วิกฤตจีโอโพลิติกทุบเชื่อมั่นรับสร้างบ้านหรูทรุด 35% ต้นทุนจ่อพุ่ง 15% รับศึกสงครามยืดเยื้อ
ตลาดรับสร้างบ้านปี 68 มูลค่าหาย 4 หมื่นล้าน กลุ่มลักชัวรี่ชะลอลงทุนเซ่นพิษเศรษฐกิจโลกและเพดานดอกเบี้ย เผยต้นทุนวัสดุก่อสร้าง ‘ปูน-เหล็ก’ ดีดตัวรับราคาน้ำมัน กลุ่มบ้านลักชัวรี่ 50 ล้านบาทขึ้นไปชะลอตัวแรง 35% ขณะที่กลุ่มแมสต่ำกว่า 2.5 ล้านยังแกร่งโตสวนกระแส 16% จับตารายใหญ่ "แสนสิริ" โดดร่วมวงสมรภูมิรับสร้างบ้าน ผู้ประกอบการแบกภาระหนักคาดราคาบ้านจ่อปรับขึ้น 3-5% ผนึก 3 แบงก์ใหญ่ปล่อยกู้ดอกเบี้ยพิเศษกระตุ้นตลาด
2 มีนาคม 2569 - นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยถึง ภาพรวมอุตสาหกรรมรับสร้างบ้านในปี 2568 พบว่าสภาวะตลาดทั่วประเทศเผชิญกับการหดตัวเชิงมูลค่าถึง 11% โดยลดลงจาก 230,000 ล้านบาท มาอยู่ที่ 190,000 ล้านบาท ขณะที่บริษัทที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ มีอัตราการเซ็นสัญญาจ้างลดลง 18% คิดเป็นมูลค่ารวม 9,885 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงที่รุนแรงกว่าภาพรวมตลาดระดับประเทศ
สาเหตุหลักเกิดจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงระดับราคาตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไปปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลจากความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจ การเมือง และสภาวะสงครามที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและโครงสร้างต้นทุนการผลิต
ปี 68 สร้างบ้านตลาดบนทรุด ตลาดล่างประคองตัว
จากการสำรวจยอดการเซ็นสัญญาของสมาชิกสมาคมฯ พบว่าปี 2568 ปรับตัวลดลง 18% เหลือมูลค่า 9,885 ล้านบาท โดยมีการแบ่งสัดส่วนตาม Segment ดังนี้:
- กลุ่มบ้านระดับราคาต่ำกว่า 2.5 ล้านบาท: เติบโตสวนกระแสที่ 16% ส่วนใหญ่เป็นแบบบ้านสไตล์ Contemporary และ Minimal ซึ่งเน้นความคุ้มค่าและราคาที่เข้าถึงได้
- กลุ่มระดับราคา 2.51 – 5 ล้านบาท: ยังคงขยายตัวได้ที่ 16% สไตล์ยอดนิยมคือ Contemporary และ Modern โดยกลุ่มนี้ตัดสินใจจากฟังก์ชันพื้นที่ใช้สอยเพื่อการเริ่มต้นครอบครัว
- กลุ่มระดับกลาง (5.01 – 10 ล้านบาท): เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัว โดยลดลง 30% นิยมสไตล์ Modern Luxury และ Tuscany
- กลุ่มระดับบนและลักชัวรี่ (10.01 – 20 ล้านบาท): หดตัวลง 30% ในสไตล์ Modern Classic และ Modern Luxury
- กลุ่มระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป: เป็นเซกเมนต์ที่ได้รับผลกระทบสูงสุด โดยกลุ่ม Hi-end ปรับตัวลดลงถึง 35% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านสไตล์ Classic และ Neo Classic
