โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ขอโทษที...ชาตินี้ผมเกิดมาเป็นไอดอล [มีอีบุ๊ก]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 04.31 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 04.31 น. • BIBI
ตายแล้วก็กลับมาเจอกับพระเจ้าผู้สร้างชีวิตเป็นครั้งที่หกแล้วนะ แต้มบุญที่เราสะสมเอาไว้ก็มีเยอะสะด้วยสิ แล้วชาติต่อไปของเราจะเกิดไปเป็นอะไรดีล่ะ…? อ๋อ! งั้นก็เป็นไอดอลเกาหลีแล้วกัน!!!

ข้อมูลเบื้องต้น

สวัสดีนักอ่านที่เผลอเข้ามาทุกคนครับ

นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของตัวเองล้วนๆ นิยายเรื่องแรกที่ไรต์แต่งเป็นนิยายเกี่ยวกับไอดอล มันยังคงวนเวียนอยู่ใจตลอดเวลาว่าสักวันหนึ่งเราจะกลับมาแต่งนิยายไอดอลอีกครั้ง หลังจากที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์และความผิดพลาด อดทน อดกลั้นพยายามยังไม่แต่งมัน

จนตอนนี้มันทนไม่ไหวแล้ว! ก็เลยเกิดเป็นนิยายแนวแฟนตาซีไอดอลเรื่องนี้ขึ้นมานั่นเอง!

E-book เล่ม 1 :

E-book เล่ม 2 :

บทนำ

การที่เราจะได้เกิดลงมาเป็นมนุษย์นั้น มันมีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน อย่างแรกคือหากเรานั้นได้ตายจากโลกแล้ว จะด้วยสาเหตุใดก็สุดแท้แต่จะหยั่งถึง ดวงวิญญาณของเรานั้นจะหลุดออกมา และเดินทางสู่ดินแดนที่มีเพียงแค่วิญญาณเท่านั้นที่สามารถเดินทางไปได้ โดยดินแดนแห่งนั้นเรียกว่า ‘ดินแดนแห่งชีวิต’

ซึ่งผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของดินแดนแห่งนี้ถูกเรียกว่า ‘พระเจ้าผู้สร้างชีวิต’ มีรูปลักษณ์เป็นมนุษย์เพศชาย ใบหน้าเหลี่ยมสันเป็นคม เส้นผมสีขาวยาวเหยียดตรงถึงกลางหลัง นัยน์ตาสีน้ำข้าว ประหนึ่งหลุดมาจากงานปั้นของเทพกรีกโรมัน

แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปจากมนุษย์เดินดินทั่วไปคือความสูงใหญ่ของร่างกาย ส่วนสูงที่สูงถึงสิบเมตร กับอาวุธประจำกายคือตรีศูลสีทองอร่าม พร้อมกับเหล่าบริวารสาวสวยที่รายล้อมอยู่รอบบัลลังก์หินอ่อนสีขาว ลวดลายสวยงาม เพียงแต่พวกเธอมีรูปร่างและส่วนสูงเท่ากับมนุษย์

ลักษณะของดวงวิญญาณคล้ายกับเป็นลูกไฟดวงเล็ก ๆ เปล่งแสงสีขาวออกมา นั่นคือลักษณะของดวงวิญญาณธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่มีดวงวิญญาณอีกประเภทที่จะเปล่งแสงสีทองอร่ามโดดเด่นที่สุดในหมู่มวลวิญญาณ นั่นคือวิญญาณระดับสูงที่สามารถเก็บ ‘แต้มบุญ’ ได้จนเต็มพิกัด

‘แต้มบุญ’ สามารถหาได้จากตอนที่ดวงวิญญาณยังมีชีวิต สะสมความดีตอนเป็นสิ่งมีชีวิตบนโลก หากยิ่งทำความดี และประโยชน์ให้กับโลกมากขึ้น แต้มที่จะได้รับก็มากขึ้นตามลำดับ จนกว่าชีวิตจะตายจากภพภูมินั้น แต้มจึงจะหยุดและถูกรวบรวมก่อนที่ดวงวิญญาณจะเดินทางมาถึงยังดินแดนแห่งชีวิต

ประโยชน์ของแต้มบุญสามารถแลกได้ก่อนที่ดวงวิญาณจะลงมาเกิดในภพต่อไป โดยดวงวิญญาณสามารถกำหนดชะตาชีวิตได้เองว่าจะไปเกิดในครอบครัวไหน ประเทศอะไร ความรวย รูปร่าง หน้าตา ทุกอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถเป็นได้ ขึ้นอยู่กับแต้มที่สะสมมาว่ามีมากแค่ไหน ยิ่งแต้มบุญเยอะ ก็จะสามารถเลือกชะตาชีวิตได้มากขึ้น โดยเฉพาะดวงวิญญาณสีทองที่สามารถกำหนดได้ทุกอย่างดั่งใจนึก

แต่ดวงวิญญาณที่เราจะพูดถึงในวันนี้ เป็นดวงวิญญาณที่กำลังจะลงมาเกิดในภพที่หก ซึ่งดวงวิญญาณเป็นแสงสีขาวที่เปล่งประกายอยู่มากพอสมควร นั่นแปลว่าแต้มบุญของเขาก็มีมากเช่นเดียวกัน เพียงแต่ยังสามารถเก็บแต้มบุญได้มากกว่านี้

“เจ้าดวงวิญญาณ ที่เจ้ามาหาข้าถึงนี้เพื่อจะแลกแต้มบุญอย่างนั้นหรือ” เสียงทุ้มใหญ่ของพระเจ้าผู้สร้างชีวิตเอ่ยถามถึงดวงวิญญาณที่ลอยอยู่ด้านล่าง พร้อมกับบริวารสาวสวยของเขา

