โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[อ่าน 10 ตอนฟรี 2 ตอน] ระบบกลืนกินพรสวรรค์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 07.05 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 07.05 น. • enjoybook
ด้วยระบบกลืนกินที่เปลี่ยนแปลงซากชีวิตมาเป็นพรสวรรค์ ฉู่โม่ว คนไร้ค่าคนนี้จะกลายเป็นความหวังใหม่ของมนุษยชาติ!

ข้อมูลเบื้องต้น

ะบบกลืนกินพรสวรรค์ [我能采集万物]
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
เผยแพร่ครั้งแรกใน SHANGHAI SEVENCAT CULTURE MEDIA CO., LTD.
การแปลนี้จัดร่วมกับ SHANGHAI SEVENCAT CULTURE MEDIA CO., LTD.
ลิขสิทธิ์แปลไทย ⓒ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็นจอยบุ๊ค
---------------------------------------
นิยายแปลเรื่อง ระบบกลืนกินพรสวรรค์ [我能采集万物]
ผู้แต่ง : 存叶 ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook
จำนวน 1134 ตอนจบ
อ่านตอนล่วงหน้าก่อนใคร คลิก >> https://bit.ly/3Wiedda

เรื่องย่อ
ฉู่โม่ว ชายหนุ่มผู้เสียชีวิตท่ามกลางมหันตภัยซอมบี้ล้างพันธุ์มนุษย์ เขาเกิดใหม่อีกครั้งในโลกที่ถูกสัตว์อสูรจากต่างดาวรุกราน! อีกทั้งเพราะอณูสสารปริศนาในอากาศ โลกใบนี้จึงใช้อาวุธสงครามสมัยใหม่ไม่ได้!! แต่.. มนุษยชาติก็ยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว เพราะอณูสสารพวกนั้นกลับทำให้เกิดคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นความหวังขึ้นมา พวกเขาถูกเรียกว่า ‘ผู้ปลุกพลัง’! แต่น่าเสียดาย… ชายหนุ่มที่เป็นเจ้าของร่างของฉู่โม่วกลับไม่ใช่หนึ่งในนั้น เป็นแค่คนขี้แพ้ไร้ความสามารถ! ทว่าระหว่างกำลังผิดหวังอยู่นั้นเอง กลับมีหน้าต่างคำพูดปรากฏขึ้นตรงหน้า บ่งบอกว่า…. ‘ระบบกลืนกิน’ ของเขาถูกเปิดใช้งานแล้ว! ระบบนี้สามารถดูดกลืนซากมนุษย์หรือสัตว์อสูรมาเป็นกระบวนท่าต่อสู้ ความสามารถ และพลังเหนือธรรมชาติ! มาเปิดศักราชของนักบู๊สุดเทพแห่งโลกใบใหม่ไปด้วยกันกับระบบกลืนกินกินพรสวรรค์!

คุณอาจจะชอบเรื่องนี้

บทที่ 1 กลืนกินสัตว์ร้าย

บทที่ 1 กลืนกินสัตว์ร้าย

“นี่ฉัน… รอดตายมาได้จริง ๆ สินะ?”

ภายในห้องที่ระเนระนาดอย่างกับเพิ่งมีพายุพัดผ่านไป

ฉู่โม่วถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังจากความทรงจำแล่นผ่านเข้ามาในหัว

เขาไม่ใช่คนของโลกนี้… แต่มาจากอีกโลกหนึ่งที่เรารู้จักกันดี

ปี 2050 อุกกาบาตปริศนาพุ่งเข้าชนโลกและแพร่กระจายเชื้อไวรัสที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ภายในเวลาไม่นาน มันกลายเป็นสาเหตุให้ประชากรทั่วโลกต้องติดเชื้อ จนเปลี่ยนสภาพเป็นซอมบี้ไปตาม ๆ กัน และในท้ายที่สุด อารยธรรมของมนุษยชาติอันเป็นความภาคภูมิใจมาอย่างยาวนานก็พังทลายลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี

ซอมบี้ออกอาละวาด …จุดประสงค์เดียวของพวกมันคือทำลายล้าง

และฉู่โม่วที่รอดชีวิตมาจนถึงปีที่ห้าของอุบัติการณ์ซอมบี้กลืนโลก ก็ดันพลาดท่าตกลงไปในฝูงซอมบี้กระหายหิวเหล่านี้จนได้!

ความทรงจำสุดท้ายก่อนตาย คือคลื่นซอมบี้ที่ถาโถมเข้าใส่ตัวเขา! พวกมันกัดกินและฉีกกระชากร่างกายมนุษย์ราวกับสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง ภาพติดตาเหล่านั้นยังชัดเจนทุกอย่าง

ความเจ็บปวดจากกล้ามเนื้อที่ถูกซอมบี้ฉีกกัด… ยังคงสลักลึกในความทรงจำ

“โชคดีจริง ๆ…”

“อย่างน้อยฉันก็ยังมีชีวิตอยู่!”

เมื่อเลื่อนสายตาลงมาสำรวจร่างกายตัวเอง ฉู่โม่วก็อดดีใจไม่ได้

เขารับรู้ผ่านความทรงจำที่ไหลเวียนทับซ้อนกัน เพราะร่างของเขาตอนนี้… เป็นร่างของชายหนุ่มวัยรุ่นที่มีชื่อเดียวกัน

ดูเหมือนว่าโลกใบนี้จะห่างไกลจากคำว่า ‘อันตราย’ มากกว่าโลกเก่าที่โดนซอมบี้ถล่มจนเทียบไม่ติด

ภายในปีศักราช 2200 ของดาวเคราะห์สีน้ำเงิน จู่ ๆ ก็มีช่องว่างระหว่างอวกาศมากมายปรากฏขึ้นมารอบโลก ก่อนที่สิ่งมีชีวิตอันทรงพลังหลากหลายเผ่าพันธุ์จะผุดออกมาจากช่องว่างเหล่านั้น

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่รู้จักมาก่อน มนุษยชาติจึงเลือกที่จะใช้ระเบิดปรมาณูเพื่อจัดการพวกมัน ทว่าสสารปริศนาที่ล่องลอยอยู่ในอากาศกลับทำให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นอัมพาต ตลอดจนอาวุธนำวิถีของกองทัพเองก็พลอยใช้การไม่ได้ไปด้วย

มนุษยชาติในโลกใบนี้ทำได้เพียงพึ่งพาอาวุธพื้นฐานในการต่อสู้ เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์เท่านั้น

แต่อาวุธพวกนี้จะมีทางเอาชนะสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวได้อย่างไรกัน?

