เลขาฯ UN เรียกร้องยุติสู้รบ ก่อนความขัดแย้งในตะวันออกกลางขยายวงกว้าง
UNSC เปิดประชุมด่วน หลังสหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มอิหร่าน เลขาฯสหประชาชาติเรียกร้องลดความรุนแรงและยุติการสู้รบทันทีก่อนความขัดแย้งขยายวงกว้าง
วันที่ 1 มี.ค. 2569 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เปิดประชุมวาระฉุกเฉินในวันเสาร์ (28 ก.พ.) เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่าน ภายหลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่านในช่วงเช้าวันเดียวกัน
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) กล่าวประณามการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในครั้งนี้ รวมถึงการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านที่เกิดขึ้นตามมา โดยระบุว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของบาห์เรน อิรัก จอร์แดน คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
กูเตอร์เรส เตือนว่า ปฏิบัติการทางทหารกำลังเสี่ยงที่จะจุดชนวนเหตุการณ์ที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ในภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดแห่งหนึ่งของโลกพร้อมย้ำว่า กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศจะต้องได้รับการเคารพเสมอ
"ไม่มีทางเลือกอื่นที่ยั่งยืนไปกว่าการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติวิธี" เลขาธิการ UN ระบุ พร้อมเสริมว่า สันติภาพที่ถาวรจะเกิดขึ้นได้ผ่านทางสันติวิธี รวมถึงการเจรจาอย่างจริงจังเท่านั้น
เลขาธิการ UN ยังกล่าวด้วยว่า การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล เกิดขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นการเจรจาทางอ้อมรอบที่ 3 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านโดยมีโอมานเป็นตัวกลาง ซึ่งเดิมทีมีการเตรียมการสำหรับความร่วมมือทางเทคนิคที่กรุงเวียนนาในสัปดาห์หน้า และตามด้วยการเจรจาทางการเมืองรอบใหม่"ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่โอกาสทางการทูตครั้งนี้ถูกทำลายลง"
นอกจากนี้ เลขาธิการ UN ได้เรียกร้องให้มีการลดระดับความรุนแรงและยุติการสู้รบทันที โดยเตือนว่า หากไม่ทำเช่นนั้น ทางเลือกที่เหลือคือความขัดแย้งที่อาจขยายวงกว้าง ซึ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อพลเรือนและเสถียรภาพของภูมิภาค
พร้อมกระตุ้นให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยเฉพาะประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ทางด้าน อามีร์ ซาอิด อิราวานี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ กล่าวว่าการโจมตีครั้งนี้เป็น การรุกรานที่ไม่มีการยั่วยุและมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าต่ออิหร่านเป็นครั้งที่สองในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นการโจมตีพื้นที่พลเรือนที่มีประชากรหนาแน่นในหลายเมืองใหญ่โดยเจตนา ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายร้อยราย
"ไม่มีข้ออ้าง คำกล่าวหา หรือการบิดเบือนข้อมูลใด ๆ ที่จะมาสร้างความชอบธรรมให้กับการก่ออาชญากรรมและการรุกรานที่ชัดเจนนี้ได้" อิราวานีกล่าว
พร้อมชี้ว่าการโจมตีนี้ถือเป็นสงครามต่อระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศที่สหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงฯ ร่วมกันสร้างมานานกว่า 8 ทศวรรษ
ขณะที่ นายฟู่ ฉง ผู้แทนถาวรจีนประจำสหประชาชาติ แสดงความกังวลอย่างลึกยิ่งต่อความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้น โดยเน้นย้ำว่าจีนคัดค้านและประณามการใช้กำลังหรือการขู่ว่าจะใช้กำลังในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมกล่าวเสริมว่า อธิปไตย ความมั่นคง และบูรณภาพแห่งดินแดนของอิหร่านและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคต้องได้รับการเคารพ
ส่วน วาสิลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ กล่าวว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ และอิสราเอลคือการรุกรานด้วยอาวุธต่อรัฐสมาชิก UN ที่มีอธิปไตยและเอกราช ซึ่งเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศอย่างสิ้นเชิง พร้อมเสริมว่าก้าวย่างที่ไร้ความรับผิดชอบนี้ได้ทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในตะวันออกกลาง และถือเป็นการทรยศต่อวิถีทางทางการทูต