“ข้าอยากจะใช้แต้มบุญที่ข้าสะสมมาห้าชาติ แต้มบุญของข้าก็มากพอที่จะทำให้ข้าได้ใช้ชีวิตแบบสนุกแล้ว” เสียงของดวงวิญญาณเป็นลักษณะของเสียงชายแก่ ซึ่งเป็นเสียงของชายเจ้าของดวงวิญญาณในภพที่แล้ว

“เจ้าคงไปเจอโลกที่สนุกมาล่ะสิ ในภพที่แล้วเจ้าสะสมบุญมามากเลยนะ ทั้งบริจาคทรัพย์สินทุกอย่าง สร้างโบสถ์ สร้างมูลนิธิ แถมยังบวชเป็นนักบวชอีกต่างหาก” พระเจ้าผู้สร้างชีวิตพูดถึงวิธีการสะสมแต้มบุญของดวงวิญญาณนี้

ระบบแต้มบุญมีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียว คืออยากให้ทุกคนนั้นทำความดี และในเมื่อคนนั้นทำความดีอยู่เสมอ โลกก็จะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น เพราะทุกคนก็อยากที่จะสะสมแต้มบุญของตัวเองไว้ใช้ในภพภูมิที่ตัวเองอยากจะเป็น

“เจ้าคงลำบากมามากสินะ กว่าที่เจ้าจะสะสมแต้มบุญได้มากขนาดนี้ เอาเป็นว่าข้าจะให้บริวารของข้าพาเจ้าไปที่ห้องเพื่อจัดการสรรสร้างชีวิตในภพต่อไปของเจ้าตามแต้มบุญที่เจ้ามี” พระเจ้าผู้สร้างชีวิตเอ่ยให้บริวารของเขานำดวงวิญญาณไปที่ห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องไว้สำหรับแลกแต้มบุญ

ดวงวิญาณใช้เวลาสร้างชีวิตใหม่ของเขาในภพต่อไปกว่าสามชั่วโมง เขาบรรจงเลือกชีวิตอย่างพิถีพิถันตามกำลังแต้มบุญที่มีอยู่ จนในที่สุดดวงวิญญาณก็เลือกจนเสร็จสรรพ และลอยออกมาจากห้องแลกแต้มบุญตรงไปยังหน้าบัลลังก์ของพระเจ้าผู้สร้างชีวิตที่นั่งรอเพื่อที่จะส่งดวงวิญญาณดวงนี้ไปเกิดในภพต่อไป

“เอาล่ะ ได้เวลาที่เจ้าจะต้องไปเกิดแล้วนะ…อือ เจ้าเลือกชีวิตได้น่าตื่นเต้นดีนะ” พระเจ้าผู้สร้างชีวิตเอ่ยแซวพลางยิ้ม ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนพร้อมกับถือตรีศูลสีทองขนาดใหญ่ค้ำยันไว้

และดวงวิญญาณที่ลอยอยู่ระดับพื้นในตอนแรกก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาเรื่อย ๆ จนอยู่ในระดับอกของพระเจ้าผู้สร้างชีวิต ก่อนที่ดวงวิญญาณจะเคลื่อนถอยห่างออกไปไม่ไกลนัก

“ข้าจะส่งเจ้าไปเกิดเดี๋ยวนี้ล่ะ” หลังสิ้นเสียงเอ่ยของพระเจ้าผู้สร้างชีวิต เขาง้างตรีศูลขึ้นฟ้า ก่อนที่จะฟาดลงมาอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงฟ้าผ่า ปลายแหลมของตรีศูลผ่ากลางดวงวิญญาณและแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ก่อนที่ดวงวิญญาณจะกระจายออกจากกันและลอยหายไปในอากาศ เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการเกิดในภพชาติที่หกของดวงวิญญาณแลกแต้ม

ดวงวิญญาณดวงนี้ใช้แต้มบุญแลกกับหน้าตา ฐานะ และความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็น ‘ไอดอลเกาหลี’

บทที่ 1 พลังแต้มบุญ (1)

ปี 2017 กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

จากความสำเร็จของรุ่นพี่จากประเทศไทยที่สามารถสร้างชื่อเสียงในฐานะศิลปินต่างชาติในวงเกาหลี ทำให้เด็กรุ่นหลังต่างมองเป็นไอดอลและตั้งความฝันของตัวเองว่าสักวันหนึ่งจะต้องขึ้นไปยืนอยู่บนเส้นทางการเป็นศิลปินให้จงได้

ทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย ต่างพากันฝึกฝนตัวเองเพื่อสักวันจะบรรลุเป้าหมายนั้นด้วยการเรียนรู้ทักษะทั้งร้องและเต้นจากสถาบันที่เปิดสอนตามสถานที่ต่าง ๆ

ไม่เพียงแค่เด็กเท่านั้นที่รบเร้าอยากทำฝันให้สำเร็จตามรุ่นพี่ของพวกเขา แต่ผู้ปกครองหลายคนก็อยากให้ลูกหลานของพวกเขานั้นได้เดินบนเส้นทางแห่งไอดอลเช่นกัน

หากทำสำเร็จ ผลที่ได้จากความสำเร็จนั้นมันช่างมากมายเสียเหลือเกิน ทั้งชื่อเสียง เงินทอง โอกาสประสบความสำเร็จในชีวิต การมีชื่อที่ถูกจารึกไว้บนโลกใบนี้ มันช่างยิ่งใหญ่เกินกว่าจะหยั่งถึง

แต่กว่าความสำเร็จที่กล่าวมาข้างต้นนั้นจะถูกจับต้องได้ ความจริงแล้วนั้นมีเพียงไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์จาก 100 เปอร์เซ็นต์ที่จะขึ้นไปอยู่ในจุดที่เรียกว่าระดับโลก…

