จำกัดเวลาใช้หน้าจอ เพื่อสร้าง Healthy Digital Boundaries เพียงพอจริงเหรอ?
เมื่อพูดถึงเวลาของการใช้หน้าจอ หรือการกำหนด Screen Time ให้ลูก ก็คงเป็นเรื่องจี้ใจดำของคุณพ่อคุณแม่ยุคดิจิทัลหลายคน เพราะแม้จะพยายามทำตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญอย่างเคร่งครัด เช่น ห้ามเล่นเกินวันละ 1 ชั่วโมง หรือห้ามเล่นก่อนนอนแล้วก็ตาม แต่ในความเป็นจริงก็คือ ยิ่งเข้มงวด ยิ่งห้าม ยิ่งพยายามจำกัดเวลา กลายเป็นการเพิ่มภาระให้คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยเฝ้า คอยดุ คอยยึดเครื่อง จนเกิดบรรยากาศที่ไม่ดีในบ้านได้รายงานฉบับล่าสุดจาก American Academy of Pediatrics สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การจำกัดเวลาใช้หน้าจอ เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอสำหรับเด็กๆ ในปัจจุบัน และไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดจากพิษภัยของเทคโนโลยีได้ทั้งหมด เพราะวันนี้เทคโนโลยี ไม่ได้หมายถึงอุปกรณ์อย่างโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ แต่ยังเป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดการมีส่วนร่วมของผู้ใช้อย่างต่อเนื่องดังนั้น แทนที่จะมุ่งเน้นแต่การห้ามหรือ จำกัดเวลาใช้หน้าจอ คุณพ่อคุณแม่ควรเปลี่ยนมาสร้างขอบเขตดิจิทัลที่ดี (Healthy Digital Boundaries) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงกันดีกว่า1. เลิกนับนาที แล้วหันมาดูเนื้อหาแทน
การสร้างขอบเขตดิจิทัลที่ดีให้ลูก ไม่ได้หมายความว่าคุณพ่อคุณแม่จะต้องให้ลูกตัดขาดจากเทคโนโลยี หรือทำให้หน้าจอกลายเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะงานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกนาทีบนหน้าจอจะมีค่าเท่ากันบางกิจกรรมอาจทำให้ลูกเสียสมาธิและติดหน้าจอหนักขึ้น เช่น การเลื่อนดูคลิปวิดีโอสั้นไปเรื่อยๆ แบบไม่รู้จบ (Passive Viewing) โดยไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์อะไรเลย ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้ส่งผลเสียต่อสมาธิได้มากกว่าการใช้หน้าจอในแบบที่เป็น Active Learning เช่น การหัดวาดรูปดิจิทัล การเล่นเกมฝึกสมอง หรือการดูสารคดีสัตว์โลกแล้วพูดคุยกันต่อเพราะฉะนั้น แทนที่จะตั้งกฎว่าเล่นได้กี่นาที ลองเปลี่ยนมาเป็นการเลือกคุณภาพของสิ่งที่ลูกดูแทน หากเป็นเนื้อหาที่ดีและส่งเสริมพัฒนาการ การยืดหยุ่นเวลาให้ลูกบ้างอาจช่วยลดการปะทะได้มาก และทำให้บ้านไม่ตึงเครียดมากจนเกินไป2. อย่าปล่อยลูกไว้กับพี่เลี้ยงไฟฟ้าเพียงลำพัง
หัวใจสำคัญของรายงานฉบับนี้คือเรื่อง Co-viewing หรือการมีส่วนร่วมของคุณพ่อคุณแม่ในช่วงเวลาที่ลูกใช้หน้าจอ เพราะบางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจใช้หน้าจอเป็นตัวช่วยดึงความสนใจลูก เพื่อให้ตัวเองได้หยุดพักหรือจัดการธุระที่ต้องทำให้เรียบร้อย แต่สิ่งที่ตามมาคือ ลูกถูกปล่อยให้อยู่ในโลกเสมือนมากเกินไปจนขาดการเชื่อมต่อกับโลกจริงดังนั้น วิธีที่ช่วยได้มากคือการนั่งลงข้างๆ ลูก แล้วชวนคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ลูกกำลังดู เช่น ตัวการ์ตูนตัวนี้กำลังทำอะไรนะ หรือถ้าเป็นลูก ลูกจะทำยังไง แบบนี้ไม่ใช่การควบคุม แต่เป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมกับโลกของลูกเมื่อหน้าจอถูกเปลี่ยนจากสิ่งที่ทำให้ลูกเงียบ ไปเป็นพื้นที่สนทนา ลูกจะได้พัฒนาทักษะทางภาษาและการคิดวิเคราะห์ รวมถึงเรียนรู้เรื่องอารมณ์จากการพูดคุยไปพร้อมกัน3. เข้าใจภาวะเสพติดด้วยความเห็นใจ ไม่ใช่การตำหนิ
สถิติที่น่าตกใจจากรายงานระบุว่า คุณพ่อคุณแม่กว่า 54 เปอร์เซ็นต์รู้สึกว่าลูกมีอาการเสพติดหน้าจอ ซึ่งถ้ามองในมุมวิทยาศาสตร์แล้ว สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะแอปพลิเคชันและเกมจำนวนมากถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นสารโดพามีนในสมองเด็กโดยเฉพาะ ทำให้ลูกอยากดูต่อ อยากเล่นต่อ และรู้สึกเหมือนหยุดไม่ได้เพราะฉะนั้น การที่คุณพ่อคุณแม่พยายามแย่งหรือดึงหน้าจอออกจากมือลูกแบบกะทันหัน จึงไม่ต่างจากการตัดความสุขของลูกแบบทันทีทันใด และสิ่งที่ตามมาก็มักจบลงด้วยการระเบิดอารมณ์ ร้องไห้ กรี๊ด หรือโวยวายจนบ้านแทบแตกดังนั้นก่อนจะถึงเวลาหยุด ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีเตือนล่วงหน้า และให้ลูกมีทางเลือกเล็กๆ เช่น อีก 5 นาทีจะหมดเวลาแล้วนะ ลูกอยากปิดเองหรือให้แม่ช่วยปิดดี การให้ลูกได้เตรียมใจและได้รู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจในการตัดสินใจ จะช่วยลดแรงปะทะลงได้มาก และทำให้ทั้งลูกและคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องหมดพลังไปกับสงครามหน้าจอทุกวัน4. สร้างเขตปลอดหน้าจอ เพื่อคืนพื้นที่ความสัมพันธ์
แทนที่จะคอยห้ามเป็นรายครั้ง รายงานแนะนำให้สร้างระบบในบ้านให้ชัดเจน เพราะการมีขอบเขตที่แน่นอนจะช่วยลดการใช้พลังงานในการตัดสินใจ และช่วยลดการบ่นซ้ำซากที่ทำให้ทั้งบ้านเหนื่อยใจคุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มจากการกำหนดพื้นที่หรือเวลาที่เป็น Screen-Free Zones เช่น โต๊ะอาหาร หรือช่วง 1 ชั่วโมงก่อนนอน เพราะนอกจากจะช่วยลดผลกระทบของแสงสีฟ้าที่ทำให้นอนหลับยากแล้ว ยังช่วยให้สมาชิกในบ้านกลับมามองหน้ากันจริงๆและสิ่งนี้สำคัญมาก เพราะการสบตาและการมีปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวคือพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการทางสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่หน้าจอไม่สามารถให้ลูกได้ ต่อให้เป็นแอปที่ดีแค่ไหนก็ตาม5. เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะลูกทำตามสิ่งที่เราแสดงให้เห็น ไม่ใช่สิ่งที่เราพูด
อีกหนึ่งประเด็นที่รายงานย้ำชัดคือ คุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถสอนให้ลูกวางมือถือได้ ถ้าตัวเองยังคงนั่งเล่นมือถือให้ลูกเห็นตลอดเวลา เพราะงานวิจัยด้านพฤติกรรมบอกตรงกันว่า พฤติกรรมของพ่อแม่คือกระจกเงาของลูก และลูกเรียนรู้จากสิ่งที่เขาเห็นมากกว่าสิ่งที่เขาได้ยินดังนั้นถ้าเรารู้ตัวว่าเผลอใช้มือถือมากเกินไป อย่าเพิ่งรู้สึกผิดจนสติแตก เพราะความสมบูรณ์แบบไม่ใช่เป้าหมายของการเลี้ยงลูกเชิงบวก สิ่งสำคัญคือการซ่อมแซมความสัมพันธ์ให้กลับมาเหมือนเดิมอ้างอิงabcnews