โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

WHA อัดงบ 1.65 หมื่นล้าน ขยายอินฟราฯ สีเขียวรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

เดลินิวส์

อัพเดต 3 มีนาคม 2569 เวลา 17.12 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
WHA เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เร่งปูฐานพลังงานสะอาด-บริหารคาร์บอนครบวงจร รับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Corporation ประกาศทิศทางการดำเนินงานปี 2569 ภายใต้พันธกิจ ‘WHA: SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND’ โดยวางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวเป็นแกนหลัก เพื่อรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593

แม้ปี 2568 บริษัทจะมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไร 18,232 ล้านบาท และกำไรปกติ 5,261 ล้านบาท เติบโต 16% ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แต่สาระสำคัญของแผนปี 2569 อยู่ที่การเร่งลงทุน 16,500 ล้านบาท เพื่อยกระดับนิคมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ พลังงานหมุนเวียน น้ำอัจฉริยะ และดิจิทัลแพลตฟอร์ม ให้สอดรับกับกติกาการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับคาร์บอนมากขึ้น

‘จรีพร จารุกรสกุล’ ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท WHA Corporation กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และมาตรฐาน ESG ที่เข้มงวดขึ้น “นี่คือจังหวะที่ประเทศไทยต้องยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และระบบนิเวศอุตสาหกรรมครบวงจร เพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่” โดยเฉพาะกลุ่ม EV เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ และพลังงานสะอาด

นิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่ ต้องลดคาร์บอนได้จริง

WHA เดินหน้าพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ ทั้งในไทยและเวียดนาม เพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน โดยในปี 2569 ตั้งเป้ายอดขายที่ดิน 2,500 ไร่ และเตรียมเริ่มโอนพื้นที่โครงการ WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 5 (WHA ESIE5) ขนาด 6,490 ไร่

นอกจากเรื่องของที่ดินและสาธารณูปโภคพื้นฐานแล้ว การออกแบบนิคมอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ยังต้องเชื่อมโยงพลังงานหมุนเวียน ระบบจัดการน้ำ และแพลตฟอร์มบริหารคาร์บอนไว้ในพื้นที่เดียว เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม ตอบโจทย์แรงกดดันด้าน Decarbonization และมาตรการการค้าคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้น

ขยายพอร์ตพลังงานสะอาด รองรับดีมานด์ไฟฟ้าสีเขียว

ในด้านพลังงาน ปี 2568 บริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้น 1,026 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) สะสม 1,124 เมกะวัตต์ในปี 2569 โดยเน้นขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนทั้ง Solar Private PPA, Feed-in-Tariff และ Direct PPA เพื่อตอบรับต่อความต้องการไฟฟ้าสีเขียวจากกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งต้องการพลังงานสะอาดเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านคาร์บอนและสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติ

บริหารจัดการน้ำ เสริมความมั่นคงทรัพยากร

ด้านทรัพยากรน้ำ ปี 2569 บริษัทตั้งเป้าจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำ 170 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์ม Smart Water เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และผลักดันโซลูชัน Water Reclamation หมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่

มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีความต้องการใช้น้ำสูงกว่าปกติ 12-16 เท่า การเพิ่มประสิทธิภาพและการรีไซเคิลน้ำจึงช่วยลดผลกระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ และเสริมความมั่นคงด้านทรัพยากรในระยะยาว

EV Ecosystem-กรีนโลจิสติกส์ เชื่อมทั้งระบบ

สำหรับธุรกิจโมบิลิตี้ภายใต้แบรนด์ Mobilix ตั้งเป้าให้บริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าสะสม 637 คันในปี 2569 พร้อมพัฒนา Mobilix Software Solution สำหรับบริหารจัดการยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ เสริมระบบกรีนโลจิสติกส์ในนิคมอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน ธุรกิจโลจิสติกส์ที่มีพื้นที่รวมกว่า 3.24 ล้านตารางเมตร ยังถูกออกแบบให้รองรับโซลูชันพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการจัดเก็บและขนส่งสินค้า

ดิจิทัลแพลตฟอร์ม-บริหารคาร์บอนครบวงจร

การขับเคลื่อน Digital Transformation และ AI Transformation ของ WHA Group ถูกนำมาใช้เพื่อหนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านแพลตฟอร์ม CO2ZERO เพื่อบริหารจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และระบบติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้การลดคาร์บอนสามารถวัดผลได้ชัดยิ่งขึ้น

5 มิติยั่งยืน จาก ‘กรีนต้องกินได้’

WHA กำหนดกรอบความยั่งยืน 5 มิติ ได้แก่ การดูแลสิ่งแวดล้อม การเสริมสร้างสังคม ธรรมาภิบาลและนวัตกรรม ความเป็นผู้นำเศรษฐกิจสีเขียว และบทบาทขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตยั่งยืน ภายใต้แนวคิด ‘กรีนต้องกินได้’ ที่มองความยั่งยืนเป็นโอกาสทางธุรกิจ ไม่ใช่ต้นทุน

ในบริบทที่โลกกำลังจัดระเบียบใหม่ด้วยกติกาคาร์บอน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวจึงเป็นการวางฐานขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ หากนิคมอุตสาหกรรมสามารถจัดหาพลังงานสะอาด น้ำหมุนเวียน และระบบบริหารคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม ไทยก็มีโอกาสยกระดับจากฐานการผลิตต้นทุนต่ำ ไปสู่ฐานการผลิตคุณภาพสูงในห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...