ตลาดตึงเครียดจากปัจจัยรุมเร้า “Markets on Edge: Geopolitics & AI Disruption”
ประเด็นเรื่อง Geopolitical risk ในเดือน ก.พ. ยังคงยืดเยื้อโดยมีทั้งช่วงที่เหมือนจะคลี่คลายลง และช่วงที่ตึงเครียดขึ้น ซึ่งกดดันราคาพลังงานและราคาทองคำให้ยังคงตึงตัวต่อตลอดทั้งเดือน ก่อนที่ความรุนแรงจะปะทุขึ้นในช่วงสิ้นเดือน จากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน
ส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านและกลุ่มผู้นำหลายคนเสียชีวิต ก่อนที่อิหร่านจะเริ่มโต้กลับแบบวงกว้างไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงที่จะมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังสูงซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการขนส่งพลังงานโลก และนักลงทุนควรติดตามพัฒนาการของเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด
สำหรับอิสราเอล-สหรัฐฯ เริ่มเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความพยายามเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กัน
โดยการเจรจารอบล่าสุดที่สวิตเซอร์แลนด์ที่เกิดขึ้นเพียง 2 วันก่อนการโจมตี ทางอิหร่านยังให้คำมั่นว่าจะไม่เสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพิ่มเติม การเจรจาดูมีความคืบหน้าแต่ความคืบหน้าดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะยับยั้งการตัดสินใจใช้กำลังทหารของสหรัฐฯ ความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ส่งผลกระทบอย่างชัดเจน ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นได้กระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างเช่น ทองคำ (Gold) และหุ้นเหมืองโลหะมีค่า (Precious metals) รวมไปถึงตราสารหนี้ (Bonds) เป็นต้น แต่เพิ่มแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม
ขณะเดียวกันราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทันทีจากความกังวลต่อเสถียรภาพของอุปทานและการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการลงทุนในสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า (Oil) และหุ้นในกลุ่มพลังงาน (Energy)
นอกจากนี้ หลายประเทศได้ประกาศปิดหรือจำกัดน่านฟ้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ส่งผลให้เที่ยวบินพาณิชย์ถูกระงับหรือเลี่ยงเส้นทางจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นและเกิดภาวะชะงักงันด้านการเดินทางในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และนักลงทุนควรติดตามพัฒนาการของเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ภายใต้สมมติฐานพื้นฐานที่คาดว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่นำไปสู่การใช้ปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้อาจจะไม่นำไปสู่การขยายวงออกจากภูมิภาคตะวันออกกลาง และอาจจะไม่ยืดเยื้อนานนัก ผลกระทบด้านลบจากเหตุดังกล่าวอาจมีค่อนข้างจำกัดทั้งในเชิงพื้นที่ ความเสียหาย และระยะเวลา
ส่วนผลการเลือกตั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่นในช่วงต้นเดือน ก.พ. ออกมาคล้ายกัน พรรครัฐบาลเดิมได้คะแนนเสียงมากขึ้น ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าเดิม
ส่วนไทยได้ข่าวดีเพิ่มเติมจากการที่ กนง. มีการลดดอกเบี้ยแบบเซอร์ไพร์ส ซึ่งอาจจะเป็นข่าวดีต่อเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับผู้ที่ลงทุนในตราสารหนี้ในช่วงหลังจากนี้
