โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปปาฐกถา ป๋วย อึ๊งภากรณ์: อ.เกษียร เตชะพีระ ชวนตั้งคำถาม ถึงความหมาย ‘ระบบประชาธิปไตย’ และความเป็นไทยในการเมือง

The MATTER

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 08.15 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 08.15 น. • Brief

วันนี้ (9 มีนาคม 2569) ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ ศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวปาฐกถา ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 20 หัวข้อ “ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้: ปมปริศนาบนเส้นทางแสวงหาของสังคมไทย”

โดยใจความของปาฐกถาครั้งนี้เกี่ยวกับการสำรวจความยอกย้อนของ “ประชาธิปไตย” ในสังคมไทย ผ่านการเดินทางแสวงหา “ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้” จากการอภิวัฒน์สยาม 2475 จนถึงปัจจุบัน

ทำไมถึงคิดเรื่องนี้?

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. บอกว่า เมื่อได้รับโจทย์ให้มาพูดในงานปาฐกถา เขานึกถึงคำพูดของคน 4 คน เริ่มจาก “คนเราจะมีสิบปีในชีวิตสักกี่ครั้งกัน?” โดย สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดย “สิบปี” นั้น หมายถึงช่วงชีวิตที่ต้องเผชิญการต่อสู้หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคม

บทสนทนาข้างต้นเกิดขึ้นในปี 2535 ซึ่งเกษียรและสุวินัยได้ผ่านช่วงเวลา 10 ปีที่ว่ามาแล้วถึงสองครั้ง คือ เหตุการณ์ช่วงเดือนตุลา 2516-2519 และเหตุการณ์ในเดือนพฤษภา 2535 แม้คิดว่าคงไม่เกิดเหตุอะไรแล้ว แต่ในปี 2540 กลับเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง การปฏิรูปทางการเมืองหลังยุค ทักษิณ ชินวัตร จนถึงการรัฐประหารโดย คสช. และม็อบเยาวชนในปี 2563 เมื่อรวมแล้วเกษียรผ่านช่วงเวลา 10 ปีนั้นถึง 5 ครั้ง

ถัดมาคือถ้อยคำของGeorge Santayana นักปรัชญาชาวอเมริกันเชื้อสายสเปน กล่าวว่า “ผู้ที่ไม่จดจำอดีต ย่อมถูกลงโทษให้ทำซ้ำในสิ่งเดิม” ซึ่งจากการเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ สอนนักศึกษามาแล้วหลายรุ่น พบว่า นักศึกษารุ่นใหม่หลายคนไม่รู้จัก และไม่เข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

สิ่งนี้ทำให้เขานึกถึงคำพูดของ Raymond Williams นักวัฒนธรรมศึกษาแนวสังคมนิยมชาวเวลส์เรื่อง ‘ทรัพยากรทางวัฒนธรรมเพื่อการต่อต้าน (Cultural Resources of Resistance)’ ซึ่งเห็นว่าการต่อสู้ของประชาชนในสังคมไทย มักเสียเปรียบจากการด้อยอำนาจรัฐหรือทุน เมื่อเทียบกับอุปสรรคที่ต้องเผชิญ

สิ่งที่พวกเขาพอมี คือ ‘วัฒนธรรมจากอดีต’ หรือ ‘วัฒนธรรมในการต่อสู่เพื่อการเปลี่ยนแปลง’ จึงคิดว่าควรหาโอกาสในการประมวลภาพรวมของการแสวงหาทางประชาธิปไตย เพื่อเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมของการต่อต้านสำหรับผู้ที่ขาดอำนาจรัฐและทุน

เขาได้อ้างอิงถึงคำพูดของอ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ว่า “วัฒนธรรมจะกลายเป็นอาวุธเพื่อปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจและสิทธิได้ ต้องเข้าใจบริบทและประวัติศาสตร์ของมัน” คือ บริบททางประวัติศาสตร์จะช่วยสร้างเรื่องเล่าที่ทรงพลัง (Narrative of Empowerment) และเป็นประโยชน์สำหรับการต่อสู้ เพื่อต้านทางเรื่องเล่ากระแสหลัก และเกิดการถกเถียงเพื่อให้เห็นคุณค่าของตัวเองว่าเป็นผู้ถูกกระทำทางการเมืองหรือในประวัติศาสตร์หรือไม่

คิดเรื่องนี้อย่างไร?

เกษียรมองว่าสังคมไทยมองเรื่อง ‘ประชาธิปไตย’ คล้ายกับที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ นิยามคำว่า ‘พุทธไทย’ คือ เมื่อมีการคิดค้นสัจจธรรมหนึ่งขึ้นมาและเผยแพร่ตั้งแต่เมื่อ 2500 ปีที่แล้ว สิ่งที่ชาวพุทธรุ่นหลังทำคือการค้นคว้า ศึกษา เพื่อกล่าวซ้ำในสัจจธรรมที่สมบูรณ์แบบและถูกค้นพบไปแล้ว ไม่มีอะไรใหม่ไปมากกว่านี้

ภาพ แนวคิดปรัชญารู้แจ้งสมัยใหม่ของตะวันตก

ซึ่งต่างกับปรัชญาวิธีคิดแบบรู้แจ้งของตะวันตกที่มีการประมวลความคิดรูปแบบต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยมองโลกในแง่ดีว่ามนุษย์จะก้าวหน้าด้วยเหตุผล สามารถฝันถึงโลกที่ดีกว่านี้ได้ โดยก้าวข้ามรัฐและศาสนจักรที่ส่งเสริมความเขลา อคติ และความไม่อดกลั้น

อีกหนึ่งตัวอย่างจากภาพยนตร์เรื่องพริกแกง (2559) ซึ่งพูดถึงความดีงามของอาหารไทยว่า อร่อย เป็นที่หนึ่งของโลก ไม่ควรมีใครมาเปลี่ยนแปลงรสชาติหรือวิวัฒนาการอาหารเหล่านี้เป็นอย่างอื่นแล้ว ต่างกับสารคดีJiro Dreams of Sushi (2554) ซึ่งเป็นเชฟซูชิมือหนึ่งของญี่ปุ่นที่กล่าวว่า จะไม่พยายามทำตัวให้ดูวิเศษหรือภูมิสูงกว่าคนอื่น เทคนิคที่ใช้ก็ไม่ได้เป็นความลับพิเศษ แต่การตั้งใจทำซ้ำๆ ทุกวัน เพื่อหาทางพัฒนาซูชิให้ดีที่สุด

เหล่านี้สะท้อนวิธีคิดแบบพุทธไทยที่ต้องการแช่แข็งสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้คงอยู่ตลอดไป โดยมองว่าสิ่งนั้นดีงามและสมบูรณ์แล้ว แต่ในทัศนะของเกษียรอยากให้สังคมไทยเรียนรู้โดยยึดหลักปรัชญาแบบรู้แจ้งมากกว่า

เกษียรกล่าวว่า กรอบการสอนวิชาประวัติศาสตร์การเมืองไทยของเขาเป็นไปตามช่วงการย้ายขั้วอำนาจที่สำคัญ ได้แก่ การปฏิวัติ 2475 จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ข้าราชการ, เหตุการ 14 ตุลา 2516 และพฤษภา 2535 จากข้าราชการสู่กระฎุมพีชาวเมือง และ 2548 ถึงปัจจุบัน ที่รัฐบาลทักษิณขยับอำนาจจากกระฎุมพีชาวเมืองสู่คนชั้นกลางล่างได้

แน่นอนว่าตอนนี้เริ่มเกิดการขยับย้ายขั้วอำนาจครั้งที่ 4 แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าจะนำไปสู่อะไร คล้ายกับที่ อ.ธงชัย วินิจจะกูล เคยเสนอไว้ว่าจุดเปลี่ยนของอำนาจที่สำคัญเกิดขึ้นในรูปแบบซีรีส์ในเน็ตฟลิก ที่มีหลายเรื่อง หลายตอน แต่ละเรื่องถูกปล่อยออกมาในเวลาใกล้ๆ กัน คือ “เรื่องเก่ายังไม่ทันจบ ก็มีการแย่งชิงอำนาจของคู่ซีรีส์ใหม่เกิดขึ้นทับซ้อนกัน”

ภาพ กลอนไทยไหนไทยแท้จริง?