หลายคนล้มเลิกความตั้งใจตั้งแต่ปีแรก หลายคนเหนื่อยและท้อก่อนที่จะกลับไปตั้งใจเรียนหนังสือ หรือบางคนอาจได้ไปเป็นเด็กฝึกที่ประเทศเกาหลีแล้ว แต่ด้วยความกดดันจากสถานการณ์เป็นคนต่างชาติในประเทศต้นกำเนิดของเคป๊อป และรายล้อมไปด้วยเด็กเกาหลีที่เริ่มมาตั้งแต่อายุหลักเดียว ทำให้ไม่สามารถเดบิวต์ขึ้นมาเป็นศิลปินได้ ก่อนที่จะกลับมาด้วยมือเปล่า และเสียเวลาไปหลายปี

แต่ถึงจะเลวร้ายแค่ไหน ก็ยังมีเด็กอีกหลายคนในประเทศไทยที่ยังคงฝันอยู่ว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องไปยืนในจุดนั้น ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม

และโอกาสนั้นกำลังจะกลับมาอีกครั้ง…

เมื่อค่ายเพลง ‘PK Entertainment’ หนึ่งในสามค่ายเพลงยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมเพลงเกาหลีใต้บินมาเปิดออดิชั่นที่ประเทศไทย ที่ถูกคัดเลือกให้เป็นศูนย์กลางของการคัดเลือกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไม่เพียงแค่คนไทยเท่านั้นที่เข้ามาคัดเลือกเป็นศิลปินฝึกหัด ประเทศในระแวกเพื่อนบ้านของไทยก็บินมาถึงที่ประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกเป็นศิลปินฝึกหัดเช่นเดียวกัน

สถานที่การคัดเลือกนั้น ทางค่ายได้ทำการเช่าอาคารทั้งชั้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากมีผู้คนสนใจเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ทางค่ายต้องแบ่งเป็นรอบการออดิชั่นออกเป็นสองรอบต่อวัน วันละสี่ร้อยคน ระยะเวลาทั้งหมดหนึ่งเดือนเต็ม

เมื่อพูดถึงค่าย PK Entertainment แล้ว ทุกคนจะรู้ได้ทันทีว่าค่ายนี้มีความเฉพาะตัวของแนวเพลงแตกต่างไปจากค่ายอื่น ไม่ใช่ค่ายไอดอลที่ขายความน่ารักหรือความหล่อเพียงอย่างเดียว แต่เป็นค่ายที่ขายแนวเพลง ศิลปินของค่าย PK ส่วนใหญ่จะมีส่วนร่วมกับการทำเพลงของพวกเขาไม่น้อย และจะออกไปทางฮิปฮอปเป็นส่วนใหญ่ โดยมี ‘พัค เบ ซู’ เป็นประธานหัวเรือใหญ่ของค่ายวัยสี่สิบ

“ขอบคุณที่มานะครับ” คำพูดที่ดูอ่อนโยน ยิ้มที่อ่อนหวานเผยออกมาบนใบหน้าที่อ่อนละมุนของชายเกาหลี หนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือก ถึงจะเป็นคำพูดที่ปนรอยยิ้ม แต่มันกลับเหมือนคมมีดที่เฉือดเฉือนหัวใจของคนฟัง เพราะนั่นแปลว่า ‘คุณตกรอบ’ และคณะกรรมการทั้งสามท่านก็พูดคำนี้มาตลอดทั้งวัน เห็นน้ำตาของเด็กที่มาคัดเลือกไม่ต่ำกว่าเจ็ดพันคน!

โดยตลอดยี่สิบวันที่ผ่านมา ทีมงานของ PK Entertainment ทำงานกันอย่างหนักหน่วงกว่าจะได้เด็กผ่านเข้าไปในรอบต่อไป ซึ่งตอนนี้มีเด็กอยู่เพียงแปดคนเท่านั้น! จากเจ็ดพันกว่าคน

มาตรฐานของการคัดเลือกสูงมากจริง ๆ สำหรับค่ายยักษ์ใหญ่ ไม่แปลกใจที่พวกเขาผลิตศิลปินออกมาได้ในจำนวนที่น้อย แต่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพที่คับแก้ว

“หมายเลข 21340 ถึง 21350 เชิญเข้ามาข้างได้ได้เลยครับ” วันนี้เป็นวันคัดเลือกของผู้ชาย ทีมงานเปิดประตูเลื่อนและเรียกหมายเลขที่นั่งรออยู่หน้าห้องเข้าไปเป็นจำนวนสิบคน เลขสองตัวหน้าคือวันที่ ส่วนเลขสามตัวหลังคือจำนวนตามคิวของวันนี้

เด็ก ๆ ที่ดูหน้าตาน่ารักเหมาะสมวัยเดินเข้าไปทีละคน แต่ดูเหมือนว่าจะยังเข้าไปไม่ครบจำนวน ก่อนที่ทีมงานจะหยิบกระดาษขึ้นมาดูลำดับที่อีกครั้ง

“เอ…ดูเหมือนจะขาดหมายเลข 21345 นะ หมายเลข 21345 อยู่รึเปล่า!” ทีมงานตะโกนเรียกหา ก่อนที่ไกล ๆ จะมีชายหนุ่มรีบวิ่งเข้ามา

“มาแล้วครับ!” ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ดวงตาเฉี่ยวคม สันกรามคมชัด ผมยาวเสมอคิ้ว ผิวขาวราวหยวกกล้วย รูปร่างสูงโปร่งวิ่งพร้อมยกมือขึ้นเพื่อให้ทีมงานเห็นเด่นชัด

เด็กที่กำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ริมข้างทางมองตาไม่กระพริบ รัศมีความหล่อของเขามันแผ่กระจายเป็นวงกว้าง แม้แต่ผู้ชายด้วยกันยังต้องปรายตามอง