ในส่วนของญี่ปุ่นรัฐบาลมีแนวโน้มจะดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจง่ายขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคงปรับตัวขึ้นต่อหลังการเลือกตั้ง
ในขณะที่ฝั่งไทยคะแนนเสียงที่เพิ่มขึ้นของพรรคแกนนำการจัดตั้งรัฐบาลทำให้หลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าก่อน โดยเรายังคงรอการรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต. และการจับขั้วรัฐบาล ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยมากในช่วงเดือน ก.พ. หลังการเลือกตั้ง แต่เผชิญแรงขายรุนแรงในช่วงต้นเดือน มี.ค. จากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องคดี IEEPA ในสหรัฐฯ ได้ความชัดเจนในที่สุด ซึ่งเป็นไปตามที่เราคาดว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจในการเรียกเก็บภาษีดังที่ผ่านมา แต่ ปธน.ทรัมป์ ก็เลือกใช้แผนสำรองใช้กฎหมายมาตราแทนเพื่อเก็บภาษีแทนโดยทันที คำตัดสินของศาลสูงสุดจึงไม่ได้มีผลกระทบมากนัก ส่วนประเด็นในตลาดหุ้น กลุ่ม Tech ยังคงมีประเด็นเชิงลบเข้ามาตลอดทั้งเดือน ทั้งในด้าน Disruption ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์อาจเผชิญความยากลำบากกับความกังวลเรื่องต้นทุนการลงทุน AI อาจส่งผลต่อผลประกอบการในอนาคต
คดีการใช้อำนาจ IEEPA เกินขอบเขตของปธน.ทรัมป์ ที่ค้างคาในฝั่งสหรัฐฯ มายาวนานตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 คลี่คลายลงในช่วงปลายเดือน ก.พ. หลังจากที่ศาลประกาศผลคำตัดสิน ซึ่งใช้อำนาจเกินขอบเขตจริง และต้องยกเลิกภาษีที่เก็บผ่านกฎหมาย IEEPA ไป
แต่ฝั่งปธน.ทรัมป์ ก็ดำเนินการเก็บภาษีผ่านกฎหมายมาตราอื่นๆ แทนโดยทันที ซึ่งเริ่มจากมาตรา 122 ซึ่งเป็นภาพที่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว ในแง่ของภาษีที่จัดเก็บมาก่อนหน้านี้ ศาลฯ ไม่ได้มีคำสั่งว่าจะต้องคืน (Refund) หรือไม่ ทำให้ต้องการฟ้องร้องตามมา แต่อาจจะใช้เวลาหลายปีจึงยังไม่เป็นภาระทางด้านการคลังในปัจจุบันนี้ จึงต้องติดตามต่อไปว่า ปธน.ทรัมป์ จะใช้วิธีการใดอีกเพื่อบีบให้ประเทศที่เหลือกลับเข้าสู่การเจรจาใหม่อีกครั้ง
สำหรับการพัฒนา AI ในช่วงที่ผ่านมาเป็นประเด็นบวกทั้งในแง่การช่วยลดต้นทุนและการเพิ่มความสามารถในการผลิต แต่ในช่วงเดือน ก.พ. AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วและมีความสามารถมากขึ้นนั้นกลับกลายเป็น Disruptor ที่จะเข้ามาแทนที่งานและอุตสาหกรรมบางอย่างลง
โดยราคาของกลุ่ม Software ปรับตัวลดลงจากความกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่ หลังจากที่ Anthropic เปิดตัว Opus 4.6 ที่สามารถทำงานแทนซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้หลายอย่าง และก็มีผลวิเคราะห์ของ Citrini ที่คาดการณ์ Scenario ของหมวดอุตสาหกรรมต่างๆ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจาก AI ทำให้ราคาของหลายๆ หมวดอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงจากความกังวลผลกระทบในอนาคต ซึ่งในภาพรวมเรามองว่ากลุ่ม Tech แม้จะได้ประโยชน์จาก AI ที่ยังคงพัฒนา และเข้ามาช่วยในการปฏิบัติงาน แต่ก็มีบางอุตสาหกรรมในกลุ่ม Tech ที่อาจหมดความสำคัญลง ทำให้ในภาพรวมของกลุ่ม Tech ทั้งหมดที่มีทั้งบวกและลบ จึงค่อนข้างฉุดรั้งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงเดือน ก.พ.