พลังของพวกมันสามารถถล่มภูเขาทั้งลูกหรือแผดเผาผืนทะเลจนเหือดแห้งได้ไม่ยาก ไหนบางตนจะมีร่างกายแข็งแกร่งชนิดที่กระสุนเจาะทะลุชั้นผิวหนังของมันไม่ได้อีก

ณ ตอนนั้น

เขาไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่ามนุษยชาติจะต้องแบกรับความขมขื่น และยากลำบากมากมายขนาดไหนกัน

ทว่า…

กาลเวลาที่หมุนเวียนไป ทำให้มนุษย์บางคนได้ค้นพบถึงความจริงที่ว่า พวกเขาสามารถนำสสารปริศนาที่มีมากมายอยู่ในอากาศมาใช้ได้ในที่สุด และสสารเหล่านั้นก็ทำให้ร่างกายของพวกเขาได้รับพลังที่เหนือกว่าคนทั่วไปมาไว้ในครอบครองด้วย

การค้นพบซึ่งสิ่งนี้ มันทำให้มนุษยชาติมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

หลังจากการวิจัยและทดลองอย่างไม่หยุดหย่อน วิทยาศาสตร์ก็ได้ให้คำตอบเกี่ยวกับสสารลึกลับนั้นได้ และมอบชื่อให้สสารดังกล่าวว่า ‘อณูแห่งชีวิต’

พลังงานที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตนี้ทำให้มนุษย์สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกาย และไขว่คว้ามาซึ่งความแข็งแกร่งไร้เทียมทาน!

พวกเขาเหล่านี้ถูกเรียกว่า ผู้ปลุกพลัง! (อะเวคเค่น)
แต่ก็นั่นก็เป็นเพียงแค่คนบางกลุ่มเท่านั้น เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายได้

หากใครก็ตามที่ต้องการจะก้าวเดินในวิถีแห่งผู้ปลุกพลัง พวกเขาจำเป็นต้องมีพรสวรรค์… พรสวรรค์ที่สูงส่งกว่าใคร ยิ่งสูงเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเติบโตได้มากขึ้นเท่านั้น!

หากพวกเขาไร้พรสวรรค์… ก็เป็นได้แค่คนธรรมดาไปตลอดชีวิต

ถึงอย่างนั้น แม้จำนวนผู้ที่ปลุกพลังขึ้นแล้วจะยังถือเป็นกลุ่มคนเล็ก ๆ แต่เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยฉุดรั้งและผลักดันมนุษยชาติให้กลับไปอยู่ในจุดที่สามารถเอาชีวิตรอดบนโลกอันเน่าเฟะแห่งนี้ได้แล้ว

“นี่มัน… ความโชคร้ายในความโชคดีชัด ๆ!”

ฉู่โม่วพูดเสียงเบา

ในโลกใบเดิมของเขา… ที่มนุษยชาติต้องเผชิญหน้ากับมหัตภัยซอมบี้ล้างโลก ไม่มีใครมีพลังอะไรแบบนี้เลย เมื่อเทียบกับฝูงซอมบี้พวกนั้นแล้ว พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับก้อนเนื้อที่ยังสามารถวิ่งได้เท่านั้น

ยังไงเสียโลกใบนี้ก็โชคดีกว่าโลกของเขามากมายนัก

“ถ้าไม่ติดว่า…”

“ไอ้ร่างนี้มันดันไม่มีพรสวรรค์อะไรเลยเนี่ยสิ!”

ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองไปยังฝ่ามือทั้งสองข้างด้วยท่าทีผิดหวัง

ในยุคที่อสุรกายมากหน้าหลายตากำลังคืบคลานอยู่นั้น หากจะบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็คงจะไม่ได้เสียทีเดียว

มนุษย์ต่างมีชีวิตอยู่รอดได้เพราะพึ่งพาพลังของเหล่าผู้ปลุกพลัง

ต่อให้มีพลังเพียงน้อยนิด แต่นั่นก็มากพอแล้วที่จะทำให้เขาสามารถก้าวเดินเข้าไปในเส้นทางของเหล่าผู้ปลุกพลังได้

แต่มนุษย์ที่ไม่มีพลังอะไรเลย ในยุคแบบนี้ พวกเขาไม่มีค่าพอที่จะเป็นผู้รอดชีวิตด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้เจ้าของร่างเดิมจึงตัดสินใจที่จะยอมแพ้ต่อโชคชะตา เพราะรู้ดีว่าตัวเขานั้นไม่มีพลังที่จะไปต่อในวิถีของผู้ปลุกพลังได้อย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้นแล้ว ฉู่โม่วจึงสามารถก้าวข้ามมาใช้ร่างกายนี้ได้

แกร๊ก!

ขณะที่ฉู่โม่วกำลังระลึกความทรงจำของเขาอยู่นั้นเอง ประตูห้องของตนก็พลันเปิดออก

เขาเห็นเงาของบางสิ่งบางอย่างกำลังเดินเข้ามา หลังจากผลักประตูห้องเขาให้เปิดกว้าง

ร่างนั้นดูจะมีอายุราว ๆ สิบเจ็ดถึงสิบแปดปี ตัวสูง รูปร่างดี ผมแกละสองข้างหยักศกเหมือนปุยเมฆ สวมใส่ชุดสบาย ๆ แต่ก็ดูแปลกตา ข้อเสียอย่างเดียวเท่าที่เห็นได้ในตอนนี้ ก็คือการที่เธอดูจะเย็นชาอยู่สักหน่อย

เมื่อเห็นฉู่โม่ว หญิงสาวเพียงกล่าวทักทายอย่างไม่ใส่ใจนักว่า “กลับมาแล้ว”

จากนั้นก็วางของที่ดูเหมือนจะเป็นของเขาลงบนโต๊ะ ก่อนจะกลับไปยังห้องตัวเอง

ในระหว่างนั้น อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรกับฉู่โม่วเลย รวมถึงไม่หันมามองเขาด้วย

ชายหนุ่มมองไปยังประตูที่อีกฝ่ายปิดให้ ด้วยความรู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ

ทว่าตอนนั้นเอง… ข้อมูลบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในห้วงความทรงจำของเขา

เฉินซีเวย

เธอคนนี้เป็นลูกสาวของเพื่อนที่สนิทชิดเชื้อกับครอบครัวเจ้าของร่างที่ฉู่โม่วใช้อยู่

สมาชิกของสองครอบครัวเป็นผู้ปลุกพลังทั้งหมด และสนิทสนมจนชักชวนไปปราบสัตว์อสูรด้วยกันอยู่เสมอ รักใคร่กันมากถึงขนาดที่เมื่อฉู่โม่วกับเฉินซีเวยอายุได้ราว ๆ สองถึงสามปี สองครอบครัวถึงกับหมั้นหมายจะให้ทั้งคู่แต่งงานกันเลยด้วยซ้ำไป

จนกระทั่งสองปีก่อน…

ครอบครัวของเฉินซีเวยได้มาชักชวนครอบครัวของเจ้าของร่างฉู่โม่วไปสำรวจตามปกติ แต่ครั้งนี้ พวกเขาทั้งหมดไม่ได้กลับมาอีก

เหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ทำให้เจ้าของร่างฉู่โม่วไม่สามารถยอมรับได้

เขาคิดอยู่ตลอดว่าต้องเป็นครอบครัวของเฉินซีเวยแน่ ๆ ที่ฆ่าครอบครัวของเขา และมันก็ทำให้ชายหนุ่มพลอยเกลียดตัวเฉินซีเวยที่เป็นลูกสาวไปด้วย

ความเกลียดชังเช่นนี้ก่อตัวขึ้นมาอย่างเงียบงัน

ยิ่งไปกว่านั้น ภายในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ฉู่โม่วยังค้นพบว่า หลังจากที่ครอบครัวของทั้งสองคนตายจากไปแล้ว เฉินซีเวยถึงกับย้ายมาอยู่ที่บ้านของฉู่โม่วเพื่อคอยดูแลชีวิตประจำวันของเขา

แล้วยิ่งเป็นตอนที่เฉินซีเวยรู้ว่าฉู่โม่วไม่มีพรสวรรค์ที่จะทำให้เดินทางเข้าสู่วิถีแห่งผู้ปลุกพลังได้ เธอที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงก็ไม่เคยถอดใจในตัวเขา

เพื่อที่จะหาโอกาสให้ฉู่โม่วสามารถเป็นผู้ปลุกพลัง เธอถึงกับยอมเสี่ยงอันตรายอยู่หลายต่อหลายครั้งในการออกไปจากฐานที่มั่นและล่าสัตว์ร้ายกลับมา หวังว่าจะหาวิธีเปลี่ยนมันเป็นพลังให้กับฉู่โม่วได้

และทุก ๆ ครั้งที่หญิงสาวกลับมา …เธอจะมาพร้อมกับเนื้อของสัตว์ร้ายที่ล่ามันมาด้วยความยากลำบาก เพื่อให้ฉู่โม่วรับประทาน เผื่อว่าร่างกายของเขาจะนำพลังของสัตว์ร้ายมาพัฒนาเป็นพลังของเขาได้

ถึงจะยังไม่มีหนทางที่รับประกันได้ว่าสำเร็จแน่นอน แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าปล่อยให้เขาอ่อนแอเหมือนคนธรรมดาตลอดไป

แต่ช่างน่าเสียดาย…

ที่เจ้าของร่างนี้ไม่เห็นใจเธอเลยแม้แต่น้อย

ชายหนุ่มเอาแต่ต่อว่าเฉินซีเวย… ว่าเป็นฆาตกรที่ฆ่าพ่อกับแม่ของเขามาโดยตลอด แถมยังเกลียดเธอมากขึ้นไปทุกวันอีกด้วย

ทั้งที่การได้อยู่ด้วยกันภายใต้ชายคาเดียวกันของหนุ่มสาว ควรจะทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาพัฒนามากขึ้นไปแท้ ๆ แต่กลับกลายเป็นว่ามีแต่ความตึงเครียดระหว่างเขาและเธอเท่านั้นที่พัฒนาขึ้น

“ชีวิตฉันจะไม่ได้เจอกับความสุขเหมือนกับที่คนอื่นเจอบ้างหรือไงน่ะ…”

ระลึกความทรงจำเรื่องนี้ได้หมด ฉู่โม่วได้แต่ถอนหายใจอยู่คนเดียว

ตัวเขาหลุดมาจากโลกที่ล่มสลายกลายเป็นเมืองร้าง ดังนั้นย่อมเข้าใจความหมายของคำว่า ‘พยายาม’ ดี ว่ามันจำเป็นต่อสภาพแวดล้อมเช่นนี้อย่างไร

ยิ่งตัวเฉินซีเวยเองยิ่งแล้วใหญ่ เธอคนนี้ไม่เพียงแต่จะไร้เทียมทาน แต่ยังพยายามฝึกฝนจนใช้วรยุทธ์ได้อย่างช่ำชอง แม้จะมีอายุไล่เลี่ยกับเจ้าของร่างเก่าของเขาเท่านั้น

แต่ต่างกันราวกับฟ้ากับเหว

แต่ในฐานะที่เขาไม่ต่างอะไรจากคนนอก คงจะพูดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องคนอื่นไม่ได้

ถ้าไม่ใช่เพราะ…

“ในเมื่อตอนนี้ฉันใช้ร่างของนายอยู่ จากวันนี้เป็นต้นไป ฉันคือ ฉู่โม่ว!”

“ฉันจะใช้ชีวิตในส่วนของนายให้คุ้มค่าเอง!”

เขาตั้งมั่นในใจ

แม้ว่าร่างกายนี้จะไร้ซึ่งพลังใด ๆ แต่ชีวิตก็ยังต้องเดินต่อไป

การได้ชีวิตใหม่นั้น ถือเป็นของขวัญที่ฟ้าประทานมาจริง ๆ

ฉู่โม่วเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมานิดหน่อยแล้ว เพราะเช่นนั้นจึงตัดสินใจลุกไปเตรียมทำอะไรง่าย ๆ มาทาน

แต่จังหวะนั้นเอง

สายตาก็เหลือบไปมองยังก้อนเนื้อที่มาจากซากสัตว์ร้ายที่เฉินซีเวยนำมาวางไว้ให้บนโต๊ะ เขาก็ต้องชะงักไปชั่วขณะ

แววตาของชายหนุ่มสั่นสะท้านอย่างเหลือเชื่อ!

เหนือซากสิ่งมีชีวิตปริศนาดังกล่าว มีกล่องข้อความที่ถูกเขียนไว้ราวกับภาพลวงตาปรากฏขึ้น มันระบุว่า

[เป้าหมาย : สัตว์ร้ายขนาดกลาง ระดับ 1 ตัวเซเบิลสายฟ้าสีม่วง!]

[สามารถกลืนกินได้!]

[ต้องการกลืนกินหรือไม่?]


บทที่ 2 กลืนกินธาตุสายฟ้า ปลุกพลังหมัด 1.4 ตัน!

บทที่ 2 กลืนกินธาตุสายฟ้า ปลุกพลังหมัด 1.4 ตัน!

“นี่คือ… การชี้นำของพระเจ้างั้นเหรอ?”

“หรือว่าเป็นความสามารถที่ซ่อนอยู่กัน?”

