‘การบินไทย’ ผงาด คาดปี’69 รายได้เกิน 2 แสนล้าน
สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) รายงานว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมาปริมาณการขนส่งผู้โดยสารโลกขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเป็นการขยายตัวของปริมาณการขนส่งผู้โดยสารระหว่างประเทศร้อยละ 7.1 อัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสารเท่ากับ 83.6% ใกล้เคียงกับปีก่อน ปริมาณการขนส่งสินค้าสูงกว่าปีก่อนร้อยละ 3.4
ส่วนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สมาคมสายการบินแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (AAPA) ระบุว่า ในปี 2568 มีจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศ 390 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4 ปริมาณการขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 ปริมาณการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8
อุตฯ การบินยังขาดเครื่องใหม่
“ชาย เอี่ยมศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บอกว่า สำหรับประเทศไทยอุตสาหกรรมการบินยังอยู่ในภาวะที่ขาดแคลนเครื่องบินใหม่ที่จะเข้ามารองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น โดยในส่วนของการบินไทยเองในปี 2568 ที่ผ่านมาได้รับเครื่องบินใหม่เข้ามาเพิ่มจำนวน 3 ลำ เพื่อเสริมศักยภาพฝูงบินและเสริมแกร่งด้านกลยุทธ์เครือข่ายเส้นทางบิน (Network Strategy)
ทำให้ในปี 2568 การบินไทยมีเครื่องบินที่ใช้ดำเนินงาน 80 ลำ ให้บริการเครือข่ายเส้นทางบินให้บริการครอบคลุม 63 จุดบิน ใน 27 ประเทศทั่วโลก และ 8 จุดบินในประเทศ
โดยมีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 7.7 มีปริมาณการขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3 และมีจำนวนผู้โดยสารที่ขนส่งทั้งสิ้น 16.46 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2
“การบินไทยกลับมาให้บริการเส้นทางบินมิลานและออสโลจำนวน 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ตั้งแต่กรกฎาคม 2567 รวมทั้งกลับมาทำการบินเส้นทางบรัสเซลส์จำนวน 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ตั้งแต่ธันวาคม 2567 นอกจากนี้ ยังเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางที่ได้รับความนิยม เช่น เซี่ยงไฮ้ เดนปาซาร์ ซึ่งในปี 2568 การบินไทยมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารอยู่ที่ประมาณ 80% สูงกว่าปีก่อนเล็กน้อย”
รายได้ 1.9 แสน ล.-กำไร 3 หมื่น ล.
จากการเพิ่มเส้นทางบินและจำนวนเที่ยวบินรองรับความต้องการการเดินทางที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การดำเนินงานปี 2568 ของบริษัทการบินไทยและบริษัทย่อยมีรายได้ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจำนวน 190,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% จากปี 2567 และคิดเป็นสัดส่วน 103.4% ของปี 2562 ก่อนการระบาดของโควิด-19
โดยในปี 2568 มีค่าใช้จ่ายไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 149,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.0% จากปี 2567 ตามปริมาณการผลิตและ/หรือปริมาณการขนส่ง จำนวนเที่ยวบิน และผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าค่าน้ำมันเครื่องบินลดลงตามราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ปรับลดลง ส่งผลให้บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (EBIT) เป็นเงิน 40,839 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน จำนวน 676 ล้านบาท และมี EBITDA 53,880 ล้านบาท
และมีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวของบริษัทและบริษัทย่อยสุทธิเป็นรายได้ 782 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากกำไรจากการยกเลิกสัญญาเช่าเครื่องบิน กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสุทธิ ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ ผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าจากตราสารอนุพันธ์ ปรับปรุงประมาณการไมล์หมดอายุ และผลขาดทุนจากการด้อยค่าซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน TFRS 9 และมีต้นทุนทางการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 (TFRS 9) จำนวน 13,154 ล้านบาท