ส่วนตลาดพันธบัตรฯไทย Yield ปรับตัวขึ้นและ Yield Curve มีความชันมากขึ้น Bear Steepening ขึ้นในครึ่งเดือนแรกของ ก.พ. จากแนวโน้มรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ส่งผลต่อเนื่องไปยังแผนงบประมาณที่คาดว่าจะไม่ล่าช้า และความต่อเนื่องในการออกขายพันธบัตรฯ รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะล่าช้าออกไป
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือน กนง. ลดดอกเบี้ยลง 25 bps ซึ่งเซอร์ไพร์สตลาด ทำให้ Yield ปรับตัวลดลงในลักษณะ Bull Steepening ทำให้สุทธิตลอดทั้งเดือน ก.พ. Yield พันธบัตรฯ อายุ 10 ปี ยังคงทรงตัวโดยปรับตัวขึ้น 4.8 bps ในขณะที่ Yield พันธบัตรฯ อายุ 2 ปี ปรับตัวลดลงตามทิศทางดอกเบี้ย 10.6 bps
ในส่วนของตราสารหนี้ต่างประเทศในภาพรวม Yield ปรับตัวลดลง โดยฝั่งสหรัฐฯ แม้ตลอดทั้งเดือนจะเผชิญกับท่าทีที่ Hawkish จาก Fed Member หลายๆ รวมถึงรายงาน Fed Minute ซึ่งมีโทนที่ค่อนข้าง Hawkish โดยเฉพาะการเปิดโอกาสสำหรับการขึ้นดอกเบี้ย แต่ตลาดกับให้น้ำหนักกับภาพตลาดแรงงานที่อ่อนตัวลงมากกว่าหลังจากถูก Revise ข้อมูลลง และ Yield ปรับตัวลดลงในช่วงกลางเดือน ก่อนที่จะมีประกาศผลการพิจารณาคดี IEEPA ของปธน.ทรัมป์ ในช่วงปลายเดือน
แต่ก็มีการประกาศมาตรา 122 มาชดเชยในทันที ทำให้ไม่เพิ่มความกังวลด้านหนี้สาธารณะ Yield พันธบัตรฯ ไม่ได้ตอบรับประเด็นนี้เท่าใดนัก และผลการประมูลพันธบัตรฯ 30 ปี ในช่วงเดือน ก.พ. Bid-to-Cover ก็ออกมาเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดือนก่อนสะท้อนภาพตลาดที่ไม่ได้กังวลประเด็นนี้เท่าไหร่ โดยพันธบัตรฯ ระยะสั้น UST2Y ปรับตัวลดลง -14.8 bps ส่วนระยะยาว UST10Y ปรับตัวลดลง -29.8 bps
ประเด็น Geopolitical ยังคงร้อนแรงและสนับสนุนราคาพลังงานกับราคาทองคำขึ้นต่อ และทรงตัวในระดับสูง ในส่วนของตลาดหุ้นในเดือน ก.พ. ก่อนเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางฝั่ง EM โดยเฉพาะ Asia ex Japan (+5.9%) ยังคงปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าฝั่ง DM (+0.7%) ที่ถูกกดดันจากฝั่งสหรัฐฯ จากประเด็นเรื่อง Tech/AI ในขณะที่ตลาดหุ้นโลกในภาพรวมปรับตัวขึ้นเล็กน้อย (MSCI ACWI, +1.3%) (ที่มา Bloomberg: ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 69)
สำหรับตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (DM) อย่างตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงมีประเด็น AI ที่เข้ามากดดันหลายๆ หมวดอุตสาหกรรมที่อาจถูก “Disrupt” ในอนาคตเนื่องจากเป็นงานที่ AI สามารถทำแทนได้
แม้จะมีประเด็นบวกสั้นๆ อย่างคดี IEEPA ที่ช่วยให้หุ้น Large Cap กลับตัวขึ้นมาแต่ก็เพียงช่วงสั้นๆ กับผลประกอบการของ Nvidia ผู้นำตลาดด้าน Tech/AI ที่รายงานผลประกอบการไตรมาส 4/25 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด และยังมี Guidance ของปี 2026 ที่ยังดี แต่ก็ไม่พอที่จะพลิกกระแสความกังวลในตลาดได้ ทำให้ตลาดหุ้น S&P500 และ Nasdaq 100 ปรับตัวลดลง -0.8% และ -3.3% ตามลำดับ
ในขณะที่ Russell 2000 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.8% ในส่วนของฝั่งยุโรป ยังปรับตัวขึ้นต่ออย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนฝั่งสหรัฐฯ รวมถึงแนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงปี 2026 แม้จะเพิ่มในด้านกลาโหม ซึ่งในภาพรวมตลาดหุ้น Stoxx50 และ Stoxx600 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.3% และ 3.9% ตามลำดับ