“เอ่อ…ถึงคิวแล้ว รีบเข้าไปเร็ว” ทีมงานที่ยืนอยู่ยังถึงกับอึ้ง ก่อนที่เขาจะหลบทางให้กับชายหน้าหล่อเดินเข้าไปด้านในห้องที่ถูกเตรียมการไว้สำหรับการออดิชั่น

เมื่อทั้งสิบคนเดินเข้ามายืนต่อหน้ากรรมการตัดสินทั้งสามท่าน และเมื่อทั้งสามคนละสายตาจากกระดาษประวัติแล้วเงยหน้าขึ้นมองผู้สมัครทั้งสิบคน ก็ต้องมาสะดุดกับความโดดเด่นของชายหน้าหล่อที่ยืนตรงกลาง

“คุณคิม เด็กเบอร์ 345 อายุสิบห้าจริง ๆ เหรอ” เสียงของกรรมการผู้ชายกระซิบกับกรรมการผู้หญิงเป็นภาษาเกาหลี

“ใช่ครับ ผมอายุสิบห้าปี ชื่อแดนไทย” เสียงจากเด็กหนุ่มหน้าหล่อพูดออกมาด้วยภาษาเกาหลีอย่างชัดถ้อยชัดคำราวกับเจ้าของภาษา คณะกรรมการทั้งสามคนถึงกับหันมองเป็นตาเดียว ก่อนที่เจ้าของชื่อแดนไทยจะฉีกยิ้มเล็กน้อย

“ขั้นแรกเราจะให้ทุกคนเต้นตามเพลงที่บอกไว้ข้างต้นนะครับ ยืนเว้นระยะกันหน่อย เดี๋ยวจะชนเพื่อน” กรรมการชายอีกคนพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบเป็นภาษาเกาหลี ก่อนที่ล่ามภาษาจะแปลเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ฟังได้เข้าใจ

การคัดเลือกในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าการคัดเลือกจะอยู่ที่ประเทศไทย แต่เพื่อความเป็นสากล ไม่เพียงแต่จะต้องมีทักษะร้อง เต้นเท่านั้น แต่ทักษะภาษาอังกฤษต้องดีในระดับหนึ่งด้วย

ทั้งสิบคนจัดแถวกันอย่างเป็นระเบียบ เว้นระยะห่างเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นทีมงานก็กดปุ่มเปิดเพลงจากเครื่องเล่น เสียงเพลงดังขึ้นผ่านลำโพง เป็นเพลงสากลจังหวะค่อนข้างเร้าอารมณ์ และมีความเร็วอยู่พอสมควร

จุดประสงค์ของการสอบเต้นนี้ หลัก ๆ คือท่าเต้น และอีกอย่างคืออารมณ์ของท่าเต้นที่ถ่ายทอดอดออกมาให้กับคณะกรรมการได้เห็น

ผู้สมัครทั้งสิบคนออกลีลาเรียงกันเป็นหน้ากระดาน หากคนธรรมดามองก็คงจะแยกไม่ออกว่าการเต้นที่ดีนั้นต้องเต้นด้วยท่าทางอย่างไร

แต่สายตาของคณะกรรมการจากค่าย PK Entertainment นั้นเฉียบขาดยิ่งกว่าใคร!

ทั้งสามคนจ้องมองด้วยสายตาที่เฉียบคมราวกับเสือดาวที่จ้องจะงับเหยื่อ เมื่อเพลงดำเนินไปสักระยะ กรรมการผู้หญิงที่นั่งอยู่ตำแหน่งตรงกลางก็ยืนขึ้น มือกอดอกไว้ข้างหนึ่ง อีกมือตั้งฉาก ก่อนจะชี้ไปที่ผู้สมัครตรงหน้าของเธอไล่เรียงกันไป

“340 , 341 , 343 , 346, 347 หยุดเต้นได้” เธอสั่งให้เบอร์ดังกล่าวหยุดเต้น ก่อนที่ล่ามจะบอกอีกทีหนึ่ง ทั้งห้าคนหยุดเต้นทันที เหลืออีกห้าคนที่กำลังเต้นอยู่

ท่วงท่าที่ชัดเจน ดูแข็งแรง แต่ไม่แข็งกร้าว เป็นสัญลักษณ์ว่าพวกเขาทั้งห้าคนนั้นผ่านการฝึกมานานหลายปีแน่ ๆ การสื่อสารผ่านท่าทางการเต้นดูดึงดูดสายตาได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะกับเบอร์ 345 ที่ชื่อแดนไทย กรรมการผู้หญิงจ้องเขาอย่างไม่ละสายตาจนเพลงจบลง

คณะกรรมการก็หันหน้าเข้าหากันเพื่อปรึกษาถึงขั้นตอนต่อไป

“โอเค หมายเลขที่บอกให้หยุดเต้นไปข้างต้น…ขอบคุณที่มานะครับ เชิญออกไปได้เลย” กรรมการผู้ชายพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเรียบ ถึงแม้ว่าจะมีรอยยิ้มอยู่บนหน้า แต่ก็ไม่ได้ช่วยอำพรางความโหดร้ายของคำพูดเขาได้เลย

เหลือผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบอยู่ห้าคน อาจจะฟังดูเยอะ

แต่มันไม่ใช่แบบนั้น…

การทดสอบยังไม่จบเพียงเท่านั้น ในรอบต่อไปจะเป็นการเต้นคัฟเวอร์ของศิลปินในค่าย PK Entertainment จะเป็นเพลงหรือวงอะไรก็ได้ที่อยู่ในสังกัด จะเป็นการเต้นอย่างเดียว หรือจะร้องไปด้วยก็ย่อมได้