เมื่อฉู่โม่วเห็นข้อความที่ลอยอยู่ตรงหน้า ตัวเขาเองไม่ได้รู้สึกเป็นกังวลแต่อย่างใด กลับกัน ชายหนุ่มกำลังวิเคราะห์สิ่งนี้อย่างใจเย็น

การผ่านประสบการณ์อันน่าขมขื่นมานานถึงห้าปี ก่อนจะกลับชาติมาเกิดใหม่ในร่างคนอื่น มันทำให้สภาพจิตใจของเขาสงบนิ่งมาก แม้จะเจอเรื่องที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนก็ตาม

“ข้อความพวกนี้… โผล่แค่บนตัวของสัตว์อสูรงั้นเหรอ? จะว่าไป ฉันว่าฉันไม่เคยเห็นข้อความแบบนี้ตอนมองไปที่เฉินซีเวยเลยนี่นา”

“แสดงว่ามันมีผลแค่กับสัตว์อสูร… ไม่สิ หรือว่า…”

เขาหันมองไปยังร่างตัวเซเบิลสายฟ้าสีม่วงที่อยู่บนโต๊ะ ก่อนเริ่มหรี่ตาลงพลางบ่นพึมพำเบา ๆ “หรือว่าจะมีผลแค่กับซากศพที่สามารถกินได้แค่อย่างเดียว?”

ตอนนี้ข้อมูลที่พอจะเดาได้นับว่าค่อนข้างน้อย แถมยังช่วยให้ฉู่โม่วเข้าถึงสิ่งที่ต้องการจะรู้ได้เพียงนิด

แต่ไม่ว่าสิ่งนี้จะเป็นอะไร ไม่ว่าจะเป็นความสามารถที่ซ่อนอยู่หรือพระเจ้าชี้ทาง จากเท่าที่เห็นนี้… อย่างไรก็ถือว่าเป็นเรื่องดี

ฉู่โม่วอยากทดสอบมันมากกว่านี้…

ดังนั้น

ชายหนุ่มตัดสินใจหันหน้าเข้าหาตัวเซเบิลสายฟ้าสีม่วง ยื่นมือออกไปเหนือร่างของมัน และพูดเบา ๆ “กลืนกิน!”

ทันทีที่เสียงของเขาเงียบลง ฝ่ามือของฉู่โม่วก็เปล่งแสงสีทองออกมาห่อหุ้มร่างไร้วิญญาณของตัวเซเบิลสายฟ้าเอาไว้

แสงสีทองนั้นดึงเอาอณูสีทอง ที่มีลักษณะคล้ายละอองออกมาจากเป้าหมาย และเข้ามาในมือของเขา

[การกลืนกินเสร็จสิ้น!]

[ได้รับ ‘ธาตุสายฟ้าระดับ 2’ !]

[ต้องการ ‘หลอมรวม’ หรือไม่?]

พลังธาตุสายฟ้าเหรอ?

แววตาของฉู่โม่วสะท้อนความประหลาดใจ

ตั้งแต่ที่มนุษยชาติเริ่มค้นพบวิธีการดูดกลืนสสารลึกลับที่เกี่ยวข้องกับพลังแห่งสวรรค์และโลกมาพัฒนาร่างกายตนเอง หลังจากนั้นอีกหลายปี การสำรวจกับการพัฒนาก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันนี้ พวกเขาสามารถแยกย่อยคุณสมบัติต่าง ๆ ออกมาได้อย่างสมบูรณ์ในที่สุด

โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายของผู้ปลุกพลังที่ตื่นขึ้นนั้นจะไม่มีคุณสมบัติพิเศษอะไรแฝงมาด้วย

แค่แบ่งเป็นระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ อ่อนแอ ต่ำ กลาง ไปจนระดับสูง

นอกจากนั้นจะขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของแต่ละคน

พรสวรรค์โดยกำเนิดที่จะทำให้ผู้ปลุกพลังมีความสามารถพิเศษแตกต่างจากไปจากคนอื่น ๆ

ยกตัวอย่างเช่น บนโลกใบนี้มีธาตุหลักอยู่ห้าธาตุ ได้แก่ ดิน น้ำ ทอง ไฟ และไม้ก็จริง แต่โลกยังมีธาตุอื่นอย่าง ลม สายฟ้า และแสงสว่างอยู่อีกด้วย

ถ้าผู้ปลุกพลังคนนั้นสามารถควบคุมความสามารถพิเศษของตัวเองได้อย่างชำนาญ และผสานเข้ากับธาตุที่เหมาะสม

เขาก็จะได้รับคุณสมบัติเพิ่มเติมเมื่อใช้งานความสามารถดังกล่าวด้วย

ไม่ว่าจะเป็นธาตุดินที่ขึ้นชื่อเรื่องพลังป้องกัน แต่ในขณะเดียวกันก็แข็งแกร่งจนธาตุอื่นเปรียบได้ยาก

หรือธาตุลมที่ประจักษ์แล้วว่าสามารถมอบความคล่องแคล่วว่องไวให้แก่ผู้ถือครองได้

ไม่ว่าจะเป็นธาตุไหนเอง ต่างก็มีความแข็งแกร่งในตัวมันเองทั้งนั้น และเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะธาตุไหนก็สามารถนำไปผสานเข้ากับความสามารถพิเศษได้!

เพราะแบบนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า…

เพียงแค่สามารถปลุกพรสวรรค์ของตนเองขึ้นมาได้ ผู้ปลุกพลังคนนั้นก็จะแข็งแกร่งกว่าผู้ปลุกพลังระดับเดียวกันที่มีแค่พละกำลังทางกายภาพเป็นไหน ๆ!

และด้วยธาตุสายฟ้าระดับสองที่ฉู่โม่วได้มานี้ ก็ทำให้เขามีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้ใช้ธาตุสายฟ้าที่เก่งกาจได้ด้วย!

“หลอมรวม!”

ฉู่โม่วเลือกคำสั่งหลอมรวมอย่างไม่ลังเล

ครืน!

ร่างกายเหมือนถูกฟ้าผ่า สุรเสียงดังกัมปนาทผุดขึ้นจากทั่วร่างราวกับแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางบ่อกักเก็บกระแสไฟฟ้า

เสียงคำรามของสายฟ้าคลั่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่ามันกำลังเคลื่อนผ่านอวัยวะทั้งกล้ามเนื้อ หรือกระดูกไป

ความเจ็บปวดอันหาที่เปรียบไม่ได้กัดกินหัวใจของฉู่โม่วตลอดกระบวนการ

ถึงกระนั้น เขายังพยายามกัดฟันสู้ทนโดยไม่ปริปากร้องใด ๆ ทั้งสิ้น

โชคดี…

ที่ความเจ็บปวดดังกล่าวไม่ได้คงอยู่เป็นเวลานาน มันหายไปอย่างรวดเร็วราวกับเป็นมวลน้ำที่ไหลออกจากท่อ เหลือทิ้งไว้เพียงความผ่อนคลายเท่านั้น

หัวใจเต้นแรงดั่งสัญญาณรัวกลอง มันสูบฉีดเลือดที่อัดแน่นไปด้วยพลังใหม่ไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย

ขณะเดียวกัน เขาก็สามารถมองเห็นอัสนีสีม่วงอ่อนปรากฏขึ้นตามผิวหนังทั่วทั้งร่างกายด้วยตาเปล่า

มันใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง จึงหายกลับเข้าไปในร่างกายดังเดิม

ฉู่โม่วที่เฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จนกระทั่งมันจบลง เขาทดลองยื่นมือออกไปด้านหน้า

ทำจิตใจให้สงบนิ่ง

ทันใดนั้น สายฟ้าสีม่วงก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขา!

