หยุดมักง่าย! ลิซ่า ไม่ทน อัดคลิปแหลงใต้ดึงสติคนบ้านตัวเอง
เมื่อวันที่ วันที่ 24 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคประชาชน เผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ Pukkamon Nunarnan - ภคมน ลิซ่า หนุนอนันต์ โดยเจ้าตัวได้เชิญชวนประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ท่ามกลางกระแสข่าวการเริ่มรวบรวมรายชื่อและการใช้เงินในช่วงใกล้การเลือกตั้ง
น.ส.ภคมน ระบุว่า ในขณะนี้ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใด ต่างได้ยินการพูดคุยกันถึงการเริ่มเก็บรายชื่อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากำลังจะมีการใช้เงินเพื่อซื้อสิทธิ์ขายเสียง เธอยอมรับว่าไม่สามารถไปห้ามผู้ที่คิดจะซื้อเสียงได้ แต่ขอร้องพี่น้องประชาชนว่าอย่าขายสิทธิ์ขายเสียงของตัวเอง เพราะเงินจำนวน 1,000-2,000 บาท หรือแม้แต่ 7,500 บาท ตามที่เป็นข่าว ไม่อาจนำมาซื้ออนาคตและวาระทางการเมือง 4 ปีได้ โดยตลอดระยะเวลา 4 ปีนั้น ประชาชนยังสามารถคาดหวังนโยบายสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้มากกว่านี้
น.ส.ภคมน ยังกล่าวเตือนว่า ผู้ที่เริ่มต้นด้วยความไม่ตรงไปตรงมา ไม่ต้องการศรัทธาและความเชื่อมั่นจากประชาชน แต่ต้องการชัยชนะอย่างแน่นอนด้วยการใช้เงิน ย่อมไม่จำเป็นต้องมีเจตจำนงหรือความกล้าหาญทางการเมือง และไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองต่อประชาชนเลย พร้อมระบุว่าเมื่อเวลาผ่านไปอีก 10 ปี ประชาชนจะไม่สามารถทักท้วงหรือวิพากษ์วิจารณ์ได้ แม้การทำงานจะล้มเหลวเพียงใด เนื่องจากสิทธิ์นั้นได้ถูกซื้อไปแล้ว และบุคคลเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนแต่อย่างใด
จากนั้น น.ส.ภคมน ได้กล่าวเป็นภาษาใต้ ขอให้ประชาชนอย่าขายเสียง พร้อมตั้งคำถามว่าในเมื่อคนใต้มักพูดกันว่ามีศักดิ์ศรี แต่ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งกลับมีการขายสิทธิ์ขายเสียงจำนวนมาก จะอธิบายกับใครได้ว่าคนใต้มีศักดิ์ศรี เธอขอให้ทุกคนออกไปเลือกตั้งด้วยความหวัง มองไปข้างหน้าให้ไกล
เพราะอนาคตของประเทศยังไปได้ไกลกว่านี้ และคนในพื้นที่มีโอกาสมากกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมย้ำว่าไม่ควรมักง่ายด้วยการรับเงิน 2,000-3,000 บาท แต่ควรคิดถึงอนาคตของลูกหลานและตัวเอง เพราะการเมืองที่ใช้เงินไม่อาจเป็นการเมืองที่ตรงไปตรงมาได้
นอกจากนี้ น.ส.ภคมน ยังกล่าวว่า หากมีใครมาซื้อเสียงก็สามารถเก็บเงินไว้ได้ แต่ขอให้ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกับผู้ที่ประชาชนคาดหวัง พร้อมเชิญชวนให้คนใต้ก้าวข้ามกรอบวัฒนธรรมและความเชื่อแบบเดิมๆ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ให้กลับมาคิดใหม่ว่า จะเลือกสมบัติพ่อเฒ่า หรือจะเลือกอนาคตของตัวเอง โดยระบุว่าหากพูดกันตรงๆ เชื่อว่าพ่อเฒ่าก็คงไม่เห็นแก่ตัวถึงขั้นจองจำอนาคตของลูกหลานไว้เช่นนี้ และย่อมต้องการเห็นความก้าวหน้าของสังคม รวมถึงอยากให้ลูกหลานได้อยู่ในสังคมที่ดีขึ้น
เรียบเรียงโดย มุมข่าว