“เรียงลำดับจากหมายเลข แต่ฉันขอให้หมายเลข 345 เต้นเป็นลำดับสุดท้ายนะ” กรรมการผู้หญิงบอกกับผู้สมัคร ก่อนที่เพลงของวง ‘แบงแบง’ บอยแบนด์เสาหลักของค่ายจะถูกเปิดขึ้น

โชว์ดำเนินไปจนถึงครึ่งเพลงเท่านั้น คณะกรรมการเริ่มที่จะหันหน้าคุยกันโดยที่ละสายตาจากผู้สมัครตรงหน้าไปตลอดจนจบเพลงอย่างไม่สนใจ

“ขอบคุณที่มานะครับ” เสียงนิ่งเรียบพร้อมรอยยิ้มของชายเกาหลีพูดอีกแล้ว สีหน้าของเด็ก ๆ ผู้สมัครที่นั่งมองโชว์แรกของลำดับแรกดูตกตะลึงไป เพราะเขาเห็นว่าโชว์ก็ไม่ได้มีอะไรผิดพลาด แต่ทำไมถึงตกรอบ ทำให้ผู้สมัครที่เหลือเริ่มจะขวัญเสียขึ้นมาทันที

“คนต่อไปเชิญ” เสียงของกรรมการผู้หญิงพูด แต่ดูท่าหมายเลข 344 จะแสดงสีหน้าที่ดูกังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัดมาก ก่อนที่เขาจะออกมายืนตรงกลางด้วยท่าทาง เก้ ๆ กัง ๆ

และเมื่อเพลงดังขึ้น ทุกสายตาก็จับจ้องไปที่เขาเพียงคนเดียว ทำให้เกิดความประหม่าขึ้น และดูท่าหมายเลข 344 คงจะเต้นไม่จบเพลงแน่

“Stop!” กรรมการผู้หญิงยกมือสั่งหยุดเพลงทันทีที่หมายเลข 344 เต้นผิดจังหวะและดูไม่มีสมาธิ

“เกิดอะไรขึ้นกับคุณ ทำไมคุณถึงเต้นค่อมจังหวะแบบนั้น” กรรมการผู้หญิงสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษคล่องโดยที่ไม่ผ่านล่าม ก่อนที่หมายเลข 344 จะก้มหน้าลงพร้อมกับปาดน้ำตาเล็กน้อย

“ผมรู้สึกตกใจแล้วก็ประหม่ามากครับ ผมเห็นหมายเลข 342 เต้นด้วยท่าทางที่ดูมั่นใจ แต่เขายังตกรอบ ผมที่คิดว่าตัวเองยังเต้นได้ไม่ถึงเขาก็คงจะตกรอบเหมือนกัน มันก็เลย…เป็นแบบนี้ครับ” เสียงสะอื้นของเด็กชายที่ร้องไห้จนตัวสั่นพูดทั้งน้ำตา ก่อนที่กรรมการทั้งสามคนจะหันมามองหน้ากันด้วยความตกใจ ก่อนที่กรรมการผู้หญิงจะเดินออกมาพร้อมกับทิชชู่ยื่นให้กับเด็กชายพร้อมรอยยิ้ม

“ไม่เป็นไรนะ เช็ดหน้าซะ” เธอพูดด้วยเสียงที่อ่อนโยน ก่อนที่เด็กชายจะหยิบทิชชู่จากมือเธอไปเช็ด ผู้สมัครคนอื่นก็ได้แต่นั่งมองเหตุการณ์ที่เกิดอยู่ตรงหน้าของพวกเขา

“การที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินเคป๊อปได้ ไม่ใช่แค่เต้นดี ร้องดี หรือแร็ปดีเพียงแค่นั้น ทุกอย่างที่ทำจะต้องดึงดูดสายตาของทุกคนได้ พวกเราต้องการหาเทรนนีที่พร้อมจะพัฒนาไปเป็นศิลปินระดับโลกรุ่นต่อไป เธอเข้าใจฉันมั้ย” คำพูดอันอ่อนโยนของกรรมการหญิงที่อธิบายให้กับเด็กชายวัยสิบสองปีฟัง ก่อนที่เขาจะพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ

“ถ้าเธอพร้อมเมื่อไหร่ ไว้มีโอกาสหน้ามาใหม่นะ” เธอพูดพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนที่เด็กชายจะเดินออกไปจากห้องที่กลายมาเป็นห้องแห่งความสิ้นหวังของเหล่าเด็กช่างฝันที่อยากจะเป็นไอดอล

หลังจากที่คณะกรรมการทั้งสามคนนั่งประจำที่เรียบร้อย พวกเขาก็เรียกให้ผู้สมัครลำดับต่อไปมาแสดงในทันที เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลามากนัก

ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงแค่ไม่กี่นาที ผู้สมัครที่ลุกขึ้นมาโชว์ในรอบสองก็ต่างตกรอบกันไป โดยที่เพลงยังไม่จบเลยด้วยซ้ำ

“ขอบคุณที่มานะครับ” วันนี้ทั้งวัน เขาต้องพูดคำนี้วนไปหลายร้อยรอบจนกลายเป็นคำติดปากของเขาไปแล้ว

หลังจากที่ผู้สมัครหมายเลข 350 เดินพ้นประตูออกไป ในห้องก็มีเพียงคณะกรรมการสามคน ล่ามหนึ่งคน และผู้สมัครหมายเลข 345 ที่ชื่อแดนไทย

“โชว์ให้ฉันดูทีว่าฉันคิดไม่ผิดที่เก็บเธอไว้คนสุดท้าย…หวังว่าเธอจะทำให้ฉันประทับใจนะ” กรรมการหญิงรัวด้วยภาษาเกาหลีใส่แดนไทย เขามองหน้าเธอและพยักหน้า ก่อนที่จะยืนหันหลังอยู่กึ่งกลางของห้อง และเสียงดนตรีก็ดังขึ้นจากลำโพงที่ถูกติดไว้อยู่บนผนัง

