ตั๊ก-เกวลี จุติปัญญา วิศวกรหญิงผู้ลุกขึ้นสู้กับการคุกคาม และปกป้อง ‘นักเรียนไทยในอังกฤษ’
ชีวิต ‘นักเรียนนอก’ อาจเป็นภาพในฝันของใครหลายคน แต่ใครจะรู้ว่า ณ ประเทศโลกที่หนึ่งนั้น ก็ยังมีความรุนแรงฝังรากอยู่ ซึ่งหากไม่ใช่นักเรียนนอกหรือคนนอกที่ไปอยู่ที่นั่น อาจไม่ได้รับรู้หรือสัมผัส
ตั๊ก-เกวลี จุติปัญญา ก้าวเท้าเข้าสู่สหราชอาณาจักรในฐานะนักเรียนทุนปริญญาเอกผู้เต็มไปด้วยความหวัง เธอคือวิศวกรนักขับเคลื่อนที่ปรารถนาจะศึกษาโครงสร้างที่แข็งแรงของประเทศโลกที่หนึ่ง แต่กลับได้พบว่า ภายใต้สถาปัตยกรรมทางการศึกษาที่งดงามหรือสังคมที่ดูชวนฝัน มีโครงสร้างของความรุนแรงที่กัดกิน ‘ผู้หญิง’ ซุกซ่อนเอาไว้ไม่น้อยกว่าสังคมอื่นๆ
ความรุนแรงในนิยามของตั๊ก ไม่ใช่เพียงการปะทะด้วยกำลัง หรือการมีรอยช้ำเป็นหลักฐาน แต่มันยังรวมถึงความรุนแรงทางวาจา การบงการและปั่นประสาท (Manipulation) การคุกคามทางจิตใจ (Psychological abuse) การ ‘กรูมมิ่ง’ (Grooming) ที่เริ่มต้นด้วยความหวังดีและโอกาสทางวิชาการ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นการทำร้ายที่สาหัสกับจิตใจ
เธอเผชิญกับความรุนแรงด้วยตัวเอง ผ่านสถานการณ์ที่ขยับเพดานความอดทนขึ้นทุกวัน และในฐานะ ‘ตัวแทนนักเรียน’ เธอก็เริ่มได้รับรู้ถึงความรุนแรงที่เกิดกับเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ตั๊กพบว่าสำหรับนักเรียนในต่างแดน ความอยุติธรรมมักมาพร้อมกับ ‘ความเงียบ’ ที่ถูกยัดเยียดให้ และเสียงร้องขอความช่วยเหลือก็เป็นเสียงที่เบาบางเหลือเกินในสายตาของใครหลายคน
เมื่อความรุนแรงปรากฏขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด เธอจึงตัดสินใจก่อตั้งสหภาพนักเรียนไทยในอังกฤษ เพื่อคอยรับเรื่อง ให้การสนับสนุน และสร้างอำนาจการเข้าถึงความช่วยเหลือให้เหยื่อความรุนแรง
Mirror Thailand ชวนคุณอ่านบทสัมภาษณ์ ตั๊ก-เกวลี จุติปัญญา ผู้หญิงที่เปลี่ยนความกดขี่ทางเพศ ความบอบช้ำให้กลายเป็นพิมพ์เขียวแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อบอกกับเราทุกคนว่า ‘ความรุนแรง’ ไม่ว่าในรูปแบบใด ไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ และผู้หญิงไม่จำเป็นต้องจ่ายให้กับเรื่องร้ายๆ ด้วยความฝัน ด้วยความหวาดกลัว หรือการสูญเสียตัวตนอีกต่อไป
Q: อยากให้คุณเล่าให้ฟังหน่อยว่าไปเรียนที่อังกฤษได้อย่างไร มีความฝันอะไร
A: ตั๊กเป็นวิศวกรโยธา ทำงานเป็นที่ปรึกษา และขณะเดียวกันก็เป็นวิศวกรนักขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาระบบคมนาคมเมืองไทย พอทำงานจนถึงจุดอิ่มตัว ก็รู้สึกว่าอยากได้ความรู้ในเชิงเทคนิคเพิ่ม เลยไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ เมื่อเพอร์ฟอมานซ์การเรียนและทำงานค่อนข้างดี ก็เลยได้รับข้อเสนอทุนของอังกฤษให้เรียนปริญญาเอกต่อ เป็นทุนฟรีไม่ต้องใช้คืนที่สนับสนุนค่าใช้จ่ายรายเดือนด้วย ตั๊กรู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ดีก็เลยไปต่อเลยค่ะ
ตั๊กชอบเรียนและทำงานต่างประเทศอยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่าต่างประเทศมีพื้นที่ มีโครงสร้างและสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการเจริญเติบโตสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ตั้งใจพัฒนาตัวเองอย่างมุ่งมั่น แถมอังกฤษก็เป็นหนึ่งจุดหมายในการเรียนรู้เพิ่มเติม เราอยากเรียนรู้ระบบโครงสร้างเมืองของเขา แต่เมื่อเรียนไปแล้ว เราไม่คิดเลยว่าจะได้เจอบางเรื่องที่เกี่ยวกับทั้งสังคม วัฒนธรรม โครงสร้างกฎหมาย และระบบการช่วยเหลือที่ไม่คาดฝัน
