โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เช็กอินไซต์ 3 เจนทำไมยิ่งช้อปยิ่งเบื่อ ในยุคที่ ‘ความสุข’ แพงขึ้นเรื่อยๆ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 16.13 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 09.13 น.

ฮาคูโฮโดดัชนีความสุขดิ่งต่ำสุดในรอบ 3 ปี เจาะอินไซต์ ‘Dopamine Economy’ "Gen Z ติดกับดัก-Gen Y ขาดสมดุล-Silver ถูกเมิน! ใครคือเหยื่อ “เศรษฐกิจความสุขฉับพลัน" เตือนแบรนด์ระวังวงจรความเบื่อหน่ายที่เร็วขึ้นแนะภาคธุรกิจ เลิกเน้นโปรโมชั่นแล้วหันมา ‘เติมพลังใจ’ Rebalance คว้าหัวใจกลุ่ม Silver Gen ที่มีทั้งเงินและเวลา

9 มีนาคม 2569 - ในโลกที่ความผันผวนกลายเป็นความปกติใหม่ (New Normal) สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) หรือ Hakuhodo Institute of Life and Living ASEAN (THAILAND) ได้เปิดเผยรายงานฉบับสำคัญประจำปี 2569 ในหัวข้อ ‘Dopamine Economy’ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์เจาะลึกถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย "ความคุ้มค่า" ทางกายภาพอีกต่อไป แต่ถูกขับเคลื่อนด้วย"สารเคมีในสมอง" และ"ความพึงพอใจทางอารมณ์" เป็นหลัก

จากสินค้าสู่ "ค่าความสุข": เมื่ออารมณ์กลายเป็นสกุลเงินใหม่ในโลกธุรกิจ

รายงานระบุว่า แรงกดดันจากสภาพแวดล้อมรอบตัว ทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจโลก และการเข้ามามีบทบาทอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้สร้างสภาวะ "ความเครียดสะสม" ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ส่งผลให้หน่วยมูลค่าใหม่ (New Unit of Value) ในเชิงเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่คือ "ช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น" หรือรางวัลทางอารมณ์ที่จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในจิตใจของผู้คน

เจาะ DNA ความสุข 3 เจเนอเรชัน: แรงขับเคลื่อนต่างขั้วในยุค Dopamine Economy

คุณอินทิรา ศรีอำนวย ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ บริษัท สไปซี่ ฮาคูโฮโด จำกัด ให้ข้อมูลเชิงลึกจากการสำรวจที่พบว่า แม้มนุษย์ทุกคนจะมีกลไกการหลั่งโดปามีนเหมือนกัน แต่สิ่งที่ "ผันแปร" ไปตามช่วงวัยหรือ Life Stage คือเป้าหมายและวิธีที่แต่ละคนเลือกใช้เพื่อกระตุ้นให้สารความสุขนี้ทำงาน ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 3 กลุ่มหลักอย่างมีนัยสำคัญ

1. Gen Z (อายุ 18-28 ปี) : "นักอัปเกรดนิยม" กับภาวะความสุขย้อนแย้ง

กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของการสร้างตัวตน ต้องการการเติบโตและความก้าวหน้าเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก แรงขับนี้ถูกนิยามว่าเป็น "Self-upgrade Dopamine" หรือพลังแห่งการผลักดันตัวตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลกลับพบภาวะที่เรียกว่า "Mismatch" หรือพฤติกรรมที่ย้อนแย้งต่อเป้าหมาย

“เจนซีมีการพึ่งพาโดปามีนที่ได้จากความสุขแบบฉับพลันมากเกิน เช่นการเลื่อน Social แบบไม่คิดมาก รวมถึงการกินของหวาน หรือสั่งอาหารอร่อยเพื่อให้อารมณ์”

นอกจากนี้ยังพบสถิติที่น่ากังวลว่า Gen Z เป็นกลุ่มที่มีอัตราการใช้ตัวช่วยให้ชีวิตดีขึ้น เช่น ยานอนหลับ สูงที่สุด สะท้อนถึงภาวะการเสพติดความพึงพอใจชั่วคราว (Instant Gratification) ที่รบกวนเป้าหมายการเติบโตในระยะยาว

2. Gen Y: "ผู้ตามหาความพอดี" ในวงจรขโมยเวลา

สำหรับกลุ่มวัยทำงานระดับกลาง ความเครียดสะสมได้พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจนมากกว่าทุกเจเนอเรชัน ส่งผลให้เกิดภาวะ Focus Disruption หรือโฟกัสคลาดเคลื่อนระหว่างการพยายามรักษาความสมดุลในชีวิต (Balance) กับการพยายามหาทางออกด้วยการให้รางวัลตัวเองเล็กๆ (Small Rewards) ในแต่ละวัน

“รางวัลเล็กๆ ของตัวเองมันทำหน้าที่สองด้าน ด้านหนึ่งเป็นยาแก้เครียด แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นตัวขโมยเวลาและบั่นทอนความสมดุลในชีวิต เพราะเราไม่เหลือเวลาไป Balance”

พฤติกรรมที่เห็นได้ชัดคือการช้อปปิ้งออนไลน์โดยเฉพาะในช่วงแคมเปญวันเลขเบิ้ล หรือการเสพคอนเทนต์ซีรีส์จนเกินเวลาพักผ่อน ซึ่งเป็นกลไกการเยียวยาจิตใจที่ส่งผลเสียต่อวินัยและการจัดการชีวิตในภาพรวม

3. Silver Gen (รวม Gen X และ Baby Boomer): "รุ่นใหญ่ใช้ใจนำทาง"

กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงสุดและมีเวลามากที่สุด แต่กลับเป็นกลุ่มที่เผชิญกับ Misperception หรือภาพจำที่ไม่ตรงกับความจริงของหัวใจจากคนในสังคม

“เขาอยากใช้ชีวิต Active แต่สังคมไม่ค่อยสนับสนุน ไม่มีพื้นที่ให้เขาได้ทำพฤติกรรมเหล่านี้เลย… โดปามีนของกลุ่มนี้จึงถูกเรียกว่า Reborn Dopamine”

ความต้องการสูงสุดของกลุ่ม Silver คือการมองเห็น "ความหมายของชีวิต" (Meaning of Life) ที่เป็นรูปธรรม และการได้รับการยอมรับในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์และสามารถส่งต่อคุณค่าให้แก่คนรุ่นหลังได้

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังอารมณ์ และกลไก "สมองส่วนที่สอง"

เพื่อให้เข้าใจถึงรากฐานของพฤติกรรมเหล่านี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีร วงศ์อุปราช จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ไขความลับเชิงลึกเกี่ยวกับกลไกทางประสาทวิทยา โดยระบุว่าโดปามีนไม่ใช่สารเคมีแห่งความสุขโดยตรง แต่มันคือ "สารเคมีแห่งความคาดหวัง"

“โดปามีนไม่ได้เท่ากับความสุข… แต่มันหมายถึงว่าเราคาดว่าถ้าเราทำแล้วเนี่ยมันจะมีความสุข… ถ้าเมื่อไหร่เราทำแล้วได้รับรางวัลจริงๆ มันจะเกิดการเซอร์ไพรส์มากกว่าปกติด้วยซ้ำ”

ประเด็นที่สร้างความตระหนักให้แก่ภาคธุรกิจอย่างมากคือเรื่องของ“สมองส่วนที่สอง” ที่อยู่ในกะโหลกศีรษะและลำไส้ (Enteric Nervous System) ซึ่งก้อนที่สองนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตเซโรโทนินถึง 90% และมีส่วนสำคัญในการผลิตโดปามีนอีก 50% ของร่างกาย หากร่างกายและจิตใจถูกใช้งานอย่างไม่สมดุล กลไกการผลิตสารเหล่านี้จะทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะอารมณ์เหวี่ยงและความเบื่อหน่ายที่รวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ ดร.พีร ยังเตือนถึงภาวะ เพดานโดปามีนสูงขึ้น” > “ถ้าเราใช้มันมากไปเรื่อยๆ มันจะเซตค่าสูงขึ้น ก็แปลว่าต้องทำมากกว่าเดิมมากๆ ถึงจะหลั่ง” นี่คือคำเตือนถึงนักการตลาดว่า หากแบรนด์เน้นแต่การกระตุ้นอารมณ์ในระยะสั้น ผู้บริโภคจะเกิดความด้านชาและต้องการสิ่งเร้าที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่แบรนด์ไม่สามารถตอบสนองได้อีกต่อไป

พลิกกลยุทธ์แบรนด์สู่การเป็น "ผู้เติมพลังใจ" (Empathy Marketing)

เมื่อข้อมูลบ่งชี้ว่าความคาดหวังต่อความสุขในอนาคตลดน้อยลง บทบาทของแบรนด์ในอนาคตอันใกล้จึงต้องเปลี่ยนผ่านจาก "Transaction-based" (เน้นการซื้อขาย) ไปสู่ "Emotion-based" (เน้นความผูกพันทางอารมณ์) อย่างสมบูรณ์

คุณอรุณโรจน์ เหล่าเจริญวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ฯ เน้นย้ำว่าในโลกที่มีแรงกดดันมหาศาล การสร้าง Impact ต่อจิตใจผู้บริโภคคือหัวใจสำคัญ