เพลง Crying ของจุน อู หัวหน้าวงวงแบงแบง เป็นเพลงช้าที่สื่ออารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยม ถึงเพลงจะช้า แต่ก็มีท่าเต้นที่สื่ออารมณ์เพลงออกมาควบคู่กับเสียงร้องที่บาดลึกเข้าไปถึงจิตใจ

เนื้อหาของเพลงสื่อถึงความรักที่แสนเศร้าในมุมของผู้ใหญ่ และมีการเปรียบเทียบกับความรักในวัยประถม จุน อูแต่งเพลงนี้ตอนที่เลิกลากับดาราสาวที่เขามีข่าวคบกันเมื่อนานมาแล้ว ก่อนที่ทั้งสองคนจะเลิกรากันไป และผ่านไปเพียงหนึ่งปีก็เห็นข่าวที่เธอแต่งงานกับแฟนคนใหม่ในทีวี เป็นช่วงที่จุน อูพักจากวงและมาทำอัลบั้มเดี่ยวพอดี เขาจึงแต่งเพลงนี้ และมันกลายเป็นเพลงที่ขึ้นอันดับหนึ่งทุกชาร์ตรายการ และได้รับรางวัลแดซังเพลงแห่งปี

“ความรักของเราสองคนมันคงยากสำหรับเธอ ฉันรู้และยอมรับจึงปล่อยมือของเธอไป ความรักสมัยฉันอยู่ประถมมันไม่ได้ยากขนาดนี้ แค่เลิกกันเพราะความเป็นเด็ก แต่เหตุการณ์เลิกกับเธอมันคืออะไรกันแน่ ฉันยังหาคำตอบไม่ได้จนฉันเห็นเธอกับเขาผ่านหน้าจอมือถือ รูปเธอกับเขามันช่างเหมาะสมกันเหลือเกิน วันนั้นฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนร้องไห้อยู่ในห้องสีดำพร้อมกับคำตอบที่หามานาน”

ท่อนแร็ปของเพลงที่มันกระแทกกระทั้นไปถึงหัวใจผ่านเสียงร้องของแดนไทยที่แหบห้าวและมีเสน่ห์ เขาเดินวนร้องอยู่ตรงนั้นด้วยอารมณ์ของเพลง ก่อนที่จะเข้าสู่ท่อนฮุค เขาก็โชว์ลีลาการเต้นที่ดูพลิ้วไหวพร้อมกับเสียงร้องที่ไม่มีตกเลย แดนไทยสะกดสายตาทุกคู่ของคนในห้องได้อย่างอยู่หมัดจนจบเพลง และทุกอย่างก็ดูเงียบทันทีเมื่อเพลงดับ

“ว้าว! มันสุดยอดจริง ๆ เธอคือคนแรกที่ทำให้ฉันประทับใจมากขนาดนี้” กรรมการหญิงพูดพร้อมรอยยิ้มที่ฉีกกว้างอย่างเปิดเผย ก่อนที่ทุกคนจะยิ้มตาม

“ดูจากประวัติแล้ว เธออายุสิบห้าปี พูดได้หลายภาษา เล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด แล้วเท่าที่เห็นตอนนี้คือทักษะการร้อง การเต้น แล้วก็แร็ปดีมาก มันเพอร์เฟคมาก ๆ สำหรับการเป็นไอดอล” กรรมการชายที่ดูยิ้มร่าเริงพูดพลางมองใบประวัติของแดนไทยไปด้วย

“ฉันไม่ได้พูดคำนี้มานานหลายวันแล้วนะ…ยินดีด้วยครับ คุณได้ไปต่อ” รอยยิ้มของกรรมการชายหน้านิ่งเผยกว้างขึ้นเมื่อเขาได้พูดกับประโยคนี้ แดนไทยโค้งหัวเล็กน้อยพร้อมกล่าวคำอย่างมาดนิ่ง

“ขอบคุณครับ” เขายิ้มและเดินออกไปอย่างมีมาด ดูไม่ตื่นเต้นอะไร ราวกับว่าเขารู้อยู่แล้วว่าจะต้องผ่านเข้ารอบต่อไปอย่างแน่นอน

แดนไทย พิชญเดชา ชื่อเล่น ‘แดน’ อายุ 15 ปี ส่วนสูง 175 เซนติเมตร น้ำหนัก 60 กิโลกรัม รูปร่างสูง หุ่นดี เหมาะสมที่จะเป็นไอดอลอย่างที่สุด ทั้งที่อยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แต่กลับมีส่วนสูงที่ยอดเยี่ยมเกินกว่ารุ่นเดียวกัน

แต่ก็ไม่แปลกเมื่อมองมาที่ครอบครัวของเขา

ครอบครัวของแดนไทยเป็นครอบครัวที่หน้าตาดี พ่อของเขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่เคยได้รับคัดเลือกให้เป็นนักธุรกิจที่หล่อที่สุดอันดับหนึ่ง จากการจัดอันดับในนิตยสารเกี่ยวกับการลงทุน

ส่วนแม่ของเขาแทบไม่ต้องสงสัย เพราะเธอคือดาราระดับแนวหน้าของประเทศไทย ถึงแม้ว่าเธอจะมีอายุในวงการมาเกือบสามสิบปีแล้ว แต่เธอก็ยังได้รับบทนางเอกอยู่เสมอ ด้วยความที่เธอยังดูหน้าเด็ก และผิวพรรณดีราวกับวัยรุ่น เธอจึงได้รับฉายา ‘นางเอกตลอดกาล’

