกิน!”
แสงสีทองพลันเปล่งออกจากฝ่ามืออีกครั้ง มันห่อหุ้มร่างของเป้าหมายและนำมาซึ่งลูกแก้วสีแดงเล็ก ๆ ลูกหนึ่ง
[กลืนกินเสร็จสิ้น!]
[ได้รับ]
…
บทที่ 3 เลือดของสัตว์อสูร หนทางแห่งการพัฒนาร่างกาย!
บทที่ 3 เลือดของสัตว์อสูร หนทางแห่งการพัฒนาร่างกาย!
[ได้รับ ‘เลือดของสัตว์อสูรตัวเซเบิลสายฟ้าสีม่วง’!]
เลือดของสัตว์อสูร!
เห็นเช่นนั้น แววตาของฉู่โม่วก็แข็งทื่อไปในทันที
ผู้ฝึกยุทธ์นั้น นอกจากจะใช้วิธีฝึกฝนร่างกายเพื่อให้สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดได้แล้ว มันก็ยังมีวิธีอื่นอยู่อีก!
และการกลืนกินเลือดของสัตว์อสูรเองก็เป็นหนึ่งในนั้น!
ภายในเลือดสัตว์อสูรพวกนี้มีพลังมหาศาลถูกเก็บซ่อนไว้อยู่ หากผู้ฝึกยุทธ์คนใดครอบครองสิ่งนี้ในขณะกำลังฝึกยุทธ์แล้วล่ะก็ ร่างกายของพวกเขาจะพัฒนาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเลยทีเดียว
แล้วถ้ายิ่งเลือดสัตว์อสูรหยดนั้นเป็นอัตลักษณ์ที่ควบแน่นเอาพลังและอัตลักษณ์ต่าง ๆ ของสัตว์อสูรตนนั้นมาด้วย ผลลัพธ์ของมันก็จะยิ่งสูงกว่าการใช้เลือดอสูรทั่วไปอีกหลายเท่านัก!
อย่างไรก็ตาม แม้จะถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยพัฒนาร่างกายได้อย่างรวดเร็ว แต่การครอบครองอัตลักษณ์แห่งอสูรก็ไม่ได้หากันมาได้ง่าย ๆ และจะมีเพียงพวกผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงเท่านั้นที่จะมีสิ่งนี้
เพราะฉะนั้น อัตลักษณ์ของอสูรแต่ละชิ้นจึงกลายเป็นที่ต้องการของตลาด… รวมถึงเป้าหมายของการขโมยอย่างเลี่ยงไม่ได้ด้วย
ถ้ายึดตามความทรงจำของเจ้าของร่างนี้ เมื่อสามเดือนก่อน ฐานทัพลู่หยางที่เขาอยู่ในตอนนี้ถูกรายงานว่ามีการค้นพบอัตลักษณ์แห่งอสูรระดับสาม และนั่นทำให้ฐานแห่งนี้แทบจะอัดแน่นไปด้วยผู้คน
เหล่าตระกูลยักษ์ใหญ่เกือบทุกตระกูลต่างเข้าร่วมประมูลสิ่งนี้ด้วยราคาสูงลิ่วกันทั้งนั้น ถือเป็นข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งที่โด่งดังไปทั่วโลก!
ไม่ว่าใครต่างก็พูดถึงมัน
และในตอนนี้
สมบัติล้ำค่าเช่นนั้นก็กำลังอยู่ในมือของฉู่โม่วแล้ว
ถึงแม้จะเป็นเพียงอัตลักษณ์อสูรระดับต่ำที่สุด แต่สิ่งนี้เหมาะสมและคู่ควรกับเขาในตอนนี้มากที่สุดแล้ว
“ไม่เลวเลยนี่!”