Q: อะไรคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับภาพความคาดหวังของคุณ สำหรับการเรียนต่อในประเทศโลกที่หนึ่งอย่างอังกฤษ
A: ในฐานะนักเรียนต่างชาติ ชนชั้นเราต่ำต้อยมาก กระบวนการต่างๆ ทั้งในการเรียนหรือชีวิตประจำวันมันไม่ง่ายเลย เช่น จะไปลงพื้นที่เก็บข้อมูลข้างนอกมหาวิทยาลัย ก็ต้องรีพอร์ตว่าไปไหนมา เมื่อไร อย่างไร และขออนุญาติก่อนไปด้วย จะลาก็ต้องรีพอร์ตเมื่อกลับมาแล้ว ต้องประชุมแบบตัวต่อตัวอย่างน้อยเดือนละครั้ง ในขณะที่ถ้าเป็นคนพื้นที่หรือเป็นคนอังกฤษจะไม่ต้องเจอระบบเดียวกัน
ตั๊กรู้สึกว่าการอยู่อังกฤษทำให้เราต้องเข้มแข็ง เพราะเวลามีปัญหาอะไร มันไม่มีที่รองรับ และติดต่อใครไม่ได้ การเป็นคนไทยหรือนักเรียนไทยในอังกฤษ เราไม่มีอำนาจการต่อรอง เหมือนเป็นคนนอก ทำให้ไม่มีปากมีเสียง ขณะเดียวกันนักเรียนไทยก็มักรู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา และต้องสู้เพื่อสิทธิความชอบธรรมของตัวเองเสมอ แม้กระทั่งในกรณีที่เราเป็นฝ่ายถูกกระทำความรุนแรง
อีกอย่างหนึ่งคือวัฒนธรรมจากบ้านเรา อาจไม่ได้ฝึกให้เป็นคนที่สู้เพื่อสิทธิของตัวเอง เพราะถ้าสู้ปุ๊บเราก็จะโดนกด กลายเป็นว่าวัฒนธรรมของคนเอเชียหรือคนไทย ถ้าเจออะไรก็จะปล่อยๆ ไป พอไม่ต่อสู้ ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการตั้งคำถาม
สิ่งที่ตั๊กและนักเรียนคนอื่นเจอก็คือ มันไม่มีกฎเกณฑ์สำหรับการซัพพอร์ตกรณีที่มีการคุกคามเกิดขึ้น ไม่มีลู่ทางที่บอกว่าถ้าคุณเป็นเหยื่อของการคุกคามทางเพศ คุณโดนทำร้าย หรือกระทำความรุนแรงจะทำยังไง ไม่มีบอกว่าต้องไปหาใคร หรือใครเป็นผู้ให้การดูแลสนับสนุน จากระบบที่ดูเจริญ กลับกลายเป็นว่าเรารู้สึกเหมือนไม่มีอะไรรองรับ หรืออาจต้องบอกว่ามันมี แต่ไม่ใช่สำหรับเรา ในเรื่องของการเหยียดชนชาติมันก็เยอะ
Q: การเรียนในสาขาที่มักขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่ของ ‘ผู้ชาย’ คุณพบความยากไหม ในสังคมตะวันตกที่คนไทยชอบมองว่าศิวิไลซ์กว่า ยังพบเลเยอร์เรื่องเพศมาบดบังความสามารถและการเติบโตของผู้หญิงหรือเปล่า
A: แม้ว่าอังกฤษจะมีระบบที่บอกว่าคุณไม่สามารถเลือกปฏิบัติกับคนด้วยความแตกต่างทางเพศสภาพ เชื้อชาติ หรือศาสนา และมีกฎหมายแยกเพื่อกำหนดไม่ให้เกิดการตีตราอัตลักษณ์ทางเพศใคร แต่ในความเป็นจริง ผู้หญิงก็ยังต้องเจอความท้าทายอยู่ดี เหมือนว่าเขาไม่ได้วัดเราที่ศักยภาพ เราต้องพิสูจน์ซ้ำๆ ซากๆ และเสียงของผู้หญิงมักถูกด้อยค่า มีน้ำหนักน้อยกว่าโดยอัตโนมัติ
อีกอย่างคือในสังคมมหาวิทยาลัยยังไม่มีการสร้างความเข้าใจเพียงพอเรื่องความรุนแรงและการคุกคามทางเพศ ยิ่งอยู่ในแวดวงสาขาที่มีผู้ชายเยอะ หลายคนไม่รู้ว่าคำพูดแบบไหน ลักษณะการทำตัวแบบไหน ที่เรียกว่าคุกคามหรือทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ปลอดภัย ในหมู่นักเรียนเอง คนที่ได้อบรมเรื่องพวกนี้คือคนที่เป็นตัวแทนนักเรียนอย่างตั๊ก แต่กับกลุ่มบุคลากร หรือนักเรียนทุกคนในระดับมหาวิทยาลัยจะไม่ได้อบรมเรื่องนี้
ลองจินตนาการตามว่า ในสาขาของตั๊กต้องไปลงหน้างาน ดูกรณีศึกษาจากไซต์ก่อสร้างจริง พอเราเป็นผู้หญิง ก็มักจะโดนแซว ทีนี้พอปัญหาเยอะ ทำให้เด็กรู้สึกไม่ปลอดภัย มหาวิทยาลัยก็จะโดนฟ้อง กลับกลายเป็นว่าไม่ค่อยสนับสนุนให้ผู้หญิงออกไปหน้างาน จะให้ผู้หญิงนั่งโต๊ะไปเสียส่วนใหญ่ จะได้ไม่มีปัญหาตามมา
Q: ตอนไหนที่คุณเริ่มเจอกับความรุนแรงด้วยตัวเอง