และนี่ก็คือพลังแต้มบุญที่ดวงวิญญาณแลกมาใช้อย่างคุ้มค่า…

บทที่ 1 พลังแต้มบุญ (2)

การที่แดนได้ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกของการออดิชั่นจากทางค่าย PK Entertainment นั้นดูเหมือนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่หารู้ไม่ว่ากว่าที่เขาจะมาถึงวันนี้ ชีวิตของเขาต้องผ่านการเรียน และฝึกฝนอย่างหนัก

มันเริ่มมาจากการที่แม่ของเขาเป็นนักแสดงชื่อดังของเมืองไทย หลายคนต่างคาดหวังว่าแดนที่ได้รับรูปร่างและใบหน้าราวกับฟ้าประทานมาให้จากสรวงสวรรค์จะต้องกลายมาเป็นนักแสดงเหมือนกับแม่ของเขาอย่างแน่นอน นั่นทำให้แดนต้องเข้าเรียนพิเศษการแสดงตั้งแต่อายุเพียงหกขวบเท่านั้น

แดนได้รับโฆษณาตัวแรกตั้งแต่เจ็ดขวบ ความสามารถของเขาฉายแววตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ลอง แต่เขากลับไม่ชอบมันเลย เพียงแต่เขานั้นไม่กล้าบอกกับแม่ของตัวเอง จนเวลาผ่านไป แดนมีอายุได้สิบขวบ เขาผ่านงานแสดงเด็กมาตลอดหลายปี

และการทำงานของระบบแต้มบุญก็เริ่มขึ้น…

วันนั้นแดนและครอบครัวได้บัตรที่นั่ง VIP เข้าชมการแสดงของศิลปินจากประเทศเกาหลี ครอบครัวของเขานั่งอยู่แถวหน้าสุด แดนที่ตลอดหลายปีของการก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง เขาไม่เคยมีเวลาที่จะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ที่เรียกว่า ‘การแสดงคอนเสิร์ต’ เพราะชีวิตของเขาวุ่นอยู่แต่กับการเรียนหนังสือ หลังจากเรียนหนังสือเสร็จ หลังเลิกเรียนเขาต้องเข้าคอร์สเรียนการแสดงและอื่น ๆ ที่แม่ของเขาจัดการให้ และเมื่อถึงวันหยุด เขาก็ต้องผลาญเวลาไปกับการเรียนการแสดงเพิ่มเติม ทำให้แดนไม่มีเวลาไปสนใจอย่างอื่น

และเมื่อม่านการแสดงถูกเปิดออก แสง สี เสียงบนเวทีเริ่มสาดส่องอยู่ด้านบนนั้น เสียงดนตรีบรรเลงเป็นจังหวะน่าตื่นเต้น แดนรู้สึกได้ถึงความตื่นตาตื่นใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และเมื่อศิลปินนั้นได้ขึ้นมาจากใต้เวที และเริ่มวาดลวดลายไปกับแดนเซอร์จำนวนมาก ท่าทางที่แข็งแรงแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน เสียงร้องของนักร้องชายที่ดูมีพลัง กับชุดสูทสีดำผ่าเห็นแผ่นอกสุดเซ็กซี่ สายตาของแดนเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ ถึงแม้ว่าเขาจะฟังไม่ออกว่าชายคนนั้นร้องว่าอะไรก็ตาม แต่มันกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกได้ถึงความเท่แบบสุด ๆ

ตลอดสองชั่วโมงในการโชว์ของศิลปินเดี่ยวเกาหลีรายนี้ แดนไม่ละสายตาเลยแม้แต่น้อย เขาสนุกไปกับโชว์ตลอดทุกช่วงจนแม่และพ่อของเขาสังเกตได้อย่างเห็นได้ชัดว่าแดนนั้นดูมีความสุขมาก

หลังจากที่โชว์สองชั่วโมงได้จบลง ครอบครัวของแดนก็ได้รับสิทธิ์สุดพิเศษจากความมีชื่อเสียงของแม่ผู้เป็นดาราระดับแถวหน้าของไทยให้พบกับศิลปินอย่างใกล้ชิดที่หลังเวที ในห้องพักของศิลปิน

ครอบครัวของแดนเดินเข้าไปข้างใน และพบกับชายในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ผมที่เปียกชุ่มไม่แพ้กันถูกเสยขึ้นไปด้านหลัง ใบหน้าของเขาดูเหมือนกับเด็กวัยรุ่น ไร้ริ้วรอยของคนมีอายุ แดนมองเขาตาแทบไม่กระพริบ

“ดูเหมือนเด็กคนนี้จะชอบคุณมากเลยนะครับ คุณเบ ซู” พ่อของแดนพูดกับศิลปินเกาหลีคนนี้ที่ชื่อเบ ซูด้วยภาษาอังกฤษ แดนฟังออกได้อย่างชัดเจนเพราะเขาเรียนโรงเรียนนานาชาติ

เมื่อเบ ซูสบสายตากับแดน เขายิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มที่กว้างจนตาปิด ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากพูดออกมา

“ผมเห็นเขามองผมตั้งแต่อยู่ข้างล่างเวทีแล้วครับ…ชื่ออะไร” เบ ซูพูดตอบพ่อของแดน ก่อนที่เขาจะหันมาถามชื่อของเด็กน้อยที่มองเขาอยู่ตลอดเวลา

“ชื่อ…แดนครับ” แดนตอบด้วยเสียงที่ดูเขินอายและตะกุกตะกัก ก่อนที่คนตรงหน้เขาจะยืนมือออกมาเพื่อขอจับมือทักทายกับแดน

“ฉันชื่อพัค เบ ซูนะ ยินดีที่ได้รู้จัก”

แดนจดจำชื่อของเขาได้ขึ้นใจหลังจากเหตุการณ์วันนั้น และมันทำให้เขาเบี่ยงเบนความสนใจจากการแสดงไปเป็นศิลปิน

