โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิกฤตจีโอโพลิติกทุบเชื่อมั่นรับสร้างบ้านหรูทรุด 35% ต้นทุนจ่อพุ่ง 15% รับศึกสงครามยืดเยื้อ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 16.10 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 09.10 น.

ตลาดรับสร้างบ้านปี 68 มูลค่าหาย 4 หมื่นล้าน กลุ่มลักชัวรี่ชะลอลงทุนเซ่นพิษเศรษฐกิจโลกและเพดานดอกเบี้ย เผยต้นทุนวัสดุก่อสร้าง ‘ปูน-เหล็ก’ ดีดตัวรับราคาน้ำมัน กลุ่มบ้านลักชัวรี่ 50 ล้านบาทขึ้นไปชะลอตัวแรง 35% ขณะที่กลุ่มแมสต่ำกว่า 2.5 ล้านยังแกร่งโตสวนกระแส 16% จับตารายใหญ่ "แสนสิริ" โดดร่วมวงสมรภูมิรับสร้างบ้าน ผู้ประกอบการแบกภาระหนักคาดราคาบ้านจ่อปรับขึ้น 3-5% ผนึก 3 แบงก์ใหญ่ปล่อยกู้ดอกเบี้ยพิเศษกระตุ้นตลาด

2 มีนาคม 2569 - นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยถึง ภาพรวมอุตสาหกรรมรับสร้างบ้านในปี 2568 พบว่าสภาวะตลาดทั่วประเทศเผชิญกับการหดตัวเชิงมูลค่าถึง 11% โดยลดลงจาก 230,000 ล้านบาท มาอยู่ที่ 190,000 ล้านบาท ขณะที่บริษัทที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ มีอัตราการเซ็นสัญญาจ้างลดลง 18% คิดเป็นมูลค่ารวม 9,885 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงที่รุนแรงกว่าภาพรวมตลาดระดับประเทศ

สาเหตุหลักเกิดจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงระดับราคาตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไปปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลจากความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจ การเมือง และสภาวะสงครามที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและโครงสร้างต้นทุนการผลิต

ปี 68 สร้างบ้านตลาดบนทรุด ตลาดล่างประคองตัว

จากการสำรวจยอดการเซ็นสัญญาของสมาชิกสมาคมฯ พบว่าปี 2568 ปรับตัวลดลง 18% เหลือมูลค่า 9,885 ล้านบาท โดยมีการแบ่งสัดส่วนตาม Segment ดังนี้:

  • กลุ่มบ้านระดับราคาต่ำกว่า 2.5 ล้านบาท: เติบโตสวนกระแสที่ 16% ส่วนใหญ่เป็นแบบบ้านสไตล์ Contemporary และ Minimal ซึ่งเน้นความคุ้มค่าและราคาที่เข้าถึงได้
  • กลุ่มระดับราคา 2.51 – 5 ล้านบาท: ยังคงขยายตัวได้ที่ 16% สไตล์ยอดนิยมคือ Contemporary และ Modern โดยกลุ่มนี้ตัดสินใจจากฟังก์ชันพื้นที่ใช้สอยเพื่อการเริ่มต้นครอบครัว
  • กลุ่มระดับกลาง (5.01 – 10 ล้านบาท): เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัว โดยลดลง 30% นิยมสไตล์ Modern Luxury และ Tuscany
  • กลุ่มระดับบนและลักชัวรี่ (10.01 – 20 ล้านบาท): หดตัวลง 30% ในสไตล์ Modern Classic และ Modern Luxury
  • กลุ่มระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป: เป็นเซกเมนต์ที่ได้รับผลกระทบสูงสุด โดยกลุ่ม Hi-end ปรับตัวลดลงถึง 35% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านสไตล์ Classic และ Neo Classic

“ปีที่ผ่านมาผู้บริโภคมีข้อมูลเชิงลึกของบริษัทรับสร้างบ้านมากขึ้นจากการ สืบค้นจากโซเชียลทำให้การตัดสินใจนานขึ้นและลึกขึ้น โดยเลือกความเชื่อมั่นเป็นหลักมากกว่าราคา รวมทั้งรูปแบบและฟังก์ชันก็มีผลในการตัดสินใจ ซึ่งให้ความสำคัญและเลือกแบบบ้านที่สะท้อนรสนิยม และไลฟ์สไตล์เป็นหลัก”