นอกจากหลักคิดแบบพุทธไทยแล้ว สังคมไทยยังยึดติดกับความเป็นหนึ่งเดียว และแยกตัวเองออกจากนานาชาติ ยกตัวอย่างคำพูดของ ระพี สาคริก ที่ว่าคนที่นิยมต่างประเทศ อยากเป็นแบบต่างประเทศ จะทำลายรากฐานวัฒนธรรมไทย ในบริบทว่า การก่อรัฐประหารโดยทหารเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยอันดีงาม ระบบของต่างประเทศจะเป็นอะไรก็แล้วแต่

ในตอนนั้นเกษียรเห็นแย้งกับข้อความดังกล่าว ถึงแต่งกลอนโต้ตอบ “ไทยไหนไทยแท้จริง?” เพื่อสะท้อนว่าแต่ละช่วงในประวัติศาสตร์ไทย ไม่มีช่วงไหนที่ไทยเป็นหนึ่งเดียว และไม่จริงที่ว่าวัฒนธรรมทางการเมืองไทยเป็นหนึ่งเดียว เพราะประวัติศาสตร์ทำให้เห็นว่าที่ผ่านมามีความแตกต่างและความขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่เสมอ

ดังนั้น สำหรับเกษียรประชาธิปไตยจึงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่หยุดนิ่ง มีความหลากหลาย และไม่เป็นก้อนเดียวกัน

“ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้” มาจากไหน?

ประชาธิปไตยที่ประเสิรฐสุดที่เป็นไปได้ คือ การสังเคราะห์จากประสบการณ์เดินทางแสวงหาและสร้างสรรค์ประชาธิปไตยของสังคมไทย ผ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลัง 2475-ปัจจุบัน ซึ่งเป็นการแสวงหาที่ไม่มีสัจจธรรมหรือคำตอบสำเร็จรูปที่พบแล้วหยุดนิ่งตายตัว

เขาได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือประกอบการสอนเรื่อง การิทัตผจญภัย นิยายปรัชญาการเมือง ที่ตัวเอกต้องเดินทางไปสำรวจเพื่อแสวงหาคำตอบว่า “โลกที่ประเสริฐที่สุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน?” หากเจอโลกที่คนคิดว่าคำถามนี้ไม่เป็นที่พึงถามอีกต่อไปแล้ว ก็ย่อมมิอาจปรับปรุงโลกให้ดีขึ้นได้กว่านี้อีก เกษียรจึงลองเปลี่ยนจากคำว่า “โลก” เป็น “ประชาธิปไตย”

เกษียรยกตัวอย่างหลุมพรางกับดักที่จะทำให้คำถามว่า “ประชาธิปไตยที่ประเสริฐที่สุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน?” ไม่เป็นที่พึงถามอีกต่อไป ดังนี้

“อยู่ที่นี่แล้วไง” คือ เห็นว่าที่เป็นอยู่นี้ทุกอย่างดี สมบูรณ์ เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนให้ดีมากกว่านี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงนั่นหมายถึง ‘ความเสื่อม’ จึงไม่ควรเปลี่ยน “ที่เป็นอยู่นี้เหมาะกับเขาแล้ว” คือ เขารู้ตัวว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่ได้ประเสริฐที่สุด แต่เหมาะกับความเป็นไทยแล้ว ที่อื่นจะดีหรือแย่กว่านี้ก็ไม่เป็นไร เพียงแค่อนุรักษ์สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ที่เหมาะกับฉันก็เพียงพอแล้ว “ไม่มีจริงหรอก จะหาไปทำหอกอะไร” ซึ่งเป็นแนวคิดแบบ ‘มองโลกในแง่ร้าย’ หากมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างอาจจะแย่ลงกว่านี้ก็ได้

แรงบันดาลใจที่สองของคำถามนี้มาจากแนวคิด ‘อภิสัญญะ’ คือ ใช้สัญญะหลักใหญ่ของสัญญะย่อยทั้งหลายในปริมณฑลการให้ความหมายหนึ่งๆ โดยอภิสัญญะจะทำหน้าที่กำกับและจัดระเบียบสัญญะย่อยๆ เหล่านั้น

เกษียรมองว่า “ประชาธิปไตย” คืออภิสัญญะที่ถูกหยิบใช้จากหลายฝ่าย ยกตัวอย่างชื่อของ ‘กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (คนเสื้อเหลือง)’ และ ‘แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (คนเสื้อแดง)’ ที่ต่างมีคำว่าประชาธิปไตยในชื่อขบวนการทั้งสิ้น

สุดท้าย คือ การนิยามความหมายเชิงนิเสธหรือการนิยามความหมายของสิ่งนั้นโดยบอกว่ามันไม่ใช่อะไรบ้าง โดยแต่ละยุคสมัยได้มีการนิยาม “ประชาธิปไตย” ในแบบที่ต่างกัน ซึ่งส่งผลสะเทือนไปสู่คำอื่นๆ อย่างชาติ รัฐธรรมนูญ สถาบันกษัตริย์ กองทัพ ประชาชน คอมมิวนิสต์ ทุนนิยม สังคมนิยม นายทุน ชนชั้นกลาง กรรมกร ชาวนา รัฐราชการ ฯลฯ