“ปีที่ผ่านมาผู้บริโภคมีข้อมูลเชิงลึกของบริษัทรับสร้างบ้านมากขึ้นจากการ สืบค้นจากโซเชียลทำให้การตัดสินใจนานขึ้นและลึกขึ้น โดยเลือกความเชื่อมั่นเป็นหลักมากกว่าราคา รวมทั้งรูปแบบและฟังก์ชันก็มีผลในการตัดสินใจ ซึ่งให้ความสำคัญและเลือกแบบบ้านที่สะท้อนรสนิยม และไลฟ์สไตล์เป็นหลัก”
วิกฤตจีโอโพลิติกพ่นพิษ: แรงกดดันด้าน "ต้นทุน-ค่าแรง-น้ำมัน"
สมาคมฯ ระบุว่า สภาวะสงคราม "สหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน" ที่ทวีความรุนแรงในไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เป็น "ตัวแปรลบ" ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจรับสร้างบ้าน ในระยะสั้นจะกระทบผู้บริโภคในแง่ของสร้างบ้านแพงขึ้น และอาจทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจสร้างบ้าน เพราะไม่มั่นใจในการใช้เงินโดยเฉพาะบ้านระดับ 20 ล้านบาทขึ้นไปแต่กลุ่มผู้บริหาร กลุ่มSME ที่ต้องการสร้างบ้านเฉพาะตัวตน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ สร้างตัวตนว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จและมีเงินมากพออาจจะเลือกสร้างในตอนซึ่งจะได้ราคาที่คุ้มค่าที่สุด
ในมุมของผู้ประกอบการเองอาจจะกระทบในแง่ของต้นทุนซึ่งจะทำให้สร้างบ้านแพงขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าแบกรับต้นทุนมากกว่าเดิมโดยเฉพาะ 3 ส่วนหลักคือ
- วัสดุที่ใช้พลังงานน้ำมัน ไฟฟ้าในการผลิตจะราคาพุ่งขึ้น รวมทั้งในส่วนโครงสร้างที่ใช้วัสดุเหล็กและปูนที่บางตัวนำเข้า ทำให้ค่าแรงในการขนส่งแพงขึ้น แม้ตอนนี้ยังประเมินไม่ได้แต่ธุรกิจรับสร้างบ้านกำลังรับความเสี่ยงอยู่ ปูนตอนนี้ต้นทุนขึ้นมา 5% ซึ่งสมาคมฯพยายามคุยกับ Supplier ให้ราคาที่ต่ำลงให้กับบริษัทที่เป็นสมาชิกของสมาคม
- ค่าแรงที่จะปรับตัวตามค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งยังไม่มีความแน่นอนว่ารัฐบาลจะประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหรือไม่
- น้ำมันในการขนส่งที่ส่งผลอย่างมากกับราคาวัสดุและค่าแรง ซึ่งจะทำให้ราคารับสร้างบ้านสูงขึ้นและสุดท้ายจะไปกระทบต่อลูกค้า
ทั้งนี้สมาคมฯ คาดการณ์ว่าในช่วงปลายปี 2569 ต้นทุนธุรกิจจะปรับเพิ่มขึ้นแน่นอน 10-15% ขณะที่ราคาขายในปัจจุบันขยับขึ้นได้เพียง 3-5% ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับส่วนต่างต้นทุนไปอีกอย่างน้อย 8-12 เดือน
“คนที่จะสร้างบ้านราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปส่วนมากไม่ใช่บ้านหลังแรกแต่เป็นบ้านหลังสุดท้าย ดังนั้นเซกเมนต์นี้น่าจะชะลอตัวมากที่สุด ขณะที่บ้านระดับ 5-10 ล้านบาทผลกระทบน้อยจากดีมานด์ผู้บริหาร SME ที่ต้องการบ้านสะท้อนตัวตน ขณะที่บ้านต่ำกว่า 5 ล้านบาทก็ยังไม่กระทบมากเพราะเป็นปัจจัย 4 สิ่งที่น่าสนใจคือคนที่จะสร้างบ้านต่ำกว่า 2.5 ล้านบาทจะคุมบัดเจด แต่ บ้านระดับ 20 ล้านบาทขึ้นไปอาจเพิ่มต้นทุนได้ถึงเท่าตัวขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ”
โอกาสท่ามกลางวิกฤต : ไทยในฐานะ Supply Chain ของเอเชีย