ชายหนุ่มเก็บสิ่งนี้ลงไปในขวดโหล ก่อนจะหันไปเพื่อกลืนกินร่างของตัวเซเบิลตัวนั้นต่อ ด้วยความคาดหวังว่าจะได้อะไรดี ๆ เช่นนี้อีก
ทว่าคราวนี้ ฉู่โม่วกลับพบความผิดหวังแทน
[เป้าหมายไม่มีสิ่งที่สามารถกลืนกินได้แล้ว ไม่สามารถกลืนกินได้]
ขณะเห็นข้อความดังกล่าว ข้อมูลบางสิ่งบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัวเขาด้วย!
มันคือข้อมูลวิธีการใช้งานระบบกลืนกินนี้!
ระบบกลืนกินสามารถใช้ได้กับซากเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นซากของมนุษย์หรือสัตว์อสูรก็ตาม
ดูท่ามันจะกลืนกินอะไรได้มากกว่าที่เขาคิด!
ส่วนสิ่งที่สามารถได้จากการกลืนกิน ก็มีตั้งแต่… กระบวนท่า ความสามารถพิเศษ พลังกายหรือแม้แต่อัตลักษณ์ของสิ่งนั้น ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่ามันกำลังกลืนกินอะไร และโอกาสที่จะได้ของเหล่านั้นก็จะต่างกันออกไป
ทุกครั้งที่เลือกเป้าหมายได้แล้ว จะสามารถกลืนกินกี่ครั้งก็ได้… จนกว่าเป้าหมายจะไม่มีอะไรให้กลืนกินอีก
แต่ถ้าหากว่าอยากจะเปลี่ยนเป้าหมาย ระบบต้องใช้เวลารีเซตเป้าหมายใหม่หนึ่งเดือน
“เข้าใจละ!”
รู้ดังนั้นแล้ว ฉู่โม่วก็โล่งอก
ทว่าในตอนนี้ ความหิวที่ลืมเลือนไปก็ค่อย ๆ กลับมารู้สึกอีกครั้ง เขาจึงหาวัตถุดิบสำหรับทำอาหารออกมาและเตรียมตัวที่จะเข้าไปแสดงฝีมือในครัว
…
อีกห้องหนึ่ง
เฉินซีเวยกำลังฝึกฝนกระบวนท่าที่ดูแปลกตาอยู่สักหน่อย หลังจากเพิ่งฝึกท่าอื่นเสร็จ
แต่หารู้ไม่ว่านี่เป็นวิธีการพัฒนากายเนื้อที่สามารถสร้างความแข็งแกร่งให้ได้มากที่สุดของเหล่าผู้ปลุกพลัง ซึ่งกว่าจะได้มานั้น ต้องผ่านการทดลองทำซ้ำ ๆ จนมั่นใจ
มันมีทั้งหมดยี่สิบเอ็ดกระบวนท่า
ตราบใดก็ตามที่ผู้ฝึกยุทธ์เริ่มคุ้นชินกับมัน ร่างกายจะสามารถดึงพลังจากอณูแห่งชีวิตที่ลอยอยู่ในอากาศมาใช้ได้ในปริมาณมหาศาล และมันจะทำให้คนผู้นั้นก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ได้เร็วยิ่งขึ้น
ในไม่ช้า
เฉินซีเวยฝึกฝนกระบวนท่าทุกท่าจนจบ
เธอรู้สึกได้ว่าเลือดลมในร่างกายหมุนเวียนได้ดีขึ้น และอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
“ยังไม่พอ…”
“ลำพังเพียงพลังแค่นี้ ฉันไม่มีทางล่าไอ้อสรพิษสองหัวในภารกิจออกล่าครั้งต่อไปของทางสถาบันได้แน่ ๆ!”
อสรพิษสองหัวเป็นสัตว์อสูรขนาดกลางระดับ 2
มีเพียงผู้ปลุกพลังเท่านั้นที่จะล่ามันได้
และเหตุผลที่ทำให้เฉินซีเวยต้องการล่ามันให้ได้ เพราะเธอได้ยินมาว่าน้ำดีของอสรพิษสองหัว มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับร่างกายได้มหาศาล!