ส่วนญี่ปุ่นผลการเลือกตั้งในช่วงต้นเดือน ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในสภามากขึ้น โดยรัฐบาลเดิมมีแนวโน้มจะดำเนินนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อแม้ว่าภาระหนี้จะสูง ซึ่งแม้จะเป็นผลลบต่อตลาดตราสารหนี้แต่ในส่วนของตลาดหุ้นยังคงเป็น Sentiment เชิงบวก ซึ่งในเบื้องต้นมีความพยายามที่จะลด VAT ในด้านอาหารลงเป็นเวลา 2 ปี โดยดัชนี Nikkei 225 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.4% (ที่มา Bloomberg: ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 69)
ในขณะที่ตลาดหุ้นฝั่งประเทศกำลังพัฒนา (EM) ยังคงได้เม็ดเงินลงทุนเข้าต่อเนื่องจากกระแส “Sell America” ที่ตลาดยังคงกังวลกลุ่ม Tech สหรัฐฯ ในภาพรวม และหันมาให้ความสนใจกับกลุ่ม Tech/AI ฝั่งเอเชียที่มี Valuation ที่ถูกกว่า และยังคง Laggard
อย่างไรก็ตาม มีเงินลงทุนผ่าน ETF ไหลออกจากตลาดหุ้นจีนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในช่วงก่อนวันหยุดยาวในเทศกาลตรุษจีน แต่ในส่วนของประเทศอื่นๆ ยังคงไหลเข้าฝั่งเอเชียโดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยตลาดหุ้นฝั่งเอเชียที่ปรับตัวขึ้นได้ดีคือกลุ่มประเทศที่ค่อนข้างเชื่อมโยงกับกลุ่ม Tech/AI ได้แก่ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.5% และตลาดหุ้นไต้หวัน (TAIEX) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.5%
ส่วนไทยปรับตัวขึ้นแรงจากประเด็นการเลือกตั้งที่พรรครัฐบาลเดิมได้ที่นั่งมากและจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในลำดับต่อไป ซึ่งที่นั่งในสภาที่สูงนั้นทำให้มีเสถียรภาพสูงกว่ารัฐบาลก่อนๆ มาก จึงมีความน่าสนใจขึ้นสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะต่างชาติที่กลับมาลงทุนในหุ้นไทยอีกครั้งหลังจากที่ขายมาตลอดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดย SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 16.1% ในเดือน ก.พ.
ในส่วน Geopolitical risk ที่เข้ามากระทบต่อตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมาหลังจากที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านและสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน นำไปสู่การตอบโต้ของอิหร่านด้วยการยิงขีปนาวุธไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค พร้อมสัญญาณจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูงขึ้น จากผลลัพธ์เบื้องต้น ส่งผลให้เกิดแรงซื้อใน “สินทรัพย์ปลอดภัย” (ทองคำ และพันธบัตรรัฐบาลคุณภาพสูง) และแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ตลาดหุ้น)
ขณะเดียวกันราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวสูงจากความเสี่ยงฝั่งอุปทานและการขนส่ง อันอาจส่งผ่านสู่ต้นทุนพลังงานและค่าประกันภัยเดินเรือในระยะถัดไป จึงแนะนำให้ระมัดระวังมากขึ้น โดยยังคงถือสินทรัพย์เสี่ยงแต่เพิ่มน้ำหนักในกลุ่มสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงนี้เพื่อปรับสมดุลของพอร์ตระหว่างที่ยังมีความไม่แน่นอนด้าน Geopolitical risk
สำหรับตราสารหนี้ไทย การลดดอกเบี้ยของ กนง. ที่เร็วกว่าที่คาด (Surprise Cut) และมีความเป็นไปได้เช่นกันที่จะเป็นจุดสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงของไทย ทำให้ความน่าสนใจของตราสารหนี้ไทยน้อยลง เรามีการปรับลดมุมมองตราสารหนี้ไทยเป็น “Slightly Negative” จากภาวะดอกเบี้ยต่ำและโอกาสน้อยลงที่ดอกเบี้ยจะเป็นขาลงต่อ แต่ Yield ปัจจุบันอาจจะยังไม่สะท้อนถึงมูลค่าพื้นฐานภายใต้ระดับดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่งปรับลดลงล่าสุดนี้ จึงแนะนำให้ถือกลุ่มกองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว (Long Duration) ต่อ เพื่อรอจังหวะที่ราคาตราสารหนี้ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก ก่อนจะพิจารณาทยอยลดน้ำหนักกลุ่มตราสารหนี้ระยะยาวออก และเพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้ระยะกลาง–สั้น เพื่อโอกาสคงรายได้ดอกเบี้ย (Carry) ที่มั่นคงและรับความผันผวนที่น้อยลงในระยะถัดไป
ในส่วนของตราสารหนี้ต่างประเทศ ประเด็น IEEPA คลี่คลายลง แต่ก็ตามด้วยความเสี่ยงเพิ่มเติมว่า ปธน.ทรัมป์อาจใช้กฎหมายมาตราอื่นๆ เพื่อกดดันให้เร่งเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งความกังวลในประเด็นหนี้สาธารณะคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่คงเป็นความกังวลว่าเงินเฟ้อจะกลับมาอีกหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้ Yield ระยะยาวยังคงตึงตัว
ในขณะที่ภาพตลาดแรงงานที่ยังคงอ่อนแอ และเรามองวาจะยังคงอ่อนแอลงอีก ซึ่งจะกระตุ้นให้เฟดต้องลดดอกเบี้ยลง ซึ่งเฟดยังคงเหลือพื้นที่สำหรับการลดดอกเบี้ยได้มากกว่าประเทศอื่นๆ ซึ่งทำให้เรายังคงมุมมอง “Slightly Positive” กับตราสารหนี้ต่างประเทศ แต่ทั้งนี้ อาจต้องติดตามผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง และผลต่อเงินเฟ้อ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงทำให้เฟดลดดอกเบี้ยช้ากว่าที่คาด
สำหรับตราสารทุน เรายังคงมีมุมมอง “Slightly Positive” กับตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นฝั่งเอเชีย โดยเราให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นกับตลาดหุ้นไทยที่ในช่วงก่อนหน้าปรับขึ้นมาเร็วและแรง แต่ก็ปรับตัวลดลงแรงเช่นกันจาก Panic Sell ช่วงที่สถานการณ์ Geopolitical รุนแรง ทำให้ราคาที่ปรับลดลงแรงนั้นเรามองเป็นโอกาสดีที่จะเพิ่มสัดส่วนหุ้นไทยในพอร์ตการลงทุน จากภาพการลงทุนระยะกลาง-ยาวที่มี Sentiment ที่ดีขึ้น จากทั้งเงินลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย และแนวโน้มรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ รวมถึงในช่วงหลังจากนี้จะเข้าสู่ช่วงประกาศจ่ายปันผลของหุ้นไทย ซึ่งหลายๆ บริษัทฯ ยังคงประกาศจ่ายปันผลในอัตราที่สูง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่ประกาศเพิ่มอัตราการจ่ายปันผลสูงขึ้น ตลาดอาจให้ความสนใจกับ Earning Forecast มากขึ้นเพราะผ่านช่วง Earning Season ที่หลายๆ บริษัทฯ ประกาศ Guidance ไปแล้ว จึงมีแนวโน้มที่ตลาดจะเริ่มปรับมุมมอง Earning Revision ของปีนี้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น
โดยนักลงทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยต่ำกว่าที่ต้องการ เราแนะนำให้ใช้โอกาสนี้ในการทยอยซื้อสะสมหุ้นไทย โดยเฉพาะหากดัชนีฯ มีการปรับลดลงอย่างมากจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะที่ตลาดหุ้นฝั่งสหรัฐฯ ยังคงมีความกังวลในเรื่อง Tech/AI ที่กดดันตลาดหุ้นในภาพรวม แต่เป็นตลาดที่อาจจะได้รับผลกระทบน้อยจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง แต่การเคลื่อนย้ายเงินทุนหลักยังเป็นการไหลออกมาลงทุนในฝั่ง EM โดยเฉพาะ EM Asia ซึ่งน่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวหากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลง
คอลัมน์: Investment focus by KTAM
ดร. สมชัย อมรธรรม
วัชรพัฐ มาแสง
บลจ. กรุงไทย