การนิยามความหมายเชิงนิเสธ ทำให้เกิดการคลี่คลายขยายตัวของประชาธิปไตยไทย 5 ช่วงชั้น ดังนี้

ประชาธิปไตยไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ สาธารณรัฐ หรือสังคมนิยม (2475-2490) ประชาธิปไตยไม่ใช่เผด็จการทหารหรือคอมมิวนิสต์ (2516-2535) ประชาธิปไตยไม่ใช่เลือกตั้งอธิปไตยและโลกานุวัตรสุดโต่ง (2536-2540) ประชาธิปไตยไม่ใช่ประชาธิปไตยไม่เสรี อำนาจนิยม หรืออำมาตยาธิปไตย (2549-2557) ประชาธิปไตยไม่ใช่สาธารณรัฐจำแลง หรือเหมือนสัมบูรณาญาสิทธิราชย์ (2558-ปัจจุบัน)

โดยวันนี้ เกษียรจะขออธิบายเพียงประเด็นที่ว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ สาธารณรัฐ หรือสังคมนิยม”

ประชาธิปไตยไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ สาธารณรัฐ หรือสังคมนิยม

เกษียรพาเราย้อนไปดูชั่วขณะที่คำว่า “ประชาธิปไตย” จุติในประเทศไทย ผ่านการบัญญัติของรัชกาลที่ 6 ในปี 2455 ว่า “ประชาธิปตัย (ริปับลิค)” หมายถึงการปกครองที่ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน มีแต่ผู้ซึ่งราษฎรเลือกขึ้นให้บังคับบัญชาบ้านเมือง

ซึ่งปรากฏอีกครั้งในประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ว่า “ขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งต่อไป แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร… (มิฉะนั้นแล้ว) ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปตัย (Republic) กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นอยู่ในตำแหร่งตามกำหนดเวลา”

จากเอกสารทั้งสอง หมายความว่าในช่วงแรกคำว่า “ประชาธิปตัย” ถูกกำหนดให้มีความหมายเดียวกับ “Republic” หรือการปกครองแบบสาธารณรัฐก่อนจะถูกแทนด้วยคำว่า “Democracy” ผ่านเค้าโครงการเศรษฐกิจ (สมุดปกเหลือง) ของหลวงประดิษฐมนูญธรรม ซึ่งระบุว่า ตนมิได้ปรารถนาเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวเป็นหลายองค์ ซึ่งเป็นการปกครองแบบ ‘ประชาธิปไตย’ แต่เปลือกนอก มีความมุ่งมั่นต่อสาระสำคัญคือการบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร

เกษียรมองว่า สิ่งนี้เกิดจากความรอมชอมระหว่างคณะราษฎรกับรัชกาลที่ 7 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่ทำให้พลังของคำศัพท์ลดลง จากการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน “Republic” กลายเป็นความเชื่องหรือหมดเขี้ยวเล็บพิษสง และกลายเป็น “Democracy” แบบไทยๆ

ถัดมา คือการให้ความหมายเชิงนิเสธว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่สังคมนิยม” หลังมีการออก ‘สมุดปกขาว’ มาโต้สมุดปกเหลืองของปรีดี ซึ่งทำให้โครงการปฏิรูปเศรษฐกิจเกษตรส่งออกบนฐานชาวนารายย่อยในระบบสหกรณ์แบบสังคมนิยมที่จัดการโดยรัฐราชการตกไป ด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์

“ประชาธิปไตยไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์” เกิดขึ้นในยุคสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์มากมาย เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย การกำหนดวันชาติเป็นวันที่ 24 มิถุนายนของทุกปี และจัดให้มีงานรื่นเริงเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติ

เหล่านี้สะท้อนว่า จอมพล ป. พยายามผูกคำว่า “ชาติ” ไว้กับการปฏิวัติ ระบอบรัฐธรรมนูญ และประชาธิปไตย มากกว่าคำว่า ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ประชาธิปไตยประเสริฐที่สุดที่เป็นไปได้

หลังจากอธิบายแนวคิดพร้อมยกตัวอย่างประวัติศาสตร์เพื่อหาคำตอบของคำถามที่ว่า “ประชาธิปไตยที่ประเสริฐที่สุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน?” เกษียรได้ยกคำตอบของ ปกป้อง จันวิทย์ ประธานกรรมการบริหารของวันโอวัน เมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาในรายวิชาของเขาว่า

“โลกที่ประเสริฐที่สุดที่เป็นไปได้ คือ โลกที่เปิดโอกาสให้คนแสวงหาโลกที่ประเสริฐที่สุดที่เป็นไปได้อย่างไม่สิ้นสุด”

กล่าวคือ เพื่อที่จะทำให้ผู้คนสามารถดำเนินชีวิตทางการเมืองและแสวงหาประชาธิปไตยที่ประเสิรฐที่สุดได้ ก็มีสิ่งหนึ่งที่ควรต้องมี ตั้งแต่สิทธิเสรีภาพทางการเมืองและภูมิปัญญาในการแสวงหาและสร้างสรรค์ประชาธิปไตยประเสริฐที่สุดที่เป็นไปได้โดยสันติ สังคมต้องมีความเสมอภาคกัน โดยความเสมอภาคนี้ควรร่วมยกระดับสูงได้เรื่อยๆ ซึ่งแต่ละคนควรมีมาตรฐานการครองชีพขั้นต่ำที่ดีตามสมควร และต้องมีพหุนิยมทางวัฒนธรรม

นอกจากนั้น สังคมยังควรเปิดพื้นที่คู่ขนาน (Heterotopia) ในการปฏิบัติทดลองยูโทเปียประชาธิปไตยต่างๆ ซึ่งแม้ใครจะมองว่าโลกยูโทเปียเป็นเพียงเรื่องอุดมคติ ไม่มีอยู่จริง แต่อย่างน้อยก็เป็นพื้นที่ให้ประชาชนได้ทดลองฝันหรือมีความหวังต่อสังคม เพื่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ขณะที่สังคมต้องเปิดให้พวกเขามีทางเลือกที่จะปลีกย้ายออกจากระบบได้ โดยไม่ขังประชาชนไว้ในคุกในนามของความเป็นไทย

“สังคมที่ไม่มียูโทเปียถือเป็นวิกฤตจินตนาการของสังคมที่ฝันไม่เป็น ดังนั้น เพื่อจะเปลี่ยนโลก เราต้องสามารถจินตนาการถึงเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงปัจจุบันอย่างถึงรากได้ ถ้าฝันไม่ได้ ก็อย่าเสียเวลาเปลี่ยน เพราะคุณก็จะได้แบบเก่า” เกษียร กล่าว

ทั้งนี้ การปฏิบัติทดลองยูโทเปียไม่ใช่เพื่อว่าต้องยึดอำนาจรัฐหรือยึดครองสังคมก่อนจึงทำได้ แต่ทุกคนสามารถทำคู่ขนานกับสังคมที่กำลังเป็นไปในปัจจุบันได้เลย แล้วสักวันการเปลี่ยนแปลงจะมาถึง ยกตัวอย่างเมื่อ 2500 ปีที่แล้วที่คนเลือกห่มผ้าสามผืนเดินตามหาสัจจธรรมของชีวิต, การเปิดพื้นที่เสรีภาพในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2516-2519, การรวมตัวกันของสมัชชาคนจน หรือคนที่ยังมีความหวังว่านักโทษมาตรา 112 จะได้รับการปล่อยตัว

สุดท้ายนี้เกษียรขอจบปาฐกถาด้วยวาทะของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ชวนแลไปข้างหน้าถึงประชาธิปไตยในวันสุกดิบก่อนการสังหารหมู่กับรัฐประการ 6 ตุลาคม 2519 คือ

“ประชาธิปไตย ถ้ารอไม่ได้ก็รอไม่ได้ จะมีรัฐประหารก็มีไป แต่ที่แน่ที่สุดคือ เมื่อไม่ได้ผลในคราวนี้ คราวหน้าก็เอาใหม่ ถ้าวันหน้ามีรัฐประหารมีเผด็จการ ก็มี 14 ตุลาได้อีก คนเรานั้นต้องตั้งต้นกันใหม่ ในชั่วชีวิตผมอาจจะไม่ได้เห็น ในชั่ชีวิตท่านทั้งหลาอาจจะไม่ได้เห็น…สำหรับผมแล้ว วิถีทางสันตินั้นมีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือต้องใช้ประชาธิปไตย ซึ่งจะต้องมีกฎหมู่ จะต้องใช้วิธีอหิงสา และจะต้องเชื่อมั่นมวลชนเพื่อเป็นพลังสำหรับนำไปสู่สังคมที่เราต้องการ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...