วิกฤตจีโอโพลิติกพ่นพิษ: แรงกดดันด้าน "ต้นทุน-ค่าแรง-น้ำมัน"

สมาคมฯ ระบุว่า สภาวะสงคราม "สหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน" ที่ทวีความรุนแรงในไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เป็น "ตัวแปรลบ" ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจรับสร้างบ้าน ในระยะสั้นจะกระทบผู้บริโภคในแง่ของสร้างบ้านแพงขึ้น และอาจทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจสร้างบ้าน เพราะไม่มั่นใจในการใช้เงินโดยเฉพาะบ้านระดับ 20 ล้านบาทขึ้นไปแต่กลุ่มผู้บริหาร กลุ่มSME ที่ต้องการสร้างบ้านเฉพาะตัวตน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ สร้างตัวตนว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จและมีเงินมากพออาจจะเลือกสร้างในตอนซึ่งจะได้ราคาที่คุ้มค่าที่สุด

ในมุมของผู้ประกอบการเองอาจจะกระทบในแง่ของต้นทุนซึ่งจะทำให้สร้างบ้านแพงขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าแบกรับต้นทุนมากกว่าเดิมโดยเฉพาะ 3 ส่วนหลักคือ

  • วัสดุที่ใช้พลังงานน้ำมัน ไฟฟ้าในการผลิตจะราคาพุ่งขึ้น รวมทั้งในส่วนโครงสร้างที่ใช้วัสดุเหล็กและปูนที่บางตัวนำเข้า ทำให้ค่าแรงในการขนส่งแพงขึ้น แม้ตอนนี้ยังประเมินไม่ได้แต่ธุรกิจรับสร้างบ้านกำลังรับความเสี่ยงอยู่ ปูนตอนนี้ต้นทุนขึ้นมา 5% ซึ่งสมาคมฯพยายามคุยกับ Supplier ให้ราคาที่ต่ำลงให้กับบริษัทที่เป็นสมาชิกของสมาคม
  • ค่าแรงที่จะปรับตัวตามค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งยังไม่มีความแน่นอนว่ารัฐบาลจะประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหรือไม่
  • น้ำมันในการขนส่งที่ส่งผลอย่างมากกับราคาวัสดุและค่าแรง ซึ่งจะทำให้ราคารับสร้างบ้านสูงขึ้นและสุดท้ายจะไปกระทบต่อลูกค้า

ทั้งนี้สมาคมฯ คาดการณ์ว่าในช่วงปลายปี 2569 ต้นทุนธุรกิจจะปรับเพิ่มขึ้นแน่นอน 10-15% ขณะที่ราคาขายในปัจจุบันขยับขึ้นได้เพียง 3-5% ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับส่วนต่างต้นทุนไปอีกอย่างน้อย 8-12 เดือน

“คนที่จะสร้างบ้านราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปส่วนมากไม่ใช่บ้านหลังแรกแต่เป็นบ้านหลังสุดท้าย ดังนั้นเซกเมนต์นี้น่าจะชะลอตัวมากที่สุด ขณะที่บ้านระดับ 5-10 ล้านบาทผลกระทบน้อยจากดีมานด์ผู้บริหาร SME ที่ต้องการบ้านสะท้อนตัวตน ขณะที่บ้านต่ำกว่า 5 ล้านบาทก็ยังไม่กระทบมากเพราะเป็นปัจจัย 4 สิ่งที่น่าสนใจคือคนที่จะสร้างบ้านต่ำกว่า 2.5 ล้านบาทจะคุมบัดเจด แต่ บ้านระดับ 20 ล้านบาทขึ้นไปอาจเพิ่มต้นทุนได้ถึงเท่าตัวขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ”