“สำเร็จ!”

ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อของฉู่โม่วแสดงความดีใจออกมาชนิดไม่สามารถปกปิดไว้ได้

“ต้องไปทดสอบสักหน่อยแล้ว!”

หลังจากที่ปรับปรุงธาตุสายฟ้าที่เพิ่งรับมาให้เข้าที่เข้าทางได้แล้ว เขาพลันรับรู้ได้ทันทีในความรู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นแล้ว… ยิ่งทำให้ร้อนใจอยากจะทดสอบมันเสียเหลือเกิน!

เนื่องจากเฉินซีเวยนั้นต้องฝึกฝนวรยุทธ์ ดังนั้นเธอจึงจำเป็นต้องออกกำลังกายและฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ ภายในบ้านของพวกเขาจึงมีห้องสำหรับฝึกซ้อมการต่อสู้แบบพิเศษถูกสร้างเอาไว้ด้วย

ภายในห้องฝึกซ้อม

นอกจากเครื่องมีสำหรับซ้อมการต่อสู้แล้ว มันยังมีเครื่องสำหรับทดสอบความแข็งแกร่งถูกติดตั้งเอาไว้ให้เห็นอย่างสง่า

เจ้าเครื่องทดสอบที่ว่านั้นมีลักษณะเป็นเหมือนแท่นหินที่สูงราว ๆ สองเมตร และที่ด้านบนสุดของมันมีจอแสดงผลติดตั้งอยู่

สิ่งนี้ไม่ใช่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่เป็นอุปกรณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยอณูแห่งชีวิต

มูลค่าของมันเองก็จัดว่าสูงมากทีเดียว

เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า มีเพียงผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะสามารถครอบครองมันได้

แต่ด้วยความที่ศักยภาพของเฉินซีเวยจัดอยู่ในระดับสูงจึงได้รับการสนับสนุนจากสถาบัน เธอจึงได้สิทธิ์พิเศษในการนำเครื่องมือนี้มาใช้เป็นการส่วนตัวได้

ตอนนั้นเอง

ที่เครื่องทดสอบความแข็งแกร่ง มีผลลัพธ์การทดสอบเพียงแค่แถวเดียวเท่านั้น

3.79 ตัน!

“เครื่องทดสอบความแข็งแกร่งนี่เป็นแค่ด่านแรกเท่านั้น ระดับสูงสุดที่เครื่องนี้สามารถรับได้ก็คือ 4.53 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับทั่วไปของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้น เฉินซีเวยสามารถสร้างแรงต่อยได้มากกว่า 3.63 ตันเข้าไปแล้ว… อีกไม่นานเธอเองก็น่าจะเป็นจอมยุทธ์ได้แล้วแน่ ๆ!”

เห็นผลการทดสอบที่แสดงออกมานั่นแล้วฉู่โม่วก็หรี่ตาลง

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเฉินซีเวยถึงกลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่ทางสถาบันต้องทะนุถนอมไว้ขนาดนั้น!

จอมยุทธ์ เป็นหนึ่งในสามขั้นของผู้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ หรือ วรยุทธ์ ซึ่งแบ่งออกเป็น ผู้ฝึกยุทธ์ จอมยุทธ์ และปรมาจารย์ยุทธ์

การที่สามารถบรรลุเข้าสู่การเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปีนั้นจัดว่าเก่งกาจมากทีเดียว!

เฉินซีเวยอายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น! ดังนั้นจึงสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า เธอคือผู้ที่มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง!

“พลังของฉันจะแข็งแกร่งขนาดไหนนะ? หมัดของฉันจะได้สักกี่ตัน?”

ฉู่โม่วคิดก่อนจะสูดหายใจเข้าไปลึก ๆ

เขากำหมัดแน่นก่อนจะต่อยเข้าไปที่เครื่องทดสอบตรงหน้าเต็มแรง

ตึง!

หลังแรงสั่นสะเทือน จอแสดงผลที่อยู่ด้านบนสุดของแป้นก็สว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับตัวเลขแสดงพลังหมัดที่พุ่งทะยานมาอย่างรวดเร็ว

0.69 ตัน!

เห็นค่าตัวเลขเช่นนี้ ฉู่โม่วก็ดูตกใจจนออกนอกหน้า

นั่นเพราะเขาเพิ่งจะปลุกความสามารถในตัวขึ้นมาได้เท่านั้น การที่ได้พลังหมัดที่สูงขนาดนี้ ถือได้ว่าเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนชนิดเทียบไม่ติด!

“ต่อไป ลองเพิ่มพลังของธาตุสายฟ้าลงไปดูแล้วกัน!”

ชายหนุ่มหรี่ตาลงอีกครั้งก่อนจะเริ่มเค้นเอาธาตุสายฟ้าที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายให้ไปรวมอยู่ที่กำปั้น เมื่อทำได้แล้ว เขาก็ปล่อยหมัดเข้าใส่เครื่องทดสอบความแข็งแกร่งอีกครั้ง

ตึง!

ด้วยกระแสไฟฟ้าสีม่วงที่ไหลเวียนอยู่ในมือ ทันทีที่มันเข้าปะทะกับแท่นหินเบื้องหน้า กระแสไฟฟ้าเหล่านั้นก็ช็อตใส่แท่นหินแทน

ทันใดนั้นเอง

เครื่องทดสอบก็สั่นอีกครั้ง คราวนี้มันสั่นแรงขึ้นจนตัวเลขของการทดสอบรอบก่อนหน้าหายไป ก่อนแทนที่ด้วยค่าวัดใหม่ที่สูงถึง 1.4 ตัน!

สิ่งนี้ทำเอาฉู่โม่วถึงกับเหงื่อตก

1.4 ตัน!

เขาอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นไปกับค่าวัดที่สูงลิ่ว

หนึ่งจุดสี่ตันเลยนะ!

ความแข็งแกร่งระดับนี้ มันเทียบเท่าได้กับผู้ปลุกพลังระดับกลางเลย!

“ความสามารถของธาตุสายฟ้านี่ช่างน่ากลัวจริง ๆ!”

“แค่ปลุกความสามารถให้ตื่นขึ้นมาได้ ก็สามารถต่อยได้รุนแรงถึง 0.69 ตัน และเพียงแค่เสริมพลังของธาตุสายฟ้าเข้าไป พลังหมัดก็เพิ่มขึ้นเกือบจะเท่าตัว!”