เธออยากนำมันกลับมาให้ฉู่โม่วดื่ม เพื่อที่เขาจะได้แข็งแกร่งขึ้นกว่านี้!
ไม่งั้นล่ะก็…
หากฉู่โม่วยังเป็นแบบนี้อยู่ เขาจะถูกไล่ออกจากสถาบันแน่!
คิดได้เช่นนั้น เฉินซีเวยก็กำหมัดแน่นขึ้นมาทันที
รัตติกาลคืบคลานเข้ามาแล้ว
เฉินซีเวยจำเป็นต้องวางมือจากการฝึกฝนลงไว้ชั่วคราว และหันไปเตรียมทำอาหารมื้อเย็นต่อ
เพราะการตายของครอบครัวและพรสวรรค์ที่ไม่ตื่นขึ้น ทำให้ฉู่โม่วยอมแพ้กับชีวิตไปโดยสมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่เฉินซีเวยย้ายเข้ามาอยู่กับเขา เธอจึงเป็นฝ่ายคอยทำอาหารให้ชายหนุ่มทานและคอยดูแลอยู่ทุกวัน
แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ยินดียินร้ายกับเธอเลยก็ตาม
เมื่อคิดถึงท่าทีเย็นชาที่ฉู่โม่วมีต่อเธอ เฉินซีเวยก็อดถอนหายใจไม่ได้
หญิงสาวเดินออกจากห้องไป
แต่ในขณะที่กำลังคิดว่าจะทำอะไรเป็นมื้อเย็นดีนั้นเอง กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยมาแตะจมูกเสียก่อน
รับรู้เช่นนั้นแล้ว เฉินซีเวยก็ไม่รอช้า รีบวิ่งไปยังห้องนั่งเล่นด้านล่าง
สิ่งที่รอเธอมาพบคืออาหารมากมายที่ถูกจัดเตรียมไว้บนโต๊ะ
สีสันและกลิ่นของพวกมันบ่งบอกว่าเพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ และเปี่ยมไปด้วยความน่ารับประทาน ทำเอาหญิงสาวหักห้ามใจที่จะยื่นนิ้วชี้ออกไปไม่ได้
“ออกมาแล้วเหรอ? ไปล้างไม้ล้างมือก่อนแล้วค่อยมากินสิ ฉันทำเสร็จหมดแล้วล่ะ กำลังจะตักซุปไปวางให้พอดีเลยด้วย”
ประตูห้องครัวถูกเปิดออก เพราะฉู่โม่วที่กำลังทำอาหารอยู่นั้นได้ยินเสียงของเธอที่ลงมาข้างล่างพอดี
เห็นแบบนั้นแล้ว เฉินซีเวยที่ดูเยือกเย็นเสมอก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างเก็บไว้ไม่อยู่
“พวกนี้… นายทำเหรอ?”
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็เอ่ยถามออกไป
“ถ้าไม่ใช่ฉันแล้วจะเป็นใครได้ล่ะ?”