A: ความรุนแรงที่ร้ายแรงที่สุดที่เจอกับตัว ไม่ใช่ความรุนแรงที่เกิดทางกายภาพ แต่คือการบงการ (manipulation) คือการถูกปั่นประสาท และถูกกรูมมิ่ง (grooming: พฤติกรรมที่ผู้กระทำเข้าหา ตีสนิท หรือสร้างความเชื่อใจเพื่อกระทำความรุนแรงภายหลัง) ทำให้เราเชื่อว่าคนนี้เป็นคนดี ต้องทำตามเขา หรือทำให้เราเห็นใจจนคิดว่าต้องช่วยเขา
ความน่ากลัวของกรณีแบบนี้คือการที่เขาเข้ามาเป็นเพื่อน และมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจบางอย่าง เช่น เป็นอาจารย์ เป็นคนที่มีความสัมพันธ์กันผ่านหน้าที่การงาน บางคนอาจจะเข้ามาเสนอว่าเราทำงานด้วยกันได้นะ เสนอเงินให้ บอกว่าจะชวนไปทำโครงการต่างๆ เหมือนมาในรูปแบบของความก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน การมีตำแหน่งที่สูงขึ้น การได้โอกาสทำอะไรมากขึ้น แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นประสบการณ์อีกอย่าง
กรณีที่เกิดขึ้นกับตั๊กและทำให้ดำเนินการฟ้องมหาวิทยาลัยอยู่จนตอนนี้ เขามีสถานะเป็นนักวิจัย คล้ายเป็นอาจารย์ที่ถูกเชิญมา เขาเริ่มด้วยการเอาเรื่องมาให้ช่วย ในช่วงแรกๆ ก็มีแต่งาน โดยเราเริ่มรู้สึกว่าเราเอาแต่ช่วยเขาอย่างเดียวเลย จากนั้นก็เริ่มกดดันด้วยการบอกว่าจะฆ่าตัวตาย ซึ่งหลายๆ อย่างทำให้เราเชื่อ
ตั๊กเริ่มเอะใจเพราะวันหนึ่งเขามาขอให้ช่วยเช็คแอคเคาท์แอปพลิเคชัน X ให้หน่อย แต่ปรากฏว่าเป็นแอคเคาท์ที่เขาใช้โพสต์ภาพนู้ดและภาพกิจกรรมทางเพศทั้งหมดของตัวเอง เขาให้เราไปเช็คว่ามันยังเข้าได้อยู่ไหม ซึ่งตั๊กเข้าไปแล้วพบว่านอกจากรูปของเขาแล้ว ยังมีรูปเหยื่ออีกหลายคน ที่เขาเอาไปโพสต์โดยไม่ปกปิดใบหน้า พอตั๊กเริ่มตีตัวออกห่าง ทำทีเหมือนว่าเรายุ่ง หาเรื่องย้ายที่อยู่ เขาก็บอกว่าจะมาบุกห้อง จนเราต้องบอกไปว่าแจ้งความแล้ว
ตั๊กโทรหาตำรวจจริงๆ แต่ได้รับการตอบรับยากมากเพราะพอเป็นเรื่องเด็กนักเรียน เขาจะอยากให้จัดการภายในมหาวิทยาลัย ตำรวจจะบอกว่าไม่เกี่ยวข้อง ทำให้ตั๊กต้องโทรหาตำรวจถึงสี่รอบ รอประมาณครึ่งชั่วโมงทุกรอบ ในขณะที่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นอาจจะมาบุกห้องได้ตลอดเวลา ตำรวจก็โยนเคสไประหว่างเมืองวุ่นวายไปหมด เหมือนทำงานกันไม่เป็น โทรอย่างนั้นจนได้เจอตำรวจที่รับฟัง ตำรวจคนนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เคยรับการอบรมเรื่อง Domestic Violence (ความรุนแรงในอาณาบริเวณ) มาก่อน เขาเลยเข้าใจและรับเคสไป
Q: นอกจากสิ่งที่เกิดกับตัวเองแล้ว คุณพบความรุนแรงเกิดกับคนอื่นรอบตัวอย่างไรบ้าง
เรามีเพื่อนที่เรียนปริญญาเอกด้วยกันเป็นคนจีน เพื่อนถูกอาจารย์ชวนไปประชุมที่บ้าน แล้วอาจารย์ก็เข้ามาสัมผัสใบหน้า และตัวเพื่อน เพื่อนคนนี้ไม่ได้บอกตั๊กแต่แรกหรอก แต่จู่ๆ เขาก็มาขอให้ตั๊กช่วยอ่านอีเมลให้ เพราะเขาไม่คล่องภาษาอังกฤษ ตั๊กเป็นตัวแทนนักเรียนของเด็กปริญญาเอกวิศวกรรม คนเข้ามาให้ช่วยเล็กๆ น้อยๆ ตลอดอยู่แล้ว ก็เลยอ่านให้ ที่ผิดสังเกตคือเขาขอให้ทำแบบนี้สองรอบ และจากอีเมลที่เราอ่าน มีบางอีเมลจากอาจารย์เกี่ยวกับการเรียนและงานปกติ แต่อาจารย์ถามว่าคุณว่างไหม เขาจะไปประชุมที่นี่พอดี คุณจะไปหรือเปล่า ทำทีเหมือนชวนท่องเที่ยว จนตั๊กต้องถามเพื่อนว่ามีอะไรหรือเปล่า อยากคุยอะไรบอกได้นะ
เพื่อนคนนั้นหายไปครึ่งชั่วโมงก่อนจะกลับมาเล่าเรื่องที่อาจารย์ชวนไปบ้านให้ฟัง พอถามว่ามีอะไรมากกว่านั้นไหม เขาก็อึกอัก จากนั้นก็ร้องไห้ออกมา ตั๊กเลยบอกว่าเราไปรีพอร์ตเรื่องนี้กันเถอะ แต่เขาก็ไม่กล้า เพราะกลัวว่าจะมีชื่ออยู่ในระบบ กลัวในอนาคตคนรู้ว่าตัวเองเคยโดนคุกคามทางเพศ แล้วจะทำให้เรียนไม่จบ เพราะค่าเทอมแพงมาก