“แถมธาตุสายฟ้านี้ยังเป็นแค่ระดับ 2 ด้วย ถ้าหากฉันสามารถหาธาตุสายฟ้าระดับที่ 2 หรือสูงกว่ามาเพิ่มพลังได้ มันจะขนาดไหนกันนะ!?”

ฉู่โม่วกำหมัดแน่นอีกครั้ง ภายในใจเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง

คิดได้ดังนั้น ภาพของร่างตัวเซเบิลสายฟ้าสีม่วงที่วางอยู่บนโต๊ะก็ลอยกลับเข้ามาในหัว

“ลองดูซิว่าจะกลืนกินเพิ่มได้ไหม!”

ฉู่โม่วเดินออกจากห้องฝึกซ้อม ก่อนจะรีบกลับไปหาร่างไร้วิญญาณของตัวเซเบิลสายฟ้าอีกครั้ง แล้วยื่นมือไปทำแบบเดียวกับตอนก่อนหน้า “กลืนกิน!”

แสงสีทองพลันเปล่งออกจากฝ่ามืออีกครั้ง มันห่อหุ้มร่างของเป้าหมายและนำมาซึ่งลูกแก้วสีแดงเล็ก ๆ ลูกหนึ่ง

[กลืนกินเสร็จสิ้น!]

[ได้รับ]


บทที่ 3 เลือดของสัตว์อสูร หนทางแห่งการพัฒนาร่างกาย!

บทที่ 3 เลือดของสัตว์อสูร หนทางแห่งการพัฒนาร่างกาย!

[ได้รับ ‘เลือดของสัตว์อสูรตัวเซเบิลสายฟ้าสีม่วง’!]

เลือดของสัตว์อสูร!

เห็นเช่นนั้น แววตาของฉู่โม่วก็แข็งทื่อไปในทันที

ผู้ฝึกยุทธ์นั้น นอกจากจะใช้วิธีฝึกฝนร่างกายเพื่อให้สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดได้แล้ว มันก็ยังมีวิธีอื่นอยู่อีก!

และการกลืนกินเลือดของสัตว์อสูรเองก็เป็นหนึ่งในนั้น!

ภายในเลือดสัตว์อสูรพวกนี้มีพลังมหาศาลถูกเก็บซ่อนไว้อยู่ หากผู้ฝึกยุทธ์คนใดครอบครองสิ่งนี้ในขณะกำลังฝึกยุทธ์แล้วล่ะก็ ร่างกายของพวกเขาจะพัฒนาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเลยทีเดียว

แล้วถ้ายิ่งเลือดสัตว์อสูรหยดนั้นเป็นอัตลักษณ์ที่ควบแน่นเอาพลังและอัตลักษณ์ต่าง ๆ ของสัตว์อสูรตนนั้นมาด้วย ผลลัพธ์ของมันก็จะยิ่งสูงกว่าการใช้เลือดอสูรทั่วไปอีกหลายเท่านัก!

อย่างไรก็ตาม แม้จะถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยพัฒนาร่างกายได้อย่างรวดเร็ว แต่การครอบครองอัตลักษณ์แห่งอสูรก็ไม่ได้หากันมาได้ง่าย ๆ และจะมีเพียงพวกผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงเท่านั้นที่จะมีสิ่งนี้

เพราะฉะนั้น อัตลักษณ์ของอสูรแต่ละชิ้นจึงกลายเป็นที่ต้องการของตลาด… รวมถึงเป้าหมายของการขโมยอย่างเลี่ยงไม่ได้ด้วย

ถ้ายึดตามความทรงจำของเจ้าของร่างนี้ เมื่อสามเดือนก่อน ฐานทัพลู่หยางที่เขาอยู่ในตอนนี้ถูกรายงานว่ามีการค้นพบอัตลักษณ์แห่งอสูรระดับสาม และนั่นทำให้ฐานแห่งนี้แทบจะอัดแน่นไปด้วยผู้คน

เหล่าตระกูลยักษ์ใหญ่เกือบทุกตระกูลต่างเข้าร่วมประมูลสิ่งนี้ด้วยราคาสูงลิ่วกันทั้งนั้น ถือเป็นข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งที่โด่งดังไปทั่วโลก!

ไม่ว่าใครต่างก็พูดถึงมัน

และในตอนนี้

สมบัติล้ำค่าเช่นนั้นก็กำลังอยู่ในมือของฉู่โม่วแล้ว

ถึงแม้จะเป็นเพียงอัตลักษณ์อสูรระดับต่ำที่สุด แต่สิ่งนี้เหมาะสมและคู่ควรกับเขาในตอนนี้มากที่สุดแล้ว

“ไม่เลวเลยนี่!”

ชายหนุ่มเก็บสิ่งนี้ลงไปในขวดโหล ก่อนจะหันไปเพื่อกลืนกินร่างของตัวเซเบิลตัวนั้นต่อ ด้วยความคาดหวังว่าจะได้อะไรดี ๆ เช่นนี้อีก

ทว่าคราวนี้ ฉู่โม่วกลับพบความผิดหวังแทน

[เป้าหมายไม่มีสิ่งที่สามารถกลืนกินได้แล้ว ไม่สามารถกลืนกินได้]

ขณะเห็นข้อความดังกล่าว ข้อมูลบางสิ่งบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัวเขาด้วย!

มันคือข้อมูลวิธีการใช้งานระบบกลืนกินนี้!

ระบบกลืนกินสามารถใช้ได้กับซากเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นซากของมนุษย์หรือสัตว์อสูรก็ตาม

ดูท่ามันจะกลืนกินอะไรได้มากกว่าที่เขาคิด!

ส่วนสิ่งที่สามารถได้จากการกลืนกิน ก็มีตั้งแต่… กระบวนท่า ความสามารถพิเศษ พลังกายหรือแม้แต่อัตลักษณ์ของสิ่งนั้น ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่ามันกำลังกลืนกินอะไร และโอกาสที่จะได้ของเหล่านั้นก็จะต่างกันออกไป

ทุกครั้งที่เลือกเป้าหมายได้แล้ว จะสามารถกลืนกินกี่ครั้งก็ได้… จนกว่าเป้าหมายจะไม่มีอะไรให้กลืนกินอีก

แต่ถ้าหากว่าอยากจะเปลี่ยนเป้าหมาย ระบบต้องใช้เวลารีเซตเป้าหมายใหม่หนึ่งเดือน

“เข้าใจละ!”