ฉู่โม่วหัวเราะ
เขาตอบพลางเตรียมซุปใส่ถ้วย แล้วถือมันมาวางไว้ที่โต๊ะ
“มาสิ”
ชายหนุ่มร้องเรียก
เฉินซีเวยยังคงยืนมองฉู่โม่วที่ทำทุกอย่างให้เธอ ตั้งแต่ทำอาหารจนเสิร์ฟให้ด้วยแววตาสับสนงุนงง
เธอมีความในใจเป็นหมื่นล้านคำผุดขึ้นมา… มันมากมายเสียจนไม่รู้จะเริ่มพูดอะไรก่อนดี
สุดท้าย สาวเจ้าก็เลือกนั่งลงไปบนเก้าอี้โดยไม่ปริปาก และมองฉู่โม่วผู้จัดจานอาหารตรงหน้าเธอเสียดิบดี
หญิงสาวอยากจะถามอะไรกับเขาสักหน่อย แต่พออ้าปากกลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาเสียอย่างนั้น
ทำได้เพียงทานอาหารไปเงียบเชียบ
ไม่มีใครเป็นฝ่ายพูดอะไรออกมา
ความเงียบปกคลุมห้องนั่งเล่นอีกครั้ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฉู่โม่วจึงเป็นฝ่ายพูดหลังวางชามของตนลงไปแล้ว “ฉันกินเสร็จแล้ว ถ้าเธออิ่มเมื่อไหร่ก็ฝากล้างชามทีนะ”
พูดจบ เจ้าตัวก็เดินกลับไปยังห้องของตนเองอย่างรวดเร็ว
เฉินซีเวยยังคงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาสักแอะ จนกระทั่งฉู่โม่วเดินกลับห้องของตนเองไป
เธอมัวแต่ประหลาดใจ… จนกระทั่งเขาปิดประตูห้องตนเองสนิทแล้ว ถึงพึ่งตระหนักว่ายังไม่ได้พูดสิ่งที่อยากพูดออกไปเลย
สถานการณ์นี้มันเหลือเชื่อจริง ๆ!
ตั้งสองปีเลยนะ!
สองปีที่ฉู่โม่วปล่อยหญิงสาวไว้ในโลกอันอ้างว้าง ไม่ว่าจะทำอะไรให้ อีกฝ่ายก็ไม่เคยสนใจไยดีหรือตอบรับความรักของเธอเลย!
แล้ววันดีคืนดี จู่ ๆ เขาก็มาทำอาหารมื้อนี้ให้ จะไม่ให้แปลกใจได้อย่างไร!
“อย่างกับ… ฝันไปเลย”
หญิงสาวพูดกับตนเองเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองยังอาหารมากมายบนโต๊ะ
แต่ละจานทำให้สีหน้าของเจ้าหล่อนเผยอารมณ์ความรู้สึกออกมาทีละเล็กละน้อย จากที่แต่เดิมดวงหน้านั้นเยือกเย็นราวกับรูปปั้นสลัก
“ถ้าเป็นฝันล่ะก็…”
“ตลอดชีวิตต่อจากนี้ก็ไม่อยากจะตื่นแล้วล่ะ”
…
ภายในห้องของฉู่โม่ว
ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขารู้ดีว่าการกระทำเช่นนี้จะต้องทำให้เฉินซีเวยสงสัยแน่ ๆ
แต่ถ้าจะให้อธิบาย… ก็คงจะอธิบายอะไรไม่ได้อยู่ดี
อย่างน้อยมันก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย!
เจ้าของร่างนี้ทำร้ายจิตใจของเฉินซีเวยมาตลอดสองปีเต็ม จนเขากลัวเธอจะต้องจมอยู่กับความผิดหวังนานไปกว่านี้
ไว้หาคำอธิบายดี ๆ ได้แล้วค่อยว่ากันก็แล้วกัน ยังไงเสีย ตอนนี้ก็ต้องทำอะไรสักอย่างก่อน
“จากนี้เป็นต้นไป…”
“ฉันต้องเริ่มจริงจังกับการพัฒนาความแข็งแกร่ง!”
ละทิ้งทุกสิ่งอย่างที่คอยกวนใจ ฉู่โม่วสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะหยิบเอาอัตลักษณ์แห่งอสูรของตัวเซเบิลสายฟ้าสีม่วงออกมาและกล้ำกลืนมันลงไปในหนึ่งอึก
วินาทีต่อมานั้น
ความปวดร้าวและพลังอันมหาศาลก็เอ่อล้นไปทั่วร่าง
ฉู่โม่วใช้จังหวะนี้ฝึกฝนร่างกายอย่างไม่ลังเล และให้มันดูดซับอณูแห่งชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศ ไปพร้อมกับปรับตัวให้เข้ากับพลังของอัตลักษณ์อสูรที่เข้าไปอยู่ในร่างกาย
หนึ่งเดือนผ่านไป
ตึง!