สุดท้ายตั๊กก็ไปรีพอร์ตแทนเพื่อน ใช้ชื่อตั๊กเอง ทำแบบนี้หลายคนแล้ว ที่ทำอย่างนั้นเพราะตั๊กเข้าใจว่ามันยาก พูดแล้วก็จะร้องไห้อยู่เลย การเป็นเหยื่อมันเหมือนมืดแปดด้านและเต็มไปด้วยผลกระทบนะ ทั้งการเรียน วีซ่า ชีวิต หน้าตาในสังคม แล้วการเรียนปริญญาเอกมันใช้เงินเยอะมาก เด็กบางคนมาเรียนด้วยเงินก้อนสุดท้ายที่พ่อแม่เขาให้ด้วย
แต่สิ่งที่แย่ก็คือพอเกิดเรื่องแล้ว ตั๊กต้องพยายามไปอ่านกฎมหาวิทยาลัย ดูว่าจะได้รับความช่วยเหลือยังไง แต่พบว่ามันไม่มีเลยจริงๆ ไม่มีโครงสร้างเรื่องนี้
Q: แล้วกระบวนการที่พอจะมีหรือทำได้เมื่อใครสักคนเจอความรุนแรงคืออะไร
A: คุณต้องทำไปตามกระบวนการยื่นเรื่อง ต้องเขียนร้องทุกข์อย่างเป็นทางการเหมือนภาษากฎหมายเลย คือเขียนอิงไปตามระเบียบในมหาวิทยาลัยว่าเรื่องนี้ผิดหรือไม่ตรงตามกฎเกณฑ์ข้อไหน จากนั้นก็ต้องตามเรื่องเอง ทำเองหมด ทุกวันนี้เรื่องก็ยังเดินอยู่เลย ในกรณีของตั๊กเอง ผู้ชายคนนั้นก็ยังใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยเหมือนเดิม แค่อยู่คนละมหาลัย ยังไม่มีใครติดต่อตั๊กกลับมาว่าเดินเรื่องไปถึงไหนแล้ว
ความซับซ้อนก็คือ ในกฎมหาวิทยาลัย มันมีเขียนระบุว่ามหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการดูแล หรือ duty of care ต่อนักเรียน แต่ duty of care ที่ว่าคืออะไรต้องไปตีความกันเอง ไม่ได้ระบุอะไรไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องความรุนแรงหรือการคุกคามทางเพศ
Q: พอเป็นผู้ที่เจอความรุนแรงด้วยตัวเอง เป็นผู้ที่พยายามเดินเรื่องแทนเพื่อนๆ คุณมีข้อเสนออย่างไร มหาวิทยาลัยควรทำอะไรได้มากกว่านี้บ้าง
A: ตั๊กมีโอกาสได้ติดต่ออาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งที่เขาพยายามหันมาสู้เรื่องการคุกคามทางเพศในมหาวิทยาลัย เราบอกเขาตั้งแต่กรณีที่เกิดกับตัวเองและที่เราเห็น ไปจนถึงสิ่งที่ตั๊กยื่นเรื่องไป
ข้อเสนอเชิงปฏิบัติของตั๊กคืออยากให้เปลี่ยนจากคำว่า duty of care มาระบุแยกย่อยเป็นรูปธรรมไปเลย และต้องมีคนมาสนับสนุน มาดูแล มาเป็นตัวแทนในการสื่อสารและติดตามกรณีที่เกิดขึ้น รวมถึงต้องมีกรอบเวลาในการดำเนินการที่ชัดเจน หรือการส่งจดหมายขอโทษที่ออกด้วยหน่วยงานมหาวิทยาลัย หากทำอย่างนี้เมื่อมีนักศึกษาได้รับความรุนแรง มหาวิทยาลัยก็จะได้ตอบรับสถานการณ์ถูกและฉับไว เช่น อาจารย์คนที่ถูกกล่าวหาว่าทำความรุนแรง กับนักศึกษาต้องถูกจับแยกกัน นักศึกษาต้องได้เปลี่ยนอาจารย์ทันที โดยไม่ต้องรอเวลาเป็นปี เป็นต้น
นอกจากกฎระเบียบมหาวิทยาลัย ยังมีกฎหมายหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกรมแรงงาน ในฐานะที่ตั๊กเคยเป็นผู้ช่วยสอนในมหาวิทยาลัยเช่นกัน ทำให้เราสามารถฟ้องร้องในฐานะคนทำงานได้ ซึ่งจะแรงกว่าของมหาวิทยาลัย กฎหมายเกี่ยวกับแรงงานบอกไว้ชัดเจนว่าผู้ที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบแรงงาน ต้องดูแลเรื่องนี้และไม่ให้มันเกิดขึ้น ต้องทำทุกทาง ทั้งป้องกันการเกิดปัญหาด้วยการจัดอบรม หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องรับผิดชอบแรงงานด้วยการเป็นคนดำเนินการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งการเป็นนักเรียนมันทำอะไรแบบนี้ไม่ได้ และนี่ยังไม่ต้องพูดถึงความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษและความสามารถด้านการประกอบความคิดของคนเราไม่เท่ากันอีก มันต้องใช้พลังงานครบทุกด้าน
