“เอกนิติ” ยันสงครามตะวันออกกลาง ไทยเจอผลกระทบแค่ระยะสั้น-ไม่หนัก ย้ำติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
วันที่ 2 มีนาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงหลังการประชุมการประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุมว่า ในวันนี้ได้หารือเกี่ยวกับภาพรวมของสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทุกมิติ และได้เตรียมการรองรับระยะสั้น พร้อมวางกลยุทธ์โลกที่เปลี่ยนไปในระยะยาว
นายเอกนิติ กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นหลัก ๆ แบ่งเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย
ด้านแรก พลังงาน สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นหนึ่งในช่องทางเดินเรือสำคัญของโลก เพราะปริมาณน้ำมัน 20% ของน้ำมันทั่วโลกทั้งหมดมาจากที่ดังกล่าว ดังนั้นมีแนวโน้มที่ราคาพลังงานจะสูงขึ้น โดยเบื้องต้นคาดว่าจะสูงขึ้นในระยะสั้น และสูงขึ้นเพียง 5% เพราะตลาดยังมีอุปทานส่วนเกินอยู่เยอะ
อย่างไรก็ดี กระทรวงพลังงานได้เตรียมมาตรการรองรับไว้หลายอย่าง โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันที่สามารถดูแลผลกระทบในระยะสั้นได้ ขณะเดียวกันไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพออยู่ที่ 60 วัน ยืนยันว่าสามารถดูแลไม่ให้ส่งผลกระทบถึงประชาชนได้แน่นอน และยังมีเวลาเพียงพอในการหาตลาดใหม่
ด้านที่สอง การค้าสินค้าและบริการ ในส่วนสินค้ามีผลกระทบทางตรงไม่มาก เพราะการส่งออกสินค้าไปตะวันออกกลางมีไม่ถึง 4% ส่วนนำเข้าอยู่ที่ 8% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน แต่ผลกระทบทางอ้อม เช่น ค่าระวางเรือ จะกระทบการขนส่ง โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายกระทรวงพาณิชย์ให้หารือกับภาคเอกชน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับในส่วนนี้
ด้านที่สาม การท่องเที่ยว คาดการณ์ว่าในทางตรงกระทบไม่มาก เพราะไทยมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเพียง 4% ตรงกันข้ามอาจเป็นโอกาสในระยะยาวที่ไทยจะเร่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการไปเที่ยวภูมิภาคตะวันออกกลางให้หันมาเที่ยวประเทศไทยแทน
ด้านที่สี่ ตลาดทุน เมื่อเกิดสงคราม นักลงทุนจะเข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่น ทองคำ แต่เชื่อว่าผลกระทบมีไม่มาก ส่วนสินทรัพย์อีกอย่าง คือ สกุลเงินดอลลาร์ ตลาดหลักทรัพย์ของไทยขึ้นมา 17% แต่วันนี้มีรายงานว่าลดลงไปเล็กน้อย 2% แสดงว่ายังมีเสถียรภาพมาก นอกจากนี้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศไทยมีประมาน 3 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ ยังสามารถรองรับความเสี่ยงในตลาดทุนได้
ด้านที่ห้า แรงงาน กระทรวงแรงงานได้ประสานกับภาคเอกชน โดยนายกฯ ได้เน้นยํ้าให้เร่งดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังระบุด้วยว่า นายกฯ ได้มอบหมายให้วางกลยุทธ์และเร่งให้มีการติดตามอย่างใกล้ชิด โดยมอบหมายให้ตนทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชน เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก และเพื่อให้ไทยสามารถคว้าโอกาสจากภาวะที่ตะวันออกกลางกำลังเสียศูนย์ ทั้งในมิติการลงทุน การท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหารด้วย