บลจ.กสิกรไทย มองสถานการณ์ในอิหร่านกรณีเลวร้าย ปิดช่องแคบฮอร์มุซ คาดน้ำมันพุ่งแตะ 90 ดอลลาร์
บลจ.กสิกรไทย มองสถานการณ์ในอิหร่านผลกระทบการลงทุนจำกัด กรณีเลวร้าย ปิดช่องแคบฮอร์มุซ คาดน้ำมันพุ่งแตะ 90 ดอลล์ แนะจังหวะขายทำกำไร คงเป้าราคาน้ำมัน WTI สิ้นปี 69 ที่ 55 ดอลลาร์ ส่วนทองคำมีติดพอร์ต 5 -10% กระจายความเสี่ยง
วันที่ 1 มี.ค. 2569บลจ.กสิกรไทย (KAsset) ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในอิหร่าน ต่อการลงทุนในปัจจุบันยังมีจำกัด
แต่ยังต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด โอกาสเกิดสงครามระดับภูมิภาคยังอยู่ในกรอบที่จำกัด โดยแม้ฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศ จะตกเป็นเป้าหมาย แต่หากประเมินจากรูปแบบความขัดแย้งในอดีต การโจมตีลักษณะนี้มักเป็นไปเพื่อส่งสัญญาณป้องปราม มากกว่าการมุ่งเปิดสงครามทำลายล้างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม KAsset ยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
มุมมองต่อกรณีเลวร้าย (Worst scenario) กรณีปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)
ประเมินโอกาสเกิดขึ้นยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากการปิดช่องแคบจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงจีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของอิหร่านเอง จึงเป็นมาตรการที่อิหร่านพยายามหลีกเลี่ยง
อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีดังกล่าวซึ่งอาจจะกระทบแหล่งรายได้ของประเทศในกลุ่ม GCC (Gulf Cooperation Council) แต่โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ มีกลไกรองรับแรงกระแทกที่แข็งแกร่ง จากการมีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซึ่งมีขนาดใหญ่ และมีสภาพคล่องสูงพอที่จะพยุงเศรษฐกิจในประเทศ
ผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยง
น้ำมัน - รายงานจาก Bloomberg ชี้ว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันของอิหร่าน ราคาน้ำมันอาจขึ้นไปถึงระดับสูงในสภาวะ disruption ที่รุนแรง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงที่เกิดการโจมตีโดยตรงในปี 2025 ดัชนีสำคัญอย่าง Dow Jones และ S&P 500 ปรับตัวลงในช่วงสั้นๆ เท่านั้น และตลาดสามารถปรับตัวขึ้นได้หลังจากเหตุการณ์ผ่านไป 1 - 3 เดือน
คำแนะนำการลงทุนกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์
แนะนำให้ใช้จังหวะที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นโอกาสในการลดน้ำหนักการลงทุน
โดยใน กรณีฐาน (base case) มองว่าอิหร่านมีแนวโน้มจะถูกกดดันให้ยอมประนีประนอมในบางรูปแบบ เนื่องจากเป้าหมายสูงสุดของระบอบการปกครองของอิหร่านยังคงเป็นการอยู่รอดของรัฐบาลเอง
แม้ใน กรณีที่เลวร้ายกว่า เช่น อิหร่านเลือกยกระดับความขัดแย้งอย่างรุนแรงด้วยการพยายามรบกวนการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยังมองว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในกรณีดังกล่าว (WTI มีโอกาสโอกาสแตะ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) มีแนวโน้มเป็นจุดสูงสุดระยะสั้น (local peak) มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรราคาขาขึ้นที่ยืดเยื้อ เนื่องจากหากมีการใช้กำลังเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง ก็มักจะตามมาด้วยการคลี่คลายความตึงเครียดและการกลับเข้าสู่ภาวะที่ตลาดประเมินอุปทานได้เป็นปกติมากขึ้น
ที่สำคัญ ปัจจัยพื้นฐานของตลาดน้ำมันในระยะกลางยังคงมีลักษณะอ่อนตัวเชิงโครงสร้าง โดย IEA คาดว่าอุปทานน้ำมันโลกในปี 2026 จะสูงกว่าอุปสงค์ราว 3.73 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นภาวะอุปทานส่วนเกินที่มีนัยสำคัญ และจะเป็นปัจจัยจำกัดความยั่งยืนของการปรับขึ้นของราคาที่เกิดจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ภายใต้บริบทดังกล่าว ยังคงมองว่าการปรับขึ้นแรงของราคาน้ำมัน เป็นโอกาสในการขายทำกำไร / ลดสถานะ มากกว่าการไล่ซื้อในจังหวะที่ราคาเร่งตัวขึ้น โดย KAsset ยังคงเป้าหมายราคาน้ำมัน WTI ณ สิ้นปี 2026 ที่ 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แนะนำให้ลงทุนในทองคำ 5-10% ของพอร์ตการลงทุน โดยเป็นการลงทุนควบคู่กับสินทรัพย์อื่นเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการลงทุน เช่น ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อัตราเงินเฟ้อ และภาระทางการคลังทั่วโลก
ทั้งนี้ หากนักลงทุนท่านใดมีการถือทองคำมากกว่า 10% ของการลงทุนทั้งหมดเราแนะนำให้สามารถทยอยขายทำกำไรออกมาก่อนได้เช่นกัน เพราะ
- มีน้ำหนักการลงทุนมากกว่าที่เราแนะนำ
- ราคาทองคำจะมีโอกาสปรับลงภายหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย