โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทำไม “จีน” รับมือวิกฤตราคาน้ำมันจากสงครามอิหร่านได้ดีกว่าประเทศอื่นในเอเชีย?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 14.53 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 07.53 น.

"จีน" มีน้ำมันสำรองกว่า 1.2 พันล้านบาร์เรล เพียงพอใช้หลายเดือน พร้อมทั้งลดการพึ่งพาจากช่องแคบฮอร์มุซและเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ทำให้เศรษฐกิจจีนอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่น

วันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 03.06 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงหลังสงครามอิหร่านอาจส่งผลกระทบต่อจีน น้อยกว่าหลายประเทศในเอเชีย เนื่องจากจีนได้สะสมน้ำมันสำรองจำนวนมาก และกระจายแหล่งพลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียนและยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์จาก OCBC ระบุว่า แม้ราคาน้ำมันจะพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี แต่จีนอาจมีความอ่อนไหวต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อน้อยกว่าประเทศอื่นในเอเชีย

นักวิเคราะห์ระบุว่าจีนได้สะสมคลังน้ำมันดิบเชิงยุทธศาสตร์และเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พร้อมทั้งเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะยาว ข้อมูลล่าสุดระบุว่าจีนมีน้ำมันดิบสำรองบนบกประมาณ 1.2 พันล้านบาร์เรล ณ เดือนมกราคม ซึ่งคิดเป็นปริมาณสำรองที่เพียงพอสำหรับ ประมาณ 3–4 เดือน

Rush Doshi ผู้อำนวยการ China Strategy Initiative แห่ง Council on Foreign Relations ระบุว่า จีนใช้เวลากว่า 20 ปีในการลดการพึ่งพาการขนส่งน้ำมันทางทะเล โดยได้สร้าง ท่อส่งน้ำมันทางบกและกระจายแหล่งพลังงาน ทำให้ปัจจุบันจีนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียงประมาณ 40–50% ของการนำเข้าน้ำมันทางทะเล

รัฐบาลจีนยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงาน ที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็น 25% ของการใช้พลังงานทั้งหมดภายในปี 2573 จากระดับประมาณ 21.7% ในปี 2568

ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ ถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดยประมาณ 31% ของน้ำมันที่ขนส่งทางเรือทั่วโลก หรือราว 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ผ่านเส้นทางนี้

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์จาก Nomura ระบุว่าน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็นเพียง 6.6% ของการใช้พลังงานทั้งหมดของจีน ขณะที่ก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าผ่านเส้นทางนี้มีสัดส่วนเพียง 0.6%

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของจีนในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งทำให้จีนมีตำแหน่งที่แตกต่างในตลาดพลังงานโลก

แม้ สหรัฐ จะเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันมากที่สุดในโลก รองลงมาคือ จีน และ อินเดีย แต่จีนยังคงเป็น ผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยนำเข้ามากกว่าสหรัฐเกือบสองเท่า ขณะที่อินเดียอยู่ในอันดับสาม

ในสามประเทศนี้ อินเดียพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันมากที่สุด คิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของการใช้พลังงานทั้งหมด ขณะที่จีนอยู่ที่ประมาณ 14% และสหรัฐสามารถผลิตน้ำมันได้เพียงพอต่อความต้องการส่วนใหญ่ของประเทศ

การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐได้เพิ่มการผลิตน้ำมันภายในประเทศ ขณะที่จีนเลือก กระจายแหล่งพลังงานอย่างรวดเร็ว โดยพลังงานหมุนเวียน (ไม่รวมพลังงานนิวเคลียร์และพลังน้ำ) คิดเป็น 1.2% ของการใช้พลังงานทั้งหมดของจีนในปี 2566 เพิ่มขึ้นจากเพียง 0.2% เมื่อ 20 ปีก่อน ขณะที่อินเดียและสหรัฐมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพียงประมาณ 0.2% แม้ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าไม่สูงมาก แต่การเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนในจีนกำลังสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างพลังงานโลก

การผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน โดยเฉพาะในภาคการขนส่งและรถบรรทุก ได้ลดความต้องการใช้น้ำมันลงแล้วมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

บริษัทวิจัย Rhodium Group คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 600,000 บาร์เรลต่อวัน ภายในหนึ่งปี

ปัจจุบันมากกว่าครึ่งของรถยนต์ใหม่ที่ขายในจีนเป็นรถพลังงานใหม่ ซึ่งใช้แบตเตอรี่แทนน้ำมันเชื้อเพลิงนักวิเคราะห์ OCBC ระบุว่า เมื่อความต้องการน้ำมันในภาคการขนส่งเริ่มถึงจุดสูงสุด และกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความอ่อนไหวของเศรษฐกิจจีนต่อราคาน้ำมันจึงลดลงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นเพียง 4% ของการผลิตไฟฟ้าในจีน ต่ำกว่าหลายประเทศในเอเชียที่มีสัดส่วนถึง 40–50% ไฟฟ้าของจีนส่วนใหญ่ยังคงมาจาก ถ่านหิน ควบคู่กับพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ความเสี่ยงยังคงอยู่

แม้จีนจะกระจายแหล่งพลังงานมากขึ้น แต่เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยจีนยังเป็น ผู้ผลิตและผู้ใช้ถ่านหินรายใหญ่ที่สุดของโลก ขณะเดียวกันมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่ออิหร่านทำให้จีนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังซื้อน้ำมันจากอิหร่าน โดยน้ำมันจากอิหร่านคิดเป็นประมาณ 20% ของการนำเข้าน้ำมันของจีน

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่าปริมาณดังกล่าวสามารถทดแทนได้บางส่วนด้วยการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่น้ำมันประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่จีนนำเข้าจากประเทศตะวันออกกลางอื่น ๆ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

นักวิเคราะห์ด้านพลังงาน ระบุว่า หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ สถานการณ์ดังกล่าวอาจยิ่งตอกย้ำแนวทางที่จีนกำลังดำเนินอยู่ในการลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานยังคงเป็นความท้าทาย เนื่องจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลของจีนถูกครอบงำโดยรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ทั้งนี้สำนักงานพลังงานของสหรัฐคาดว่า จีนจะยังคงเพิ่มคลังสำรองน้ำมันยุทธศาสตร์ต่อไป โดยอาจเพิ่มสำรองได้ประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2569

แม้การนำเข้าน้ำมันดิบของจีนจะลดลงเกือบ 2% ในปี 2567 แต่เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มเพิ่มขึ้น การนำเข้าก็เพิ่มขึ้นอีก 4.6% แตะระดับสูงสุดประมาณ 580 ล้านตัน

นักวิเคราะห์จาก Kpler ระบุว่า แม้จีนยังคงมีความเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดพลังงานโลก แต่จีนก็มีความยืดหยุ่นมากกว่าหลายประเทศ

อ้างอิง : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจจีน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...