อย่างไรก็ดีการที่ยุโรปและเอเชียกลางกำลังเผชิญหน้ากับจีโอโพลิติก ทำให้เศรษฐกิจไม่ค่อยดีนัก และส่งให้เศรษฐกิจโดยรวมของเอเชียนั้นยังและสามารถทำหน้าที่เป็น Supply Chain ของโลกได้ ประเทศไทยเองมีความพร้อมในเรื่องของ Capacity ที่พร้อมรองรับคนที่ต้องการย้ายถิ่นฐานหนีความรุนแรงมาที่ประเทศไทย โดยเฉพาะภูเก็ตและกรุงเทพกรีฑาที่กำลังบูมอย่างมาก
นอกจากนี้ รัฐบาลปัจจุบันรับทราบปัญหาของภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างดีก็คือเรื่องของการปล่อยสินเชื่อ เชื่อว่าเร็วๆ นี้อาจจะมีนโยบายเข้ามาซัพพอร์ตการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น นอกจากนี้ สมาคมฯ ได้เตรียมมาตรการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อผ่านความร่วมมือกับ 3 สถาบันการเงินหลัก ได้แก่ ธนาคารกรุงศรี, UOB และกรุงไทย เพื่อจัดทำแคมเปญดอกเบี้ยพิเศษภายในงาน "รับสร้างบ้าน FOCUS 2026: สร้างบ้านสะท้อนตัวตน" ระหว่างวันที่ 18-22 มีนาคมนี้
ทุนใหญ่ "แสนสิริ" รุกตลาด-เทรนด์ต่างจังหวัดพุ่ง
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการข้ามเซกเมนต์ของบิ๊กดีเวลลอปเปอร์อย่าง แสนสิริ ที่เข้าเป็นสมาชิกสมาคมฯ และเตรียมร่วมงานมหกรรมเป็นครั้งแรก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความคึกคักในตลาดผ่านจุดแข็งด้านเงินทุน การตลาดและราคาขาย แม้จะมีรูปแบบเป็นบ้าน Forecast (กึ่งสำเร็จรูป) ที่มีข้อจำกัดด้านการต่อเติมในอนาคต ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ขณะที่มุมผู้ประกอบการเดิมจะต้องปรับตัวและชูจุดแข็งขึ้นมาเป็นจุดขาย
“เดือนแรกของปี 2569ยอดขายของสมาชิกสมาคมฯโตมากกว่าเดือน 1 ของปี 2568 ถึง 10% แต่จะเห็นภาพรวมชัดเจนในเดือน 3 ซึ่งจะมีงานรับสร้างบ้าน FOCUS 2026 เข้าช่วยกระตุ้น”
นายกสมาคมฯ กล่าวต่อไปว่า โดยปกติแล้วออร์เดอร์รับสร้างบ้านต่างจังหวัดสูงถึง 75% กรุงเทพฯ และปริมณฑล 25% หรือประมาณ 5 หมื่นล้านบาท แต่ในปี 2568 ตัวเลขของรับสร้างบ้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลงเหลือ23% สวนตลาดต่างจังหวัดที่ปรับขึ้นเป็น 77% สะท้อนว่าดีมานด์ในเมืองลดลง เพราะส่วนใหญ่จะนิยมสร้างบ้านราคาเกินกว่า 5 ล้านบาทขึ้น ส่วนต่างจังหวัดเน้นปริมาณ ทำให้เศรษฐกิจขยายไปต่างจังหวัดอย่างชัดเจน
"เรามองว่าสภาวะตลาดในปี 69 อาจจะยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา จึงตั้งเป้ามูลค่าตลาดไว้ที่ 1.9 แสนล้านบาทเท่ากับปี 68 โดยงาน FOCUS 2026 จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นยอดขายของสมาชิก แต่สมาชิกก็อาจจะเจ็บตัวบ้างหากมีการปรับตัวของวัสดุและค่าแรง ซึ่งสมาคมฯ ตั้งเป้ายอดจองรวมไว้ที่ 3,500 ล้านบาท แบ่งเป็นในงาน 2,500 ล้านบาท และติดตามผลหลังงานอีก 1,000 ล้านบาท"นายอนันต์กร กล่าวทิ้งท้าย