ทำไม “จีน” รับมือวิกฤตราคาน้ำมันจากสงครามอิหร่านได้ดีกว่าประเทศอื่นในเอเชีย?
"จีน" มีน้ำมันสำรองกว่า 1.2 พันล้านบาร์เรล เพียงพอใช้หลายเดือน พร้อมทั้งลดการพึ่งพาจากช่องแคบฮอร์มุซและเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ทำให้เศรษฐกิจจีนอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่น
วันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 03.06 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงหลังสงครามอิหร่านอาจส่งผลกระทบต่อจีน น้อยกว่าหลายประเทศในเอเชีย เนื่องจากจีนได้สะสมน้ำมันสำรองจำนวนมาก และกระจายแหล่งพลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียนและยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์จาก OCBC ระบุว่า แม้ราคาน้ำมันจะพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี แต่จีนอาจมีความอ่อนไหวต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อน้อยกว่าประเทศอื่นในเอเชีย
นักวิเคราะห์ระบุว่าจีนได้สะสมคลังน้ำมันดิบเชิงยุทธศาสตร์และเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พร้อมทั้งเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะยาว ข้อมูลล่าสุดระบุว่าจีนมีน้ำมันดิบสำรองบนบกประมาณ 1.2 พันล้านบาร์เรล ณ เดือนมกราคม ซึ่งคิดเป็นปริมาณสำรองที่เพียงพอสำหรับ ประมาณ 3–4 เดือน
Rush Doshi ผู้อำนวยการ China Strategy Initiative แห่ง Council on Foreign Relations ระบุว่า จีนใช้เวลากว่า 20 ปีในการลดการพึ่งพาการขนส่งน้ำมันทางทะเล โดยได้สร้าง ท่อส่งน้ำมันทางบกและกระจายแหล่งพลังงาน ทำให้ปัจจุบันจีนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียงประมาณ 40–50% ของการนำเข้าน้ำมันทางทะเล
รัฐบาลจีนยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงาน ที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็น 25% ของการใช้พลังงานทั้งหมดภายในปี 2573 จากระดับประมาณ 21.7% ในปี 2568
ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ ถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดยประมาณ 31% ของน้ำมันที่ขนส่งทางเรือทั่วโลก หรือราว 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ผ่านเส้นทางนี้
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์จาก Nomura ระบุว่าน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็นเพียง 6.6% ของการใช้พลังงานทั้งหมดของจีน ขณะที่ก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าผ่านเส้นทางนี้มีสัดส่วนเพียง 0.6%
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของจีนในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งทำให้จีนมีตำแหน่งที่แตกต่างในตลาดพลังงานโลก
แม้ สหรัฐ จะเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันมากที่สุดในโลก รองลงมาคือ จีน และ อินเดีย แต่จีนยังคงเป็น ผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยนำเข้ามากกว่าสหรัฐเกือบสองเท่า ขณะที่อินเดียอยู่ในอันดับสาม
ในสามประเทศนี้ อินเดียพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันมากที่สุด คิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของการใช้พลังงานทั้งหมด ขณะที่จีนอยู่ที่ประมาณ 14% และสหรัฐสามารถผลิตน้ำมันได้เพียงพอต่อความต้องการส่วนใหญ่ของประเทศ
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐได้เพิ่มการผลิตน้ำมันภายในประเทศ ขณะที่จีนเลือก กระจายแหล่งพลังงานอย่างรวดเร็ว โดยพลังงานหมุนเวียน (ไม่รวมพลังงานนิวเคลียร์และพลังน้ำ) คิดเป็น 1.2% ของการใช้พลังงานทั้งหมดของจีนในปี 2566 เพิ่มขึ้นจากเพียง 0.2% เมื่อ 20 ปีก่อน ขณะที่อินเดียและสหรัฐมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพียงประมาณ 0.2% แม้ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าไม่สูงมาก แต่การเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนในจีนกำลังสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างพลังงานโลก
การผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน โดยเฉพาะในภาคการขนส่งและรถบรรทุก ได้ลดความต้องการใช้น้ำมันลงแล้วมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
บริษัทวิจัย Rhodium Group คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 600,000 บาร์เรลต่อวัน ภายในหนึ่งปี
ปัจจุบันมากกว่าครึ่งของรถยนต์ใหม่ที่ขายในจีนเป็นรถพลังงานใหม่ ซึ่งใช้แบตเตอรี่แทนน้ำมันเชื้อเพลิงนักวิเคราะห์ OCBC ระบุว่า เมื่อความต้องการน้ำมันในภาคการขนส่งเริ่มถึงจุดสูงสุด และกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความอ่อนไหวของเศรษฐกิจจีนต่อราคาน้ำมันจึงลดลงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นเพียง 4% ของการผลิตไฟฟ้าในจีน ต่ำกว่าหลายประเทศในเอเชียที่มีสัดส่วนถึง 40–50% ไฟฟ้าของจีนส่วนใหญ่ยังคงมาจาก ถ่านหิน ควบคู่กับพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ความเสี่ยงยังคงอยู่
แม้จีนจะกระจายแหล่งพลังงานมากขึ้น แต่เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยจีนยังเป็น ผู้ผลิตและผู้ใช้ถ่านหินรายใหญ่ที่สุดของโลก ขณะเดียวกันมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่ออิหร่านทำให้จีนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังซื้อน้ำมันจากอิหร่าน โดยน้ำมันจากอิหร่านคิดเป็นประมาณ 20% ของการนำเข้าน้ำมันของจีน
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่าปริมาณดังกล่าวสามารถทดแทนได้บางส่วนด้วยการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่น้ำมันประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่จีนนำเข้าจากประเทศตะวันออกกลางอื่น ๆ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
นักวิเคราะห์ด้านพลังงาน ระบุว่า หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ สถานการณ์ดังกล่าวอาจยิ่งตอกย้ำแนวทางที่จีนกำลังดำเนินอยู่ในการลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานยังคงเป็นความท้าทาย เนื่องจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลของจีนถูกครอบงำโดยรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ทั้งนี้สำนักงานพลังงานของสหรัฐคาดว่า จีนจะยังคงเพิ่มคลังสำรองน้ำมันยุทธศาสตร์ต่อไป โดยอาจเพิ่มสำรองได้ประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2569
แม้การนำเข้าน้ำมันดิบของจีนจะลดลงเกือบ 2% ในปี 2567 แต่เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มเพิ่มขึ้น การนำเข้าก็เพิ่มขึ้นอีก 4.6% แตะระดับสูงสุดประมาณ 580 ล้านตัน
นักวิเคราะห์จาก Kpler ระบุว่า แม้จีนยังคงมีความเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดพลังงานโลก แต่จีนก็มีความยืดหยุ่นมากกว่าหลายประเทศ
อ้างอิง : www.cnbc.com