โอกาสท่ามกลางวิกฤต : ไทยในฐานะ Supply Chain ของเอเชีย

อย่างไรก็ดีการที่ยุโรปและเอเชียกลางกำลังเผชิญหน้ากับจีโอโพลิติก ทำให้เศรษฐกิจไม่ค่อยดีนัก และส่งให้เศรษฐกิจโดยรวมของเอเชียนั้นยังและสามารถทำหน้าที่เป็น Supply Chain ของโลกได้ ประเทศไทยเองมีความพร้อมในเรื่องของ Capacity ที่พร้อมรองรับคนที่ต้องการย้ายถิ่นฐานหนีความรุนแรงมาที่ประเทศไทย โดยเฉพาะภูเก็ตและกรุงเทพกรีฑาที่กำลังบูมอย่างมาก

นอกจากนี้ รัฐบาลปัจจุบันรับทราบปัญหาของภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างดีก็คือเรื่องของการปล่อยสินเชื่อ เชื่อว่าเร็วๆ นี้อาจจะมีนโยบายเข้ามาซัพพอร์ตการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น นอกจากนี้ สมาคมฯ ได้เตรียมมาตรการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อผ่านความร่วมมือกับ 3 สถาบันการเงินหลัก ได้แก่ ธนาคารกรุงศรี, UOB และกรุงไทย เพื่อจัดทำแคมเปญดอกเบี้ยพิเศษภายในงาน "รับสร้างบ้าน FOCUS 2026: สร้างบ้านสะท้อนตัวตน" ระหว่างวันที่ 18-22 มีนาคมนี้

ทุนใหญ่ "แสนสิริ" รุกตลาด-เทรนด์ต่างจังหวัดพุ่ง

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการข้ามเซกเมนต์ของบิ๊กดีเวลลอปเปอร์อย่าง แสนสิริ ที่เข้าเป็นสมาชิกสมาคมฯ และเตรียมร่วมงานมหกรรมเป็นครั้งแรก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความคึกคักในตลาดผ่านจุดแข็งด้านเงินทุน การตลาดและราคาขาย แม้จะมีรูปแบบเป็นบ้าน Forecast (กึ่งสำเร็จรูป) ที่มีข้อจำกัดด้านการต่อเติมในอนาคต ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ขณะที่มุมผู้ประกอบการเดิมจะต้องปรับตัวและชูจุดแข็งขึ้นมาเป็นจุดขาย

“เดือนแรกของปี 2569ยอดขายของสมาชิกสมาคมฯโตมากกว่าเดือน 1 ของปี 2568 ถึง 10% แต่จะเห็นภาพรวมชัดเจนในเดือน 3 ซึ่งจะมีงานรับสร้างบ้าน FOCUS 2026 เข้าช่วยกระตุ้น”

นายกสมาคมฯ กล่าวต่อไปว่า โดยปกติแล้วออร์เดอร์รับสร้างบ้านต่างจังหวัดสูงถึง 75% กรุงเทพฯ และปริมณฑล 25% หรือประมาณ 5 หมื่นล้านบาท แต่ในปี 2568 ตัวเลขของรับสร้างบ้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลงเหลือ23% สวนตลาดต่างจังหวัดที่ปรับขึ้นเป็น 77% สะท้อนว่าดีมานด์ในเมืองลดลง เพราะส่วนใหญ่จะนิยมสร้างบ้านราคาเกินกว่า 5 ล้านบาทขึ้น ส่วนต่างจังหวัดเน้นปริมาณ ทำให้เศรษฐกิจขยายไปต่างจังหวัดอย่างชัดเจน

"เรามองว่าสภาวะตลาดในปี 69 อาจจะยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา จึงตั้งเป้ามูลค่าตลาดไว้ที่ 1.9 แสนล้านบาทเท่ากับปี 68 โดยงาน FOCUS 2026 จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นยอดขายของสมาชิก แต่สมาชิกก็อาจจะเจ็บตัวบ้างหากมีการปรับตัวของวัสดุและค่าแรง ซึ่งสมาคมฯ ตั้งเป้ายอดจองรวมไว้ที่ 3,500 ล้านบาท แบ่งเป็นในงาน 2,500 ล้านบาท และติดตามผลหลังงานอีก 1,000 ล้านบาท"นายอนันต์กร กล่าวทิ้งท้าย

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...