“ปัจจุบันสิ่งที่ผู้คนต้องการอาจไม่ใช่แค่สินค้าหรือบริการแบบทั่วไปอีกแล้ว แต่คือสิ่งที่ให้รางวัลทางอารมณ์… และสิ่งนั้นจะกลายเป็นหน่วยมูลค่าใหม่ของเศรษฐกิจ ณ ตอนนี้” แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจะต้องเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของโดปามีน

ซึ่งในปัจจุบันมีคนไทยเพียง 7% เท่านั้นที่เข้าใจความหมายนี้อย่างถูกต้อง การสื่อสารของแบรนด์จึงต้องมีความละเอียดอ่อนและเน้นการสร้าง "ความหวัง" และ "พลังใจ" เป็นหลัก

รับมือวิกฤตความเบื่อหน่าย: เมื่อความสุขจากการซื้อมีอายุสั้นลงเรื่อย ๆ

ในหัวข้อการอภิปรายเพิ่มเติม รายงานได้ตั้งคำถามถึงทิศทางในอนาคตเมื่อผู้บริโภคเริ่มเข้าสู่สภาวะ "Dopamine Burnout" หรือการอิ่มตัวจากสิ่งเร้า ซึ่งนำไปสู่ประเด็นสำคัญดังนี้ :

1. อายุของ "ความสุขจากการซื้อ" ที่สั้นลง

เมื่อโดปามีนหลั่งออกมาจากการเซอร์ไพรส์หรือความแปลกใหม่ หากแบรนด์ไม่สามารถสร้างมิติใหม่ๆ ได้ ความตื่นเต้นเดิมๆ จะหายไปอย่างรวดเร็ว

“ความสุขจากการซื้อจะสั้นลง มันไม่เท่าเดิม มันเคยตื่นเต้นเท่านี้แต่ว่าวันหนึ่งที่ตื่นเต้นเท่าเดิมมันไม่พอละ มันต้องหาเพิ่ม”

2. การกลับมาของ "Growth Marketing" และการสร้าง Loyalty ระยะยาว

นักการตลาดไม่ควรยึดติดกับการทำโปรโมชั่นที่เน้นยอดขายชั่วคราว แต่ควรหันมาให้ความสำคัญกับการ "บาลานซ์" ภาพลักษณ์และการเติบโต

“โปรโมชั่นไม่ใช่ไม่ดีแต่มากไปไม่ดี… เราน่าจะเสริมในส่วนอื่นที่มา Balance สิ่งนี้ได้ เพื่อให้เขาเนี่ย Growth ไปกับเรา… การทำสิ่งนี้อาจจะได้ระยะสั้น แต่ถ้าเราเสริมตัวอื่นมันจะเป็นเชิง Longer มากขึ้น”

3. โอกาสในกลุ่ม Silver Gen และ aging Society

นี่คือกลุ่มที่แบรนด์มักมองข้ามทั้งที่มีกำลังซื้อสูงสุด การเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้รู้สึกมีตัวตนและมีส่วนร่วมในการแบ่งปันประสบการณ์ (Sharing) จะสร้างความผูกพันที่มั่นคงกว่าการใช้พรีเซนเตอร์คนรุ่นใหม่มาดึงดูดเพียงอย่างเดียว

“ถ้าเราเข้าไปถูกจุดไปเปิดพื้นที่ให้เขา เขาก็เปิดใจให้แบรนด์อย่างแน่นอนค่ะ”

บทสรุปปี 2026: ชัยชนะของแบรนด์ที่สร้าง "สมดุล" ในวันที่ความสุขหาได้ยากยิ่ง

เศรษฐกิจยุคใหม่ภายใต้การนำของฮาคูโฮโด อาเซียน ชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การกระตุ้นให้เกิดความอยากเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การ "บริหารจัดการความคาดหวัง" และการช่วยให้ผู้บริโภคกลับมารู้สึก "สมดุล" อีกครั้ง

แบรนด์ที่สามารถช่วยเหลือ Gen Z ให้เติบโตอย่างมีทิศทาง ช่วยให้ Gen Y คืนสมดุลเวลาให้ชีวิต และช่วยให้ Silver Gen ค้นพบความหมายใหม่ๆ จะเป็นแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืนที่สุด เพราะในยุคที่ความสุขหาได้ยากยิ่ง "แบรนด์ที่มอบความหวังและพลังใจได้จริง คือแบรนด์ที่จะถูกเลือกโดยผู้บริโภคกว่า 78%" ตามผลการวิจัยที่ระบุว่าแรงขับเคลื่อนทางอารมณ์มีความสำคัญเหนือกว่าพฤติกรรมการบริโภคทั่วไปในโลกปัจจุบัน

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...