หลังจากที่ผ่านคอนเสิร์ตของพัค เบ ซูไปหลายวัน แดนจึงตัดสินใจที่จะเดินไปหาแม่ของเขาและบอกกับเธอว่าไม่อยากเป็นนักแสดงอีกต่อไปแล้ว

สีหน้าของคนเป็นแม่ถึงกับงงกับสิ่งที่ลูกชายคนเดียวพูดขึ้นมา ก่อนที่เธอจะเดินเข้ามาและยิ้มให้กับลูกชายของเธอด้วยรอยยิ้มที่จริงใจและกอดลูกชายของเธออย่างอบอุ่น

“แม่ก็ไม่ได้อยากที่จะบังคับลูกหรอกนะ บอกแม่สิว่าลูกอยากจะเป็นอะไร” เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่แดนได้ยินแล้วรู้สึกคลายกังวล

“ผมอยากเป็นเหมือนกับคุณพัค เบ ซูครับ” สิ่งที่แดนได้รับในวันนั้นคือความฝันที่เขาอยากจะเป็นศิลปิน แม่ของเธอยิ้มไม่หุบ ก่อนที่จะมองลูกชายของเขาด้วยสายตาที่เอ็นดู

“ได้สิ เดี๋ยวแม่จะส่งลูกไปเรียนร้องกับเต้นกับสถาบันที่ดังที่สุดในประเทศไทยเลยล่ะ” เธอดูจะตื่นเต้นที่ได้รู้ถึงความฝันของลูกชายเธอ แดนที่จู่ ๆ ก็หน้าถอดสีพร้อมกับคิ้วขมวดปมก็เอ่ยถามคนเป็นแม่

“แม่ครับ ผมต้องเรียนด้วยเหรอ” แดนถามด้วยความสงสัย คนเป็นแม่ถึงกับเปลอหัวเราะออกมาอย่างไม่ตั้งใจ

“ฮ่า ๆ ๆ แดนฟังแม่นะลูก ทุกอย่างมันมีความยากของมันเสมอ แต่ถ้าลูกตั้งใจแล้ว มันไม่เกินความสามารถของลูกหรอก เชื่อแม่สิ” หลังจากที่เธอหัวเราะกับคำถามลูกชาย เธอก็สอนลูกทันที แดนพยักหน้ารับฟังเธอเป็นอย่างดี

และหลังจากวันนั้น แดนก็ได้พบกับความยากลำบากของเขา หลังจากที่เริ่มเข้าสู่ความฝันของการเป็นศิลปินเกาหลี สิ่งที่เขาเจออย่างแรกเลยก็คือคลาสเต้น

แดนที่ผ่านงานการแสดงมาในระดับหนึ่ง บวกกับเคยผ่านการเรียนคลาสเต้นมาบ้างแล้ว เขาดูมีความมั่นใจพอสมควรว่าเขาจะทำได้อย่างดีเยี่ยม

แต่สิ่งที่คิด…ไม่เหมือนกับความเป็นจริง

แดนไทย ชายที่ดูมั่นใจกับการกระทำทุกสิ่งทุกอย่างของเขา กลับต้องเดินออกมาด้วยสภาพที่ไม่ต่างอะไรจากซอมบี้ ในวันแรกที่เขาเข้าไปเรียน แดนได้รู้จักกับความเหนื่อยล้า เขาไม่เคยเต้นติดกันครึ่งชั่วโมงแบบไม่หยุดพัก จนทำให้ขาของเขามันอ่อนล้า เนื่องจากแดนนั้นไม่เคยออกกำลังกายอย่างจริงจัง จังหวะของลมหายใจระหว่างเต้นก็ทำได้ไม่ดีนัก ทำให้จังหวะการเต้นดูผิดเพี้ยนไปหมด และนั้นคือวันแรกของคลาส เขาถูกทำลายความมั่นใจอย่างย่อยยับ!

แต่แดนก็ไม่ยอมแพ้ เขาคือเด็กที่ชอบความท้าทายอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ แดนกลับมาบ้าน และเปลี่ยนห้องนอนอันแสนกว้างของเขาให้เป็นฟลอเต้นทันที

แดนตั้งใจฝึกฝนด้วยความตั้งใจ จนนานวันเข้า แดนก็เริ่มที่จะจับจังหวะได้ และทุกอย่างก็ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับร่างกายของเขา

แดนไม่เพียงแค่เรียนเต้นเท่านั้น แต่การเป็นศิลปินนั้นจะต้องร้องเพลงได้อย่างยอดเยี่ยม แดนลงคลาสเรียนร้องกับสถาบันที่ถูกยกย่องได้ว่าเป็นสถานที่ที่สร้างศิลปินระดับแนวหน้าของเมืองไทยมานับไม่ถ้วน!

แดนไทยอดทน และบ่มเพาะการฝึกของเขามาตั้งแต่อายุสิบขวบ จนเวลาล่วงเลยผ่านไปได้ห้าปี มันก็ถึงเวลาที่เขาจะต้องออกมาจากสำนักฝึกเพื่อเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริง เวลาตลอดห้าปีที่ผ่านมามีค่ายต่างจากทั้งในประเทศไทย และในประเทศเกาหลีสนใจในตัวของเขาและเชิญให้ไปคัดเลือกเป็นเด็กฝึกของค่าย แต่แดนตัดสินใจว่าหากเขาจะต้องออกไปจากที่นี่ เขาต้องได้เป็นศิลปินของค่าย PK Entertainment เท่านั้น!

และเขากำลังจะได้เจอกับพัค เบ ซู คนที่ทำให้เขานั้นได้เจอกับความฝันครั้งแรกในชีวิตอีกครั้ง…

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...