รู้ดังนั้นแล้ว ฉู่โม่วก็โล่งอก

ทว่าในตอนนี้ ความหิวที่ลืมเลือนไปก็ค่อย ๆ กลับมารู้สึกอีกครั้ง เขาจึงหาวัตถุดิบสำหรับทำอาหารออกมาและเตรียมตัวที่จะเข้าไปแสดงฝีมือในครัว

อีกห้องหนึ่ง

เฉินซีเวยกำลังฝึกฝนกระบวนท่าที่ดูแปลกตาอยู่สักหน่อย หลังจากเพิ่งฝึกท่าอื่นเสร็จ

แต่หารู้ไม่ว่านี่เป็นวิธีการพัฒนากายเนื้อที่สามารถสร้างความแข็งแกร่งให้ได้มากที่สุดของเหล่าผู้ปลุกพลัง ซึ่งกว่าจะได้มานั้น ต้องผ่านการทดลองทำซ้ำ ๆ จนมั่นใจ

มันมีทั้งหมดยี่สิบเอ็ดกระบวนท่า

ตราบใดก็ตามที่ผู้ฝึกยุทธ์เริ่มคุ้นชินกับมัน ร่างกายจะสามารถดึงพลังจากอณูแห่งชีวิตที่ลอยอยู่ในอากาศมาใช้ได้ในปริมาณมหาศาล และมันจะทำให้คนผู้นั้นก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ได้เร็วยิ่งขึ้น

ในไม่ช้า

เฉินซีเวยฝึกฝนกระบวนท่าทุกท่าจนจบ

เธอรู้สึกได้ว่าเลือดลมในร่างกายหมุนเวียนได้ดีขึ้น และอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา

“ยังไม่พอ…”

“ลำพังเพียงพลังแค่นี้ ฉันไม่มีทางล่าไอ้อสรพิษสองหัวในภารกิจออกล่าครั้งต่อไปของทางสถาบันได้แน่ ๆ!”

อสรพิษสองหัวเป็นสัตว์อสูรขนาดกลางระดับ 2

มีเพียงผู้ปลุกพลังเท่านั้นที่จะล่ามันได้

และเหตุผลที่ทำให้เฉินซีเวยต้องการล่ามันให้ได้ เพราะเธอได้ยินมาว่าน้ำดีของอสรพิษสองหัว มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับร่างกายได้มหาศาล!

เธออยากนำมันกลับมาให้ฉู่โม่วดื่ม เพื่อที่เขาจะได้แข็งแกร่งขึ้นกว่านี้!

ไม่งั้นล่ะก็…

หากฉู่โม่วยังเป็นแบบนี้อยู่ เขาจะถูกไล่ออกจากสถาบันแน่!

คิดได้เช่นนั้น เฉินซีเวยก็กำหมัดแน่นขึ้นมาทันที

รัตติกาลคืบคลานเข้ามาแล้ว

เฉินซีเวยจำเป็นต้องวางมือจากการฝึกฝนลงไว้ชั่วคราว และหันไปเตรียมทำอาหารมื้อเย็นต่อ

เพราะการตายของครอบครัวและพรสวรรค์ที่ไม่ตื่นขึ้น ทำให้ฉู่โม่วยอมแพ้กับชีวิตไปโดยสมบูรณ์

ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่เฉินซีเวยย้ายเข้ามาอยู่กับเขา เธอจึงเป็นฝ่ายคอยทำอาหารให้ชายหนุ่มทานและคอยดูแลอยู่ทุกวัน

แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ยินดียินร้ายกับเธอเลยก็ตาม

เมื่อคิดถึงท่าทีเย็นชาที่ฉู่โม่วมีต่อเธอ เฉินซีเวยก็อดถอนหายใจไม่ได้

หญิงสาวเดินออกจากห้องไป

แต่ในขณะที่กำลังคิดว่าจะทำอะไรเป็นมื้อเย็นดีนั้นเอง กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยมาแตะจมูกเสียก่อน

รับรู้เช่นนั้นแล้ว เฉินซีเวยก็ไม่รอช้า รีบวิ่งไปยังห้องนั่งเล่นด้านล่าง

สิ่งที่รอเธอมาพบคืออาหารมากมายที่ถูกจัดเตรียมไว้บนโต๊ะ

สีสันและกลิ่นของพวกมันบ่งบอกว่าเพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ และเปี่ยมไปด้วยความน่ารับประทาน ทำเอาหญิงสาวหักห้ามใจที่จะยื่นนิ้วชี้ออกไปไม่ได้

“ออกมาแล้วเหรอ? ไปล้างไม้ล้างมือก่อนแล้วค่อยมากินสิ ฉันทำเสร็จหมดแล้วล่ะ กำลังจะตักซุปไปวางให้พอดีเลยด้วย”

ประตูห้องครัวถูกเปิดออก เพราะฉู่โม่วที่กำลังทำอาหารอยู่นั้นได้ยินเสียงของเธอที่ลงมาข้างล่างพอดี

เห็นแบบนั้นแล้ว เฉินซีเวยที่ดูเยือกเย็นเสมอก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างเก็บไว้ไม่อยู่

“พวกนี้… นายทำเหรอ?”

หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็เอ่ยถามออกไป

“ถ้าไม่ใช่ฉันแล้วจะเป็นใครได้ล่ะ?”

ฉู่โม่วหัวเราะ

เขาตอบพลางเตรียมซุปใส่ถ้วย แล้วถือมันมาวางไว้ที่โต๊ะ

“มาสิ”

ชายหนุ่มร้องเรียก

เฉินซีเวยยังคงยืนมองฉู่โม่วที่ทำทุกอย่างให้เธอ ตั้งแต่ทำอาหารจนเสิร์ฟให้ด้วยแววตาสับสนงุนงง

เธอมีความในใจเป็นหมื่นล้านคำผุดขึ้นมา… มันมากมายเสียจนไม่รู้จะเริ่มพูดอะไรก่อนดี

สุดท้าย สาวเจ้าก็เลือกนั่งลงไปบนเก้าอี้โดยไม่ปริปาก และมองฉู่โม่วผู้จัดจานอาหารตรงหน้าเธอเสียดิบดี

หญิงสาวอยากจะถามอะไรกับเขาสักหน่อย แต่พออ้าปากกลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาเสียอย่างนั้น

ทำได้เพียงทานอาหารไปเงียบเชียบ

ไม่มีใครเป็นฝ่ายพูดอะไรออกมา

ความเงียบปกคลุมห้องนั่งเล่นอีกครั้ง

ผ่านไปครู่หนึ่ง ฉู่โม่วจึงเป็นฝ่ายพูดหลังวางชามของตนลงไปแล้ว “ฉันกินเสร็จแล้ว ถ้าเธออิ่มเมื่อไหร่ก็ฝากล้างชามทีนะ”

พูดจบ เจ้าตัวก็เดินกลับไปยังห้องของตนเองอย่างรวดเร็ว

เฉินซีเวยยังคงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาสักแอะ จนกระทั่งฉู่โม่วเดินกลับห้องของตนเองไป

เธอมัวแต่ประหลาดใจ… จนกระทั่งเขาปิดประตูห้องตนเองสนิทแล้ว ถึงพึ่งตระหนักว่ายังไม่ได้พูดสิ่งที่อยากพูดออกไปเลย

สถานการณ์นี้มันเหลือเชื่อจริง ๆ!