พลังของอัสนีสีม่วงถูกกระตุ้น และผสานเข้ากับหมัดขณะต่อยเข้าไปที่เครื่องทดสอบความแข็งแกร่ง และในครั้งนี้… มันก็ยังสั่นสะเทือนรุนแรงเหมือนใส่พลังสายฟ้าไปเต็มที่ ก่อนจะเผยค่าตัวเลขขึ้นมา
0.96 ตัน!
“ไม่เลว!”
หลังเห็นตัวเลขเช่นนั้น ฉู่โม่วก็พยักหน้าพึงพอใจ
ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ นอกจากกินกับนอนแล้ว ฉู่โม่วก็ฝึกฝนร่างกายอย่างหนักหน่วงอย่างสม่ำเสมอ
ถึงแม้ว่าธาตุสายฟ้าระดับสองที่เขาพยายามฝึกอยู่จะดูทรงพลังมากแล้วก็จริง
แต่นี่น่ะยังไม่ใช่ที่สุดหรอก!
ใครก็ตามที่ฝึกฝนมาก ก็จะยิ่งใช้พลังของมันได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นไปเรื่อย ๆ!
แล้วยิ่งคนผู้นั้นมีพรสวรรค์ที่ถูกเรียกว่าเป็นเหล่าอัจฉริยะ พวกเขาก็จะยิ่งพัฒนาตนเองได้รวดเร็วกว่าคนอื่น ๆ หลายเท่านัก!
ดังนั้นแล้ว ตอนนี้เขาทำได้เพียงฝึกให้หนักขึ้น… หนักขึ้นอีกเรื่อย ๆ!
ความพยายามอย่างหนักมาตลอดหนึ่งเดือนควบคู่ไปกับพลังแห่งอัตลักษณ์ของอสูรระดับหนึ่ง อย่างตัวเซเบิลสายฟ้าสีม่วงทำให้เขาได้แรงต่อยมากขึ้นกว่าเดิมอีกราว 0.27 ตัน!
ถ้าหากฉู่โม่วกระตุ้นพลังเต็มที่ และหากโชคดี พลังจะพัฒนาไปถึงจุดสูงสุด บางทีเขาอาจจะสร้างพลังหนักหน่วงได้ถึง 1.8 ตันเลยทีเดียว!
เช่นนี้แล้ว เขากล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า การเติบโตของตัวเองรวดเร็วมากแล้วจริง ๆ!
แต่มันก็ไม่ใช่ความเร็วที่น่าเหลือเชื่ออะไร
เพราะความแข็งแกร่งของฉู่โม่วจะไม่พุ่งทะยานรวดเร็วได้เช่นนี้เลย หากไม่ได้อัตลักษณ์แห่งอสูรมาช่วย
ด้วยพลังของอัตลักษณ์แห่งอสูรที่ได้จากตัวเซเบิลสายฟ้านี้ มอบความรุนแรงของพลังต่อยให้ฉู่โม่วได้มากถึง 0.18 ตัน!
“ถ้าหากพลังแห่งอัตลักษณ์ของอสูรนี่เริ่มคงที บางทีฉันเองก็อาจจะเข้าสู่การเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้ในครึ่งปีนี้แน่ ๆ!”
เขากระซิบกับตนเองด้วยเสียงแผ่วเบา
นับจากเวลาที่ผ่านมา นี่ก็ครบหนึ่งเดือนพอดี นั่นหมายความว่าระบบกลืนกินของเขาพร้อมหาเป้าหมายใหม่แล้ว!
ฉู่โม่วจึงตั้งใจจะใช้วันนี้เป็นวันพักผ่อน เขาอาบน้ำและเปลี่ยนชุด พร้อมกับวางแผนออกไปเดินที่ถนนด้านนอก!
ครั้งนี้ เขาต้องเลือกเป้าหมายที่ดีกว่าเดิม เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก!
…