ส่งผลให้มีกำไรสุทธิรวม 30,940 ล้านบาท
ปี’69 รายได้รวมทะลุ 2 แสนล้าน
ซีอีโอ “การบินไทย” บอกด้วยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการบินมีปัญหาเรื่องการจัดหาเครื่องบินใหม่ แต่ในปี 2569 นี้มีแผนรับเครื่องบินเพิ่มอีก 14 ลำ แต่ก็มีเครื่องบินบางส่วนออกจากฝูงบิน โดยคาดว่าปีนี้การบินไทยจะมีฝูงบินรวม 102 ลำ ใกล้เคียงกับปี 2562 (ก่อนโควิด) ที่มีจำนวน 103 ลำ) โดยจะเป็นเครื่องที่ใช้งานจริงประมาณ 99 ลำ (จอดรอซ่อม 3 ลำ)
ทำให้คาดว่ากำลังการผลิตด้านผู้โดยสารในปี 2569 นี้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 5% และมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงกัน หรือมีรายได้รวมมากกว่า 200,000 ล้านบาท
เร่งปั๊ม “จีน-อินเดีย”
โดยกลยุทธ์หลักคือการวาง Network Strategy เน้นการสร้างสมดุลระหว่างสัดส่วนรายได้ Point-to-Point (บินตรง) และ Network Traffic (เชื่อมต่อเครือข่าย) โดยในช่วง High Season จะเน้น Point-to-Point เพื่อสร้างยีลด์ ส่วนในช่วง Low Season จะใช้ Network เข้ามาเติมเพื่อให้รายได้
“ในช่วงก่อนวิกฤตโควิดรายได้ Network Traffic มีสัดส่วนประมาณ 10% หลังจากเข้าแผนฟื้นฟูการบินไทยหันมาทำการตลาดเพื่อย้ำความเป็น Network Airline ด้วยการเพิ่มสัดส่วน Network Traffic กระทั่งในปี 2568 ที่ผ่านมาเรามีรายได้จากเน็ตเวิร์กคิดเป็นสัดส่วน 22%”
ทั้งนี้ ได้วางให้ประเทศเป็น Silk Hub Strategy ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 1.อาเซียน เป็นฐานสำคัญในการป้อนทราฟฟิก 2.จีนและอินเดียเป็นแกนกลางในการเติมทราฟฟิก โดยปรับเพิ่มเที่ยวบินไปจีนจาก 47 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 80 เที่ยวต่อสัปดาห์ และเพิ่มเที่ยวบินไปอินเดียจาก 70 กว่าเที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 90 เที่ยวต่อสัปดาห์ รวมทั้งมีแผนจะกลับไปทำการบินเส้นทางเดิม อาทิ เส้นทางกรุงเทพฯ สู่ฉงชิ่ง, ฉางชา และเซี่ยเหมิน เพื่อบาลานซ์ 2 ตลาดขนาดใหญ่ให้มีขนาดใกล้เคียงกัน
และ 3.ยุโรปและออสเตรเลียเป็นตลาดสร้างมูลค่าทางเครือข่าย (Value Network)
“กลยุทธ์นี้ช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการรายได้ให้กระจายตัวไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก หากพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเกิดปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ บริหารจัดการรายได้จะยังคงดำเนินต่อไปได้ในพื้นที่อื่นที่ยังมีความต้องการเดินทางและสามารถทำการบินได้ตามปกติ”
สำหรับ “ราคาน้ำมัน” ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินนั้น “การบินไทย” ได้ทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Fuel Hedging) ไว้ในสัดส่วน 50% เพื่อรักษาระดับต้นทุนให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประเมินกรอบราคาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อศักยภาพในการทำกำไร
เส้นทางอัมสเตอร์ดัม-โอกแลนด์
ซีอีโอ “การบินไทย” ยังบอกอีกว่า จากแผนรับมอบเครื่องบินเพิ่มอีก 14 ลำในปีนี้ ทำให้การบินไทยมีแผนกลับไปให้บริการในเส้นทางที่เคยบินและเคยสร้างกำไร โดยในตารางบินฤดูร้อน 2569 จะเพิ่มเส้นทางบินเป็น 62 เส้นทางบินทั่วโลก
โดยการเพิ่มจุดบินเส้นทางกรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 รวมถึงเพิ่มเที่ยวบินเส้นทางกรุงเทพฯ-โอกแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ในช่วงปลายปีนี้ พร้อมเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางประเทศจีนและอินเดีย
ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้นของผู้โดยสาร ซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘การบินไทย’ ผงาด คาดปี’69 รายได้เกิน 2 แสนล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net