Q: ตอนนี้คุณและเพื่อนๆ อีกจำนวนหนึ่งกลายเป็นพื้นที่ร้องทุกข์อย่างไม่เป็นทางการ ในขณะเดียวกันก็เป็นทางการมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วยสะท้อนให้ฟังหน่อยว่าคุณได้พบเห็นความรุนแรงลักษณะไหนบ้าง
มีผู้หญิงมาเล่าให้เราฟังหลายคนมาก ตั้งแต่การใช้ความรุนแรงด้วยวาจา (verbal abuse) เช่น ผู้หญิงมุสลิมชาวกรีกที่ไปรอละหมาด แต่เจอผู้ชายมาบอกว่าห้ามมานั่งตรงนี้ อย่ามาอยู่ในพื้นที่ศาสนา แล้วก็โดนไล่ โดนด่าเสียงดังใส่ หรือคนที่ต้องออกไปเรียนข้างนอก ไปไซต์ทำงานแต่เจอการพูดจาคุกคาม เพื่อนผู้ชายที่มาจากประเทศที่จัดว่าชายเป็นใหญ่ เคยพูดกับตั๊กว่า “เมนส์คือข้ออ้างของผู้หญิงขี้เกียจ”
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือการ grooming ในพื้นที่อย่างมหาวิทยาลัย เรื่อง power imbalance (ภาวะความไม่สมดุลทางอำนาจ) มันเยอะ เราจะพบเห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจอยู่ทุกที่ ของพวกนี้ถ้ามีความรุนแรงเป็นส่วนประกอบมันก็เป็นการคุกคามทางจิตใจ
กระบวนการมันเริ่มต้นจากการสร้างความสัมพันธ์ พอใกล้ชิดขึ้นจนเหยื่อเชื่อ เขาก็จะเริ่มหลอกใช้งานหรือหาผลประโยชน์บางอย่าง บางครั้งอาจพ่วงด้วยการบงการ เช่น เอาเรื่องส่วนตัวมาให้ทำ พร้อมกับหว่านล้อมให้ห้รู้สึกว่าเราต้องเห็นใจเขา เพราะพอคนมีความเห็นอกเห็นใจให้ บางครั้งก็จะอยากหาทางออกให้กับคนอื่นเมื่อมีปัญหา เมื่อผู้กระทำเล็งให้ในจุดนี้ เขาจะเริ่มดึงเราเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ
โชคดีที่เราก็พอมีความรู้เรื่องนี้บ้าง และหมอประจำตัวได้รับการฝึกด้านนี้มาดี เลยมีคนให้แลกเปลี่ยนและตอกย้ำความเข้าใจด้านนี้ด้วย ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์กับตัวเองและคนรอบตัว ตั๊กก็เลยตัดสินใจติดต่อองค์กรที่ดูแลเรื่องการคุกคามทางเพศของอังกฤษไป เขาดูแลการอบรมผู้คนเพื่อต่อต้านการคุกคามทางเพศในสถานที่ทำงานของอังกฤษ ตั๊กก็ไปสอบไปอบรมมา จนตอนนี้ตั๊กได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตด้านการป้องกันและต่อต้านการคุกคามทางเพศ ก็เป็นเหมือนตัวแทนด้านนี้ในสังคมที่ตั๊กอยู่ และมันก็ช่วยให้เรารู้พวกกฎเกณฑ์ หรือข้อที่สามารถใช้ต่อรองกับมหาวิทยาลัยและสถานการณ์ทำงานทั่วไป
Q: ทำไมฟังดูเหมือนว่ากระบวนการร้องเรียน ช่วยเหลือ เยียวยา เป็นเรื่องที่คุณต้องรับผิดชอบด้วยตัวเองเยอะมาก ในฐานะนักเรียนไทยในต่างประเทศมันน่าจะมีองค์กรที่คอยซัพพอร์ตเราได้บ้างไม่ใช่หรือ
A: ไม่มีค่ะ อย่างมหาวิทยาลัย บางแห่งเขาก็จะบอกว่าไม่สามารถดำเนินการได้ ปัดตก พอโทรหาหน่วยงานรัฐของไทยในต่างประเทศ แล้วถามว่าสามารถช่วยเหลืออะไรเราได้บ้าง แนะนำอะไรได้บ้างเขาก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องของเขา แล้วก็ต่อว่ากลับมาเยอะเลย ยกตัวอย่างคือ น้องบอบบางเหรอ หรือ โทรมาทำไม
คือกลายเป็นว่าคนไทยด้วยกันก็ไม่สนับสนุนกัน เราไม่มีหน่วยงานหรือระบบโครงสร้างของประเทศของเราที่จะดูแลเราด้วย คนทำงานก็ไม่มีความรู้ ต่างกับตอนโทรหาหน่วยงานที่อเมริกามากคนไทยมีอะไรก็ตาม เค้าแนะนำดี เสนอช่องทางให้เราดำเนินการด้วย
Q: สำหรับคุณแล้ว การที่คนเข้าใจคำว่า ‘ความรุนแรง’ โดยเห็นแต่สิ่งที่เกิดขึ้นทางกายภาพ เห็นการตบตี แต่ไม่เห็นความรุนแรงที่เกิดกับจิตใจ หรือรูปแบบอื่นๆ มันสร้างผลกระทบยังไง
A: เมื่อเราไม่ได้ให้คุณค่ากับความเจ็บปวดทางจิตใจ เหยื่อจะถูกทำให้เงียบ เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาจะสื่อสารออกมาอย่างไร เพราะพอพูดแล้วก็เจอผลกระทบ เจอความไม่เข้าใจ หรือรู้สึกแย่หนักกว่าเก่า อย่างที่ตั๊กบอกไปว่าผลกระทบเรื่องนี้มันไล่ได้ยาวมาก วีซ่า สถานะทางการเรียน ความสัมพันธ์กับอาจารย์ ตำแหน่งหน้าที่การงาน ความก้าวหน้าทางอาชีพ หรือบางคนอาจพลาดทุนอีก
แต่ตั๊กจะบอกว่าเท่าที่ตั๊กเจอและได้รับฟังมา ส่วนใหญ่ที่เกิดมันเป็นเรื่องของความรุนแรงทางจิตใจ หรือเป็นการคุกคามทางจิตวิทยา (psychology abuse) ด้วยซ้ำ กรณีแบบนี้บวกกับความไม่เข้าใจในสังคม ยิ่งทำให้เหยื่ออธิบายออกไปได้ยาก คือจะต้องมานั่งแจกแจงว่าเมื่อผู้กระทำไม่ได้ใช้กำลังบังคับให้เราทำ ทำไมเราถึงยอมทำ เหมือนไปถามคนที่ยอมอยู่กับสามีที่ตบตี ไม่เลิกสักที เพราะวันนึงสามีดีดูเหมือนคนปกติขึ้นมา ไหนจะปัจจัยเรื่องลูกและความเป็นอยู่ บางทีคนไม่รู้ว่านี่คือรูปแบบ (pattern) ถ้าไม่มองย้อนกลับไปแล้วเห็นว่าเกิดซ้ำ จะไม่รู้เลย ว่านี่คือการคุกคาม
เรื่องเหล่านี้ซับซ้อนในระดับสังคมและวัฒนธรรมด้วย อย่างการสื่อสารของคนอังกฤษ เขามักจะไม่พูดแค่ใช่หรือไม่ yes or no แต่เขามักจะพูดประมาณว่า ถ้าหากทำแบบนี้ก็อาจจะสนับสนุนเรื่องนี้ได้ดี มันมีวาจาแบบเลี่ยงบาลีเยอะ ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา เขาก็จะหลบเลี่ยงว่า ฉันไม่ได้ชี้เป็นชี้ตาย ไม่ได้บอกว่า yes or no นี่นา แต่ถ้าตามกฎหมายมันมีข้อกำหนดด้านความรุนแรงที่ไม่ใช่ต่อร่างกายอยู่ แต่ถึงแม้ว่ามี ก็ยังต้องไปถกและให้การให้เห็นภาพด้านนี้อยู่ดี และไม่ใช่ผู้พิพากษาทุกคนจะสนใจ
กลายเป็นว่าความรุนแรงลักษณะนี้มันไต่เส้น มันมีการใช้ความกำกวมซับซ้อนเพื่อทำให้รู้สึกว่าเหยื่อเป็นผู้ให้ consent แล้วลองคิดดู ยิ่งเป็นผู้หญิงไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ บางคนไปทำงานในครัว ร้านอาหารไทย เขาก็โดนกันหนัก แต่หากว่าเขาภาษาอังกฤษไม่คล่อง เขาก็ต้องจำใจยอม มากสุดเขาก็ย้ายงาน ไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่มีเงินน่ะ สื่อสารก็ลำบาก
Q: ดูเหมือนว่าผลกระทบอีกอย่างคือ พอขาดความเข้าใจ ก็มีโอกาสที่จะเจอความยากหรือความรุนแรงซ้ำในกระบวนการร้องเรียนขอความช่วยเหลือ
ใช่ค่ะ มันปรึกษาใครไม่ได้เลย คือมันตันตั้งแต่เกิดเรื่อง แค่คิดจะสู้ก็ตันแล้ว อันดับแรกโทรหาตำรวจให้ติดให้เขารับเรื่องมันยังยากเลย ผลกระทบก็คือสภาพจิตใจเราถูกบั่นทอนมากๆ ตั้งแต่ต้นทางไปยันทุกส่วน เราต้องโทรต้องสู้อยู่อย่างนั้น แล้วยังต้องพยายามโน้มน้าวให้เขาเชื่อ ต้องพูดแต่เรื่องเดิมๆ อยู่เป็นร้อยเป็นพันรอบให้คนเชื่อ หรือเพื่อแค่ให้คนรับฟัง
คือบางทีความเจ็บปวดมันบรรยายออกมาไม่ได้เลย ทรมานมาก จะนอนก็วนอยู่ในหัว ทำงานก็วนอยู่ในหัว เต็มไปด้วยความกลัวว่าสุดท้ายแล้ว ถ้าไม่มีคนเข้าใจเลยทำไงวะ ทำงานต่อได้ไหม บางคนสุขภาพจิตดำดิ่งมาก ไปถึงขั้นคิดอยากฆ่าตัวตาย ตั๊กเองก็เคยเห็นภาพบีบคอตัวเองตาย เกิดมาไม่เคยเห็นแบบนั้น ตั๊กแค่จะบอกว่าในเวลาแบบนั้นมันเครียดได้ถึงขั้นนั้น และเราเคยไม่รู้เลยจนกระทั่งเราได้รับผลกระทบขึ้นมาจริงๆ
รู้ไหมว่าตอนนี้เพื่อนคนจีนที่ตั๊ก เราก็ไม่รู้เขาอยู่ไหน หรือมีบางคนที่ทะเลาะกับอาจารย์ที่ปรึกษาของตัวเอง แล้วเรียนต่อไม่ได้เลย มีกรณีนี้เด็กไทยหลายคนเพราะเขาถือชีวิตเราไว้เลย จะประชุมอะไรก็ต้องผ่านเขา จะต้องขอการรับรองอะไรก็ต้องผ่านเขา เขาควบคุมชีวิตเราไว้เลย
จะคิดว่าก็ไปเรียนใหม่หรือย้ายไปเรียนที่อื่นสิ นี่ก็เรื่องใหญ่อีก โดยเฉพาะถ้าเป็นพวกเด็กทุน โอ้โห คุณต้องทำเรื่องหลายกระทรวง ทำเรื่องออกเอกสารจำนวนมากกว่าจะได้ย้าย หรือถ้าอยากฟ้องก็เรื่องใหญ่อีก ทีนี้คุณก็ต้องไปเขียนเอกสาร ไปนั่งหาทนาย จ่ายเงินอีกมากมาย ซึ่งหลายคนที่มาเรียนต่างประเทศไม่ได้แปลว่าเขามีเงินมากพอ ส่วนใหญ่ก็จะยอมแพ้ให้กับเรื่องแบบนี้ อาจยอมแพ้ตั้งแต่ขั้นตอนโทรหาตำรวจแล้ว อันที่จริงคงยอมแพ้กันตั้งแต่คิดแล้ว
Q: กลุ่มที่ช่วยกันรับร้องเรียนและให้ความช่วยเหลือตอนนี้มีใครบ้าง ดูแลเรื่องอะไรบ้าง
A: ตอนนี้เราตั้งเป็นสหภาพ เพราะจะได้ช่วยให้คนที่เจอปัญหาเข้ามาติดต่อได้ง่ายขึ้น ส่วนใหญ่ที่รวมตัวกันเป็นเด็กไทยด้วยกันเอง มาจากหลายมหาวิทยาลัย จะมีคนที่ช่วยมาดูเรื่อง mental health หรือซัพพอร์ตจิตใจเวลาใครเข้ามาร้องเรียนแล้วดูต้องการความช่วยเหลือ มีโฆษกที่เป็นเหมือนหน่วยรับเคสเหมือนเรา คนนี้ก็จะช่วยเข้าไปรับทราบเรื่องและตอบรับด้วยข้อความที่ไม่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ กระทั่งเวลามีตรงไหนที่พูดเรื่องความรุนแรง หรือเมนชั่นกลุ่มของเราขึ้นมา เขาก็จะช่วยไปสื่อสารว่าเรามีพื้นที่มีสหภาพอยู่นะ นอกจากนี้ก็มีที่ปรึกษาด้านกฎหมาย มีคนที่ช่วยคุยกับหน่วยงานราชการ และยังมีเพื่อนๆ ที่มาช่วยดูแลภาพรวม
เราเปิดเป็นสหภาพ พื้นที่คือกลุ่มปิดบนเฟสบุ๊ก เพราะว่ามันเป็นอย่างอื่นไม่ได้แล้ว เราเห็นว่ามีคนต้องการความปลอดภัย เราเลยพยายามจะจดทะเบียนให้มันเป็นองค์กรอิสระในอังกฤษ พยายามไปสร้างความร่วมมือ ทำ MOU กับกับกลุ่มและกระทรวง รวมถึงสื่อสารกับเครือข่ายต่างๆ ว่าถ้าเขาเห็นเคส หรือรับทราบเรื่องอะไรให้ส่งมาที่เรา พูดง่ายๆ คือเราพยายามจะเข้าถึงเด็กไทยให้มากขึ้น โดยใช้ช่องทางหลายแบบ พร้อมกับที่เดินหน้าคุยกับกระทรวงต่างๆ เพื่อสร้างระบบซัพพอร์ตในโครงสร้างระดับประเทศมากขึ้น เด็กไทยจะได้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือหลายรูปแบบได้มากขึ้น
ณ วันที่ตั๊กเริ่มทำเรื่องนี้ ตั๊กรู้อยู่แล้วว่าเราต้องมีทีม เพราะว่าเรื่องมันเยอะมาก ตั๊กเองที่เป็นตัวแทนนักเรียนก็เป็นที่พึ่งของคนอื่นหลายๆ คนอยู่แล้ว เวลาเขามีปัญหาอะไร หรือเจอสถานการณ์ยากก็จะมาถามตั๊ก ตั๊กก็เลยคิดว่าไหนๆ เราก็เป็นตัวโดนอยู่แล้ว (หัวเราะ) งั้นก็ทำให้มันเป็นระบบระเบียบขึ้นมาเลย จะได้สร้างอำนาจการเข้าถึงและขอความช่วยเหลือได้
Q: เวลาผู้หญิงสักคนออกมาพูดประสบการณ์ความรุนแรงที่ตัวเองเจอ หลายครั้งจะพบกับแรงต้านบางคนก็จะบอกว่าเอาแต่วางตัวเองเป็นเหยื่อ จริงหรือเปล่า เซนซิทีฟไปหรือเปล่า คุณเคยเจอสถานการณ์แบบนี้เยอะไหม
A: เวลาคนมองว่าเราทำเกินไป ตั๊กอยากจะบอกก่อนเลยว่า มันผิดกฎหมายค่ะ ความรุนแรงพวกนี้มันผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพ การบงการ หรือการกรูมมิ่ง มันก็คือความรุนแรง ไม่ได้มีแต่ความรุนแรงในครอบครัวเท่านั้นที่เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ได้ต้องแต่งงานกันก่อนถึงจะร้องเรียนได้ แต่มันยังมีความรุนแรงในความสัมพันธ์หรือแบบอื่นๆ ในความสัมพันธ์ทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะสามเดือน หกเดือน เป็นแฟนกัน ไม่เป็นแฟนกัน ถ้าคุณถูกใช้ความรุนแรง ควบคุมหรือแบบใดก็ตาม มันผิดกฎหมายค่ะ
อีกอย่างคือการเคารพพื้นที่ความรู้สึกคนอื่น มันคือการตระหนักรู้ทางจิตใจและอารมณ์ เราต้องเข้าใจว่าคนที่ออกมาพูดเรื่องความรุนแรง ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นเอ็กซ์โทรเวิร์ต (extrovert) กว่าใครเพื่อน ไม่ได้แปลว่าเขา woke เกินเหตุ คนที่เข้าใจตัวเองและรู้จักสิทธิทางกฎหมายและสิทธิพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง เราไม่ได้มีอะไรเกินไปค่ะ นี่คือพื้นที่ที่เราควรจะได้รู้สึกปลอดภัย และผู้คนในสังคมต้องเคารพว่าเราเจอแบบนี้อยู่ รู้สึกแบบนี้อยู่ ได้รับผลกระทบแบบนี้อยู่ ทุกคนต้องเคารพกัน ทั้งเราเองและเค้าด้วย
Q: เคยคิดไหมว่า แม้แต่จะบอกปัญหาของตัวเอง ผู้หญิงก็ยังถูกคาดหวังให้ดู ‘เหมาะสม’ อาจหมายถึงดูเรียบร้อย พูดจาน่าฟัง ดูไม่แข็งกระด้างเกินไป คือมักจะถูกตัดสินด้วยเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่ดี
A: ตั๊กมองว่า เวลาใครออกมาพูดเรื่องที่ไม่เข้าหูคนอื่น หรือเรื่องที่คนอื่นไม่เข้าใจ มันยากทั้งนั้นเลย ตั๊กเชื่อว่าผู้หญิงเจเนอเรชันปัจจุบัน ที่เรามีหน้าที่การงานได้ทุกวันนี้ มันก็เป็นเพราะผู้หญิงเมื่อ 50-70 ปีที่แล้วเขาลำบากมาก่อน หรือผู้หญิงคนแรกที่เรียนวิศวะอย่างตั๊กได้เป็นคนแรก น่าจะเหยียบหลักร้อยปี ซึ่งถือว่าแป๊บเดียวเองนะ ทั้งที่ศาสตร์ด้านวิศวกรรมมีมาเป็นพันปีแล้ว
ไม่ว่ายังไง ตั๊กก็เชื่อว่ามันก็แค่เป็นยุคเปลี่ยนผ่านที่ต้องเกิดขึ้น มันต้องมีใครสักคนออกมาส่งเสียงในปัญหาที่เราเจอ ในเรื่องนี้ กรณีนี้ เวลานี้ถ้าคนนั้นมันเป็นตั๊ก มันก็ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ ตั๊กเชื่อว่าทุกอย่างล้วนต่อจุดกันมา ทุกรุ่นต้องรับส่งไม้ ส่งต่อหน้าที่ให้กันและกัน เราต้องสานต่อกันไปเรื่อยๆ
Q: แนวคิดสมัยใหม่มักเรียกเหยื่อของความรุนแรงว่า ผู้รอดชีวิต หรือ survivor คุณมองแนวคิดนี้ยังไง คำว่า survivor ในความหมายของคุณคืออะไร
จริงๆ แล้วเวลาสังคมพยายามจะมองผู้ที่เผชิญความรุนแรง แล้วนิยามเขาด้วยคำอะไรสักอย่าง บางครั้งเราต้องระวังไม่ให้มันเป็นการตีตราประทับซึ่งลดให้เหลือเพียงว่า เธอผ่านเรื่องราวเลวร้ายอะไรมาบ้าง แต่ไม่ได้มองว่าเราเป็นคนคนหนึ่ง ที่มีชีวิต มีประสบการณ์หลายด้าน มีบาดแผล
หลายคนที่ออกมาส่งเสียงกลายเป็นเพียงคนที่เคยบาดเจ็บ และบางครั้งแทนที่เราจะขยายความเข้าอกเข้าใจ เรากลับมองเห็นเพียงว่า อ๋อ พอใช้คำว่าเหยื่อ หรือ victim เขาจะดูเป็นเหยื่อไปหน่อย งั้นแสดงว่าวันนี้เขาเข้มแข้งแล้ว หรือต้องเข้มแข็งแน่เลยถึงผ่านมาได้ ก็เลยไปใช้คำอีกแบบ เราไม่ควรลดผู้หญิงให้เหลือแค่คำที่นิยามความเจ็บปวดของเขา ไม่ว่าจะเป็นเหยื่อหรือผู้รอดชีวิต คำสำคัญกว่าคือคำถามว่า ทำไมระบบถึงยังปล่อยให้ความรุนแรงเกิดขึ้น และทำไมเรายังไม่แก้ที่รากของมัน
เราเข้าใจว่าทุกคนพยายามทำให้มันดีขึ้น เรียนรู้กันมากขึ้นแล้วแหละ แต่อย่าให้คำเหล่านี้มันทำให้ลืมว่า มันยังมีการกดขี่ทางเพศอยู่ มีความรุนแรงอยู่
ที่สำคัญที่สุดก็คือ แทนที่เราจะตั้งชื่อจากความเจ็บปวดของผู้หญิง ลองตั้งชื่อจากระบบบ้าง จะลองมองว่าทำไมระบบหรือสังคมปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น กลับกลายมาเป็นเรามาตั้งชื่อมากมายตามสิ่งที่ผู้หญิงเจอ โดยไม่ได้ตั้งคำถามกลับไปว่าทำไมระบบมันแย่นัก ดังนั้นสำหรับตั๊ก ถ้าพูดถึงเรื่องความรุนแรงเมื่อไหร่ เราใช้คำว่าระบบมันแย่ได้ด้วยนะคะ เรามองเรื่องนี้โดยเห็นมากกว่าตัวผู้หญิงกันดีกว่า
บทความต้นฉบับได้ที่ : ตั๊ก-เกวลี จุติปัญญา วิศวกรหญิงผู้ลุกขึ้นสู้กับการคุกคาม และปกป้อง ‘นักเรียนไทยในอังกฤษ’
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com