ตั้งสองปีเลยนะ!

สองปีที่ฉู่โม่วปล่อยหญิงสาวไว้ในโลกอันอ้างว้าง ไม่ว่าจะทำอะไรให้ อีกฝ่ายก็ไม่เคยสนใจไยดีหรือตอบรับความรักของเธอเลย!

แล้ววันดีคืนดี จู่ ๆ เขาก็มาทำอาหารมื้อนี้ให้ จะไม่ให้แปลกใจได้อย่างไร!

“อย่างกับ… ฝันไปเลย”

หญิงสาวพูดกับตนเองเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองยังอาหารมากมายบนโต๊ะ

แต่ละจานทำให้สีหน้าของเจ้าหล่อนเผยอารมณ์ความรู้สึกออกมาทีละเล็กละน้อย จากที่แต่เดิมดวงหน้านั้นเยือกเย็นราวกับรูปปั้นสลัก

“ถ้าเป็นฝันล่ะก็…”

“ตลอดชีวิตต่อจากนี้ก็ไม่อยากจะตื่นแล้วล่ะ”

ภายในห้องของฉู่โม่ว

ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก

เขารู้ดีว่าการกระทำเช่นนี้จะต้องทำให้เฉินซีเวยสงสัยแน่ ๆ

แต่ถ้าจะให้อธิบาย… ก็คงจะอธิบายอะไรไม่ได้อยู่ดี

อย่างน้อยมันก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย!

เจ้าของร่างนี้ทำร้ายจิตใจของเฉินซีเวยมาตลอดสองปีเต็ม จนเขากลัวเธอจะต้องจมอยู่กับความผิดหวังนานไปกว่านี้

ไว้หาคำอธิบายดี ๆ ได้แล้วค่อยว่ากันก็แล้วกัน ยังไงเสีย ตอนนี้ก็ต้องทำอะไรสักอย่างก่อน

“จากนี้เป็นต้นไป…”

“ฉันต้องเริ่มจริงจังกับการพัฒนาความแข็งแกร่ง!”

ละทิ้งทุกสิ่งอย่างที่คอยกวนใจ ฉู่โม่วสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะหยิบเอาอัตลักษณ์แห่งอสูรของตัวเซเบิลสายฟ้าสีม่วงออกมาและกล้ำกลืนมันลงไปในหนึ่งอึก

วินาทีต่อมานั้น

ความปวดร้าวและพลังอันมหาศาลก็เอ่อล้นไปทั่วร่าง

ฉู่โม่วใช้จังหวะนี้ฝึกฝนร่างกายอย่างไม่ลังเล และให้มันดูดซับอณูแห่งชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศ ไปพร้อมกับปรับตัวให้เข้ากับพลังของอัตลักษณ์อสูรที่เข้าไปอยู่ในร่างกาย

หนึ่งเดือนผ่านไป

ตึง!

พลังของอัสนีสีม่วงถูกกระตุ้น และผสานเข้ากับหมัดขณะต่อยเข้าไปที่เครื่องทดสอบความแข็งแกร่ง และในครั้งนี้… มันก็ยังสั่นสะเทือนรุนแรงเหมือนใส่พลังสายฟ้าไปเต็มที่ ก่อนจะเผยค่าตัวเลขขึ้นมา

0.96 ตัน!

“ไม่เลว!”

หลังเห็นตัวเลขเช่นนั้น ฉู่โม่วก็พยักหน้าพึงพอใจ

ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ นอกจากกินกับนอนแล้ว ฉู่โม่วก็ฝึกฝนร่างกายอย่างหนักหน่วงอย่างสม่ำเสมอ

ถึงแม้ว่าธาตุสายฟ้าระดับสองที่เขาพยายามฝึกอยู่จะดูทรงพลังมากแล้วก็จริง

แต่นี่น่ะยังไม่ใช่ที่สุดหรอก!

ใครก็ตามที่ฝึกฝนมาก ก็จะยิ่งใช้พลังของมันได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นไปเรื่อย ๆ!

แล้วยิ่งคนผู้นั้นมีพรสวรรค์ที่ถูกเรียกว่าเป็นเหล่าอัจฉริยะ พวกเขาก็จะยิ่งพัฒนาตนเองได้รวดเร็วกว่าคนอื่น ๆ หลายเท่านัก!

ดังนั้นแล้ว ตอนนี้เขาทำได้เพียงฝึกให้หนักขึ้น… หนักขึ้นอีกเรื่อย ๆ!

ความพยายามอย่างหนักมาตลอดหนึ่งเดือนควบคู่ไปกับพลังแห่งอัตลักษณ์ของอสูรระดับหนึ่ง อย่างตัวเซเบิลสายฟ้าสีม่วงทำให้เขาได้แรงต่อยมากขึ้นกว่าเดิมอีกราว 0.27 ตัน!

ถ้าหากฉู่โม่วกระตุ้นพลังเต็มที่ และหากโชคดี พลังจะพัฒนาไปถึงจุดสูงสุด บางทีเขาอาจจะสร้างพลังหนักหน่วงได้ถึง 1.8 ตันเลยทีเดียว!

เช่นนี้แล้ว เขากล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า การเติบโตของตัวเองรวดเร็วมากแล้วจริง ๆ!

แต่มันก็ไม่ใช่ความเร็วที่น่าเหลือเชื่ออะไร

เพราะความแข็งแกร่งของฉู่โม่วจะไม่พุ่งทะยานรวดเร็วได้เช่นนี้เลย หากไม่ได้อัตลักษณ์แห่งอสูรมาช่วย

ด้วยพลังของอัตลักษณ์แห่งอสูรที่ได้จากตัวเซเบิลสายฟ้านี้ มอบความรุนแรงของพลังต่อยให้ฉู่โม่วได้มากถึง 0.18 ตัน!

“ถ้าหากพลังแห่งอัตลักษณ์ของอสูรนี่เริ่มคงที บางทีฉันเองก็อาจจะเข้าสู่การเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้ในครึ่งปีนี้แน่ ๆ!”

เขากระซิบกับตนเองด้วยเสียงแผ่วเบา

นับจากเวลาที่ผ่านมา นี่ก็ครบหนึ่งเดือนพอดี นั่นหมายความว่าระบบกลืนกินของเขาพร้อมหาเป้าหมายใหม่แล้ว!

ฉู่โม่วจึงตั้งใจจะใช้วันนี้เป็นวันพักผ่อน เขาอาบน้ำและเปลี่ยนชุด พร้อมกับวางแผนออกไปเดินที่ถนนด้านนอก!

ครั้งนี้ เขาต้องเลือกเป้าหมายที่ดีกว่าเดิม เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...