หุ้นไทย พุ่ง 26 จุด พื้นตามภูมิภาค นักวิเคราะห์คาดบจ.กำไร Q4 โต 61 %
หุ้นไทย พุ่ง 26 จุด เพิ่มขึ้น 2 % พื้นตามภูมิภาค นักวิเคราะห์คาดกำไรบจ. ไตรมาส 4 ที่ 2.32 แสนล้านบาท โตโดดเด่น 61% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน โผหุ้นเด่น
วันที่ 3 ก.พ.2569 หุ้นไทยภาคเช้าฟื้นตามตลาดภูมิภาค ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index ) ผ่านไปชั่วโมงแรกรักษาโมเมนตั้มบวกกว่า 20 จุด ณ เวลาประมาณ 11.11 น. ปรับขึ้นแรง 26.46 จุด มาที่ 1,347.88 จุด (+2%)
นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ดีดขึ้นตาม Sentiment ภูมิภาครีบาวด์หลังจากหลายตลาดลงไปแรง บรรยากาศการลงทุนภายนอกเริ่มดีขึ้นหลังสหรัฐฯ และอินเดียบรรลุข้อตกลงทางการค้ากันได้ รวมทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านจะเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ ทำให้ความเสี่ยงประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันทางการค้าลดลง
เช้านี้หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ DELTA หนุนตลาด ขณะที่มีแรงซื้อเก็งกำไรในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) โดยเฉพาะ ADVANC ที่จะมีการเปิดเผยผลประกอบการในวันนี้ ขณะเดียวกันหุ้นกลุ่มอื่น ๆ อาทิ ธนาคาร ค้าปลีก มีแรงซื้อคืนเช่นกัน
บล.เอเซีย พลัส คาดการณ์บริษัทจดทะเบียน(บจ.) ไทย มีกำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2568 (อ้างอิงจาก 206 บริษัท คิดเป็น 75% ของมูลค่าตลาด) อยู่ที่ราว 2.32 แสนล้านบาท เติบโตโดดเด่นถึง 61% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) จากฐานที่ต่ำในปีก่อน
กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเติบโตเมื่อเทียบปีก่อน (YoY) และเทียบไตรมาส 3/68 (QoQ)
- กลุ่มเกษตร (AGRI), สื่อและสิ่งพิมพ์ (MEDIA), พาณิชย์ (COMM), บรรจุภัณฑ์ (PKG), ขนส่ง (TRANS), พลังงาน (ENERG) และการเงิน (FIN)
หุ้นเด่นแนะนำ เน้นหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตและมีการจ่ายปันผล (Dividend Yield) ที่น่าสนใจ
- กลุ่มอสังหาริมทรัพย์: ORI (ปันผล 8.4%), SC (ปันผล 9.2%), SIRI (ปันผล 8.8%)
- กลุ่มพลังงาน: PTT, BCP, GULF, BGRIM
- กลุ่มพาณิชย์และสื่อ: CRC, COM7, PLANB, MAJOR
นอกจากนี้ สถิติย้อนหลัง 5 ปีบ่งชี้ว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1 หุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ ,ธนาคารพาณิชย์ , สินค้าอุปโภคบริโภค , การเงิน , เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที , ธุรกิจสื่อและสิ่งพิมพ์ และปิโตรเคมี มักจะสร้างผลตอบแทนได้ดี จึงเป็นจังหวะที่น่าสะสมหุ้นกลุ่มเหล่านี้
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.โกลเบล็ก (GBS) ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในลักษณะ Sideway Up โดยได้รับแรงหนุนจากกระแส Election Rally นักลงทุนยังคงคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อการลงทุนในตลาดทุนไทยต่อเนื่อง
อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัยเชิงบวกจากต่างประเทศ โดยล่าสุดทางวุฒิสมาชิกเดโมแครตและรีพับลิกันร่วมกับทำเนียบขาวบรรลุข้อตกลงผลักดันร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่าย 5 ฉบับ ช่วยคลายกังวลต่อเสถียรภาพการคลังสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เผยแบบจำลอง GDPNow บ่งชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไตรมาส4/68 ขยายตัวถึง 4.2% สะท้อนแรงส่งเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่ง
ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนแสดงความคาดหวังว่ารัสเซียจะปฏิบัติตามข้อตกลง กับสหรัฐฯ เพื่อยุติการโจมตีเมืองต่างๆ ในยูเครน ลดแรงกดดันต่อประชาชนในช่วงฤดูหนาว ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์และวุฒิสมาชิกเดโมแครตสามารถบรรลุข้อตกลงชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงการชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มความเชื่อมั่นต่อตลาดโลก
สำหรับเศรษฐกิจไทย กระทรวงการคลังรายงานเดือนธันวาคม 2568 ยังขยายตัวต่อเนื่อง ได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยวภายในประเทศและการส่งออก โดยดัชนี MPI โต 2.52% จากภาคยานยนต์และมาตรการรัฐ สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีทิศทางบวกต่อเนื่อง จึงคาดการณ์กรอบดัชนี SET ในเดือนนี้อยู่ที่ 1,280-1,400 จุด
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเชิงลบที่ส่งผลต่อการลงทุน ก็ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะการรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนมกราคมของจีนที่ 49.3 ลดลงต่อเนื่อง สะท้อนภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะชัตดาวน์บางส่วน หลังสภาคองเกรสไม่สามารถอนุมัติงบประมาณได้ทันเวลา เพิ่มความ ไม่แน่นอนต่อเสถียรภาพการคลัง รวมทั้ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นฟ้องกรมสรรพากรและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เรียกค่าเสียหายกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จากกรณีข้อมูลภาษีรั่วไหลสร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุน ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จัดให้ประเทศไทยอยู่ในบัญชีเฝ้าระวังคู่ค้ารายใหญ่ที่ต้องจับตาพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนเงินตรา
ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความท้าทาย โดยคาดปี 2569 จะขยายตัวเพียง 2.0% ลดลงจากปี 2568 ที่ 2.2% จากผลกระทบมาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐฯ และความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ขณะที่สหรัฐฯ รายงานดัชนี PPI เดือนธันวาคมพุ่งขึ้น 3.0% YoY สูงกว่าคาดการณ์ กดดันแนวโน้มเงินเฟ้อและนโยบายการเงินต่อไป
นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้เช่นกัน อาทิ วันที่ 8 ก.พ. วันเลือกตั้งทั่วไปรอดูโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ และ วันที่ 25 ก.พ. ประชุม กนง. ครั้งที่ 1/69 ส่วนสถานการณ์ต่างประเทศที่น่าจับตา อาทิ วันที่ 3 ก.พ. สหรัฐรายงานตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือนธ.ค. และวันที่ 17-18 มี.ค. ประชุมเฟด
นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนกลุ่มหุ้น TRUE, TACC, TASCO, STECON, CK และ WHA จากคาดการณ์ผลประกอบการงวดไตรมาส 